พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องความรุนแรงในเหตุการณ์ประท้วง และเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามหลักการขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กําลังและอาวุธปืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมอยู่ที่จังหวัดยโสธรครับไปร่วมพิธีเผาศพ นปช. ท่านหนึ่งที่เสียชีวิต ผมได้ถามเพื่อนเขาว่าที่เสียชีวิตเพราะถูกยิงตรงไหน ถูกยิงจากด้านหลังครับท่านประธาน บนศีรษะลงไปด้านหลังเสียชีวิตที่สวนลุมพินี สัปดาห์ก่อนโน้นผมก็ได้ไปร่วมพิธีเผาศพด้วย อีกท่านหนึ่งเสียชีวิตบริเวณบ่อนไก่ คุณพ่อเขาอายุ ๘๔ ปีครับ เมื่อศพลูกชายไปถึงบ้าน ความที่อยากจะเห็นหน้าลูกขอเปิดดูศพ แล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังว่าลูกถูกยิงตรงศีรษะ ท่านประธานครับ ก่อนหน้านั้นพี่น้องผมอีกคนหนึ่งเสียชีวิตเหมือนกันบริเวณประตูนํ้า ขับรถแท็กซี่ถูกยิงตรงหน้าอก ผมก็บอกพี่น้องว่า โอ้โฮ ๓ คนถูกยิงจุดสําคัญ ๆ ทั้งนั้นเลย คนยิงมันยิงแม่นจริง ๆ แต่ท่านประธานครับ ผมได้พบครอบครัวของทั้ง ๓ คน คนหนึ่งมีลูก ๔ คนกําลังเรียนอยู่ครับ อีกคนหนึ่งพิการด้วย อีกคนหนึ่งลูกกําลังเรียน ปวส. ๓ คนครับ ส่วนอีกคนหนึ่งก็เช่นเดียวกันครับลูกกําลังเรียนอยู่ ทั้ง ๓ คนนี้ขาดพ่อ วันนี้ใครจะ รับผิดชอบแทนพ่อของเด็กเหล่านั้นที่จากไป จนถึงวันนี้ผมยังไม่ได้ยินว่าทางรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ไม่ได้ยินจากปากนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้ว่าจะรับผิดชอบอย่างใดเลย ใจดําจริง ๆ ครับ ผมเห็นภาพของคนเหล่านั้นแล้วมันก็ทนไม่ได้ ก็เลยบอกพี่น้องว่าครอบครัวของเขาเหล่านั้น ก็ขอให้พี่น้องชาวจังหวัดยโสธรช่วยกันโอบอุ้มกันต่อไป เพราะเขาได้มาเสียชีวิต เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ที่จริงเรื่องทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นไม่น่าจะ จบด้วยอย่างนี้ ถ้าคนที่เป็นรัฐบาลมีจิตใจแน่วแน่ และมองว่าผู้ที่มาชุมนุมเรียกร้องนั้น ก็คือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นคนไทยนี่แหละ แต่เพราะรัฐบาลมองว่าคนเหล่านี้คือศัตรู ดูพฤติกรรมที่มันเกิดขึ้น ปีที่แล้วก็เกิดเรื่องอย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่า เอาละ ถ้าคิดว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศก็ขอให้รัฐสภาไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ศึกษากัน ผมก็ทําหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการสมานฉันท์ เราก็ศึกษามาแล้วเสนอ ท่านนายกรัฐมนตรีไปบอกให้แก้รัฐธรรมนูญ ท่านก็บอกว่าขอทําประชามติดูก่อน ขอถามโน่นขอถามนี่ก่อน และสุดท้ายท่านก็โทษว่าพวกผมนี่ถอนตัวออกมา เลยเดินหน้ากันต่อไปไม่ได้ ผมก็บอกว่าเพราะท่านโยกโย้ ไหนพูดในสภาอย่างหนึ่ง แต่พอทําอีกอย่างหนึ่งเป็นอย่างนี้ตลอดแล้วใครจะไปเชื่อ ล่าสุดที่มีการเจรจากันภาพดี ระหว่างท่านนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วก็สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อีกท่านหนึ่ง กับแกนนําของฝ่าย นปช. ถ่ายทอดทางโทรทัศน์กันไปทั่วประเทศ เกิดมาผมก็ เพิ่งเห็นนี่ครับ การเจรจาต่อรองกันถ่ายทอดทางทีวี ผมบอกว่ามันไม่มีทางสําเร็จหรอก เพราะถ้าอยากจะมีการเจรจากันจริง ๆ แล้วนี่เขาไม่ทํากันอย่างนี้ เพราะมันมีข้อต่อรอง อีกเยอะแยะ แต่อย่างไรก็ตามครับเมื่อมีการเลือกพูดกันสังคมก็หวังว่ามันจะนําไปสู่ ความสําเร็จ ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่เฝ้ำติดตามกันอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา แต่สุดท้ายมันก็ไม่สําเร็จ จนกระทั่งความรุนแรงก็เริ่มเกิดขึ้น ๆ ส.ว. ส่วนหนึ่งก็มีความพยายามที่จะเข้าไปช่วย อุตส่าห์ไปคุยกับทาง นปช. แล้วก็ต่อสายกับนายกรัฐมนตรีแล้ว ใกล้ ๆ วันสุดท้ายวันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ ผมก็ยังว่าช่องทางการเจรจามันยังมีอยู่ แต่คําตอบที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบไป ผ่านทาง ส.ว. นั้นบอกว่ามันสายไปเสียแล้ว หมดเวลาเจรจาแล้ว เพราะได้ตัดสินใจ เดินหน้าแล้วว่าจะต้องสลายการชุมนุมให้ได้ ก็ทําให้ผมนึกถึงวันที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านนี้พูดกับผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แคมป์ เบลล์ เมื่อคืนวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่บ้านประมาณ ๔ ทุ่ม ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศได้บอกผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคมป์ เบลล์บอกว่าโรดแมพ ๕ ข้อนี่เป็นอัลติเมตัม (Ultimatum) แปลว่าคําขาด ไม่ใช่เงื่อนไขเพื่อเจรจา เมื่อกี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าท่านจะเจรจา มาอยู่ตลอดแต่ว่าถูกปฏิเสธจาก นปช. คนที่เป็นรัฐบาลถ้าตั้งใจจะทําอย่างนี้จริง ๆ ผมว่าอย่างไรก็ตามการเจรจามันยังเกิดขึ้นถ้ามีความตั้งใจจะให้มันประสบความสําเร็จ อย่างนั้นจริง ๆ
ท่านประธานครับ ผมได้พูดถึงพี่น้องของผม เพราะว่าคนเหล่านี้ถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนมาก ผมคิดว่าต้นตอของเรื่องมันก็เนื่องมาจากการที่รัฐบาลได้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนี่แหละ ความจริงกลุ่ม นปช. เขามีชุมนุมกันอย่างนี้มานานแล้วตั้งแต่หลังการปฏิวัติยึดอํานาจ โดยคณะ คมช. เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ช่วงนั้นเขาใช้ชื่อว่า นปก. แนวร่วม เพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็มีชุมนุมกันมาอยู่เรื่อย ช่วงหลังก็มารวมกันใหม่เป็น นปช. ก็ชุมนุมกันมาเรื่อย เป็นชุมนุมทางการเมือง ผมก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร มันมีปัญหา ตรงไหนครับ ตรงที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ ๗ เมษายนปีนี้ละครับ ท่านประธานคงจําได้พวกเราอยู่ในสภา ท่านประธานชัยบอกพวกผมบอกว่ามีคนมา ชุมนุมอยู่หน้าสภา วันนั้นก็มีกลุ่มเสื้อแดงจํานวนหนึ่งมาชุมนุมอยู่ที่นี่ ผมก็ออกไป ประมาณ ๑๑ โมงก็ไม่เห็นมีอะไรมากมาย มาทราบเอาตอนหลังว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้ปีนกําแพงออกไปด้านหลังเหมือนกับที่พวกกระผมเคยปีนเมื่อปีก่อนโน้น แล้วก็มีภาพ ส.ส. ปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นผู้อารักขาท่านได้อุ้มอาวุธปืนสงครามติดตัวเข้าไปด้วย หลังจาก เย็นวันนั้นผมเข้าใจว่าก็มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ท่านประธานครับ หลายคนได้เคยแสดงความคิดเห็นครับ ได้เคยบอกรัฐบาลบอกว่าการที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมันต้องเป็นเรื่องฉุกเฉินจริง ๆ เพราะการประกาศอย่างนี้มันจะ นําไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก ๆ เนื่องจากพระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมันให้อํานาจกับรัฐบาลมาก ถ้าใช้ไม่ดีโอกาสที่จะไปละเมิด สิทธิมนุษยชนจะมีมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นพึงใช้อย่างระมัดระวัง ผมอ่านดูประกาศของ รัฐบาลแล้วเหตุผลที่อ้างเขียนถึง ๑ หน้าเลยครับท่านประธานครับ ๑ หน้าอ้างหลายอย่าง บอกว่ามีก่อเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น ประเทศไม่สงบเรียบร้อย มีการปลุกระดมคนอะไร เยอะแยะ ผมก็นั่งถามพวกเราว่าเหตุผลที่อยู่ในข้างหน้ามันเป็นจริงหรือเปล่า ผมคิดว่า หลายคนคงจะจําวันนั้นได้ ผมก็มาดูเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น สถานการณ์ฉุกเฉินที่เขียนไว้ ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ มาตรา ๔ แปลว่าอะไร มีนิยามไว้แล้ว แปลว่า สถานการณ์อันกระทบ หรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทําให้ประเทศส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทําผิด เกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม ซึ่งจําเป็นต้อง มีมาตรการเร่งด่วน ความหมายมันก็คือต้องถึงขนาดนั้นจึงจะใช้ พ.ร.ก. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แต่ว่าถ้าดูตามข้อเท็จจริงแล้วมันไม่มีถึงขนาดนั้น มันไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงตามที่ประกาศออกไป เพียงแต่เราเห็นว่ารัฐบาล ใช้กําลังทางทหารเข้ามาควบคุมการชุมนุมทางการเมือง และความจริงผมคิดว่า รัฐบาลเองก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพราะข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ก็คือขอให้รัฐบาลยุบสภา แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ตอบโต้ด้วยการใช้ พ.ร.บ. การรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลเองก็เข้าไปมีส่วนได้เสียโดยตรง มันไม่มีความชอบธรรมที่จะใช้ กฎหมายฉบับนี้ ฉะนั้นเมื่อไม่มีสถานการณ์จริงที่มันเกิดขึ้น เห็นไหมครับท่านประธาน พอประกาศปุ๊ บมันจะนําไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ทั้งหมดนี้คืออะไรครับ หลายคนที่เป็นนักกฎหมาย มีกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เขาก็บอกว่าเหตุผล ไม่เพียงพอ แต่ว่ารัฐบาลอาศัย พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแง่ รูปแบบของกฎหมาย เพราะเป็นการประกาศตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ความจริงเนื้อหา ของมันมันไม่ถึงขนาดนั้น แต่เขาจําเป็นต้องใช้การประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินในรูปแบบเพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้ใช้กําลังทางทหารเข้ามา และจัดการเรื่องนี้ได้ แล้วก็เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งอํานาจของรัฐบาลต่อไป ไม่ใช่เพื่อความมั่นคง ของรัฐหรือความปลอดภัยของประเทศเลย นี่แหละครับท่านประธานเมื่อเหตุมันไม่สมเหตุสมผล มันไม่เป็นไปตามกฎหมายแล้ว มันจึงนําไปสู่การละเมิดหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ผมคิดว่าในเรื่องนี้มีหลายฝ่ำย ได้แสดงความคิดเห็นออกมา ผมเองตอนที่อ่านนั้นก็ฉุกคิดไปได้ว่าพอไปเห็นรัฐบาลประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ไปดูมาตรา ๑๑ ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ในมาตรา ๑๑ มันเริ่มต้นด้วย ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการก่อการร้าย ผมก็นึกออกทันที รัฐบาลอยากจะใช้ประโยชน์ จากประโยคข้อนี้ มันอ้างได้ว่ามีการก่อการร้ายแล้วก็นําไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ที่จริงถ้ารัฐบาลเริ่มต้นจากมาตรา ๕ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก่อน แล้วเมื่อมันมีสถานการณ์ตามมาตรา ๑๑ แล้ว ค่อยประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง นี่ท่านเล่นข้ามขั้นเลยอ้างมาตรา ๕ มาตรา ๑๑ ว่ามันมีสถานการณ์ ร้ายแรงเกิดขึ้น มีการก่อการร้ายเกิดขึ้น ผมก็ไปดูคําว่าก่อการร้ายมันคืออะไร ในประมวล กฎหมายอาญา และดูความหมายของการก่อการร้ายที่สามารถพิจารณาได้ว่าที่จะเป็น การก่อการร้ายนั้นจะต้องเป็นการกระทําต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความหวาดกลัว ต่อประชาชน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเทอร์เรอร์ (Terror) แล้วก็เรียกคนที่ทําว่าเทอร์เรอริสท์ (Terrorist) สร้างความหวาดกลัวต่อประชาชน ทําให้เกิดมีการจํากัดการเคลื่อนไหวนะครับ ไปไหนก็ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งเป้ำหมายไว้อย่างนี้ ในขณะที่ การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ประชุมมาอยู่ตลอดนั้นก็เป็นการชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ได้ให้การคุ้มครองไว้คือการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เห็นไหมครับ ผมนึกว่าเหตุผลของรัฐบาลจริง ๆ คืออันนี้จะได้ใช้กําลังทางทหารได้ เพราะกําลังอย่างอื่น มันใช้ไม่ได้ เมื่อยิ่งย้อนกลับมาดูเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๙ วันที่ ๒๐ ที่มันเกิดขึ้นที่มีการเผาทรัพย์ มีการปล้นทรัพย์ หรือมีการกระทําอะไรที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้น ผมก็คิดว่าเหตุการณ์ ที่มันเกิดขึ้น ตอนบ่ายแกนนํา นปช. เขาได้ขอเข้ามอบตัวแล้วก็ประกาศสลายการชุมนุม ไปแล้ว การชุมนุมมันยุติแล้วเขาเข้ามอบตัวกันแล้ว แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นที่สมาชิกหลายท่าน ได้นําภาพต่าง ๆ มาฉายนั้นมันเป็นเรื่องเกิดขึ้นภายหลัง มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลย แต่ท่านก็โยงเข้าไปหมดว่านี่คือผู้ก่อการร้ายก็เพียงเพื่อจะใช้กฎหมายนี้เข้ามาจัดการ กับคนเหล่านี้ เห็นไหมเมื่อทําการไปอย่างนี้แล้วผลที่ตามมามันจะเกิดความเสียหาย อย่างมหาศาลกับประเทศ กลุ่ม นปช. เป็นผู้ก่อการร้ายไปตั้งแต่เมื่อไร ผมไปตรวจดูบัญชี ของสหประชาชาติว่าได้ประกาศให้ นปช. เป็นผู้ก่อการร้ายไหม ไม่มีครับ ก็มีที่นี่แหละ ที่รัฐบาลคนชุดนี้แหละที่กล่าวหาประชาชนของตัวเองเป็นผู้ก่อการร้าย ที่จริงถ้าท่านอ่าน กฎหมายต่อไปอีก ในมาตรา ๑๖ เมื่อมีการใช้ พ.ร.ก. ต่อไปแล้ว ในมาตรา ๑๖ เขาบอกว่า ห้ามไปฟ้ องศาลปกครอง แปลว่าอะไรครับ คือเวลาประชาชนเขาถูกละเมิดจากการกระทํา ของรัฐ เขาสามารถที่จะฟ้ องต่อศาลปกครองได้ว่าการกระทํานั้นมันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งยกเลิก แต่กฎหมายนี้ห้าม จะไปศาลรัฐธรรมนูญก็คงไปไม่ได้เพราะไม่ใช่คดี รัฐธรรมนูญ มันก็เหลือศาลแพ่งคือศาลยุติธรรมนั่นแหละ จนขณะนี้ผมตรวจสอบดูแล้ว คําพิพากษาของศาลยุติธรรมในเรื่องนี้มันยังหาบรรทัดฐานที่ชัดเจนยังไม่ได้ครับ เพราะผมเข้าใจว่าทางศาลเองอาจจะไม่ถนัด เพราะท่านตัดสินคดีแพ่ง คดีอาญา แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของมหาชนที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเขาถึงบอกที่เขาห้ามไม่ให้ฟ้ องศาลปกครองก็แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่า ฝ่ำยรัฐที่จะใช้อํานาจหน้าที่ตามนี้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ต้องทําตามขั้นตอน ต้องยึดหลักว่าเขาห้ามอะไร ให้ทําอะไร ที่ไหน ต่อไปเขาถึงบอกว่าในมาตรา ๑๗ ของ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา ๑๗ พนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้มีอํานาจเช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย จากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้ องกันการกระทําผิดกฎหมาย คุ้มครอง เจ้าหน้าที่ไว้ ท่านประธานครับ แต่ว่าการกระทํานั้น หากการกระทํานั้นเป็นการกระทํา ที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น นี่คือ กรอบของมัน มันมีอยู่ แต่ผมก็ถามต่อว่าแล้วท่านทําตามกรอบนี้หรือเปล่าล่ะครับ เมื่อมูลเหตุของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันไม่สมเหตุสมผลมาตั้งแต่ต้น เพราะเหตุ อย่างนั้นจริง ๆ มันไม่มีอยู่ มันไม่เพียงพอ แต่ท่านก็ประกาศกันออกไป การประกาศ มันจึงไม่ชอบธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม อย่าลืมนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เขียนไว้แล้ว ซึ่งผมก็ถามผู้ร่างว่าแปลว่าอะไร คือการปฏิบัติหน้าที่ของทุกองค์กร ต้องยึดหลักนิติธรรมไม่เว้นใคร มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้เราก็เห็น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ศอฉ. เองก็พยายามแถลงว่าในการปฏิบัติการ ต่าง ๆ เหล่านี้ ในการขอพื้นที่คืน ขอกระชับพื้นที่ แล้วแต่ศัพท์ท่านจะใช้ ที่จริงก็คือ การสลายนั่นแหละ มันตามมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ เรื่อง
ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องพูดต่อไปว่ามันละเมิดตรงไหนบ้างที่สําคัญ มาก ๆ ที่จริงก็มีหลายคนนะครับ หลายท่านได้พยายามเตือนรัฐบาลว่าการดําเนินการตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้ระมัดระวังนะ เริ่มต้นจากศาลแพ่งเอง เมื่อมีผู้ร้องขึ้นไป ศาลท่านก็มีคําสั่งว่าหากจําเลยทั้งสองก็คือนายกรัฐมนตรีและพวก จะกระทําการใด ๆ ในการขอพื้นที่คืนหรือสลายการชุมนุมของผู้ร่วมชุมนุม ให้ดําเนินการ เท่าที่จําเป็น โดยคํานึงถึงความเหมาะสม มีลําดับขั้นตอนตามหลักสากล บอกไว้แล้ว พอเห็นคําพิพากษานี้ แหม ศอฉ. ก็ออกมาพูดทีเดียว ทําตามหลักสากล ๗ ขั้นตอน แต่บางทีทําไม่ทันเพราะมันฉุกเฉินก่อนก็เลยต้องยิงก่อน นี่ถ้าพูดแบบชาวบ้านนะครับ
ตามไปด้วย ท่านประธานครับ แถลงการณ์ขององค์การด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน แต่ว่าก็ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพิเศษของคณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคมของสหประชาชาติก็คือดิ เอเชียน เซนเตอร์ ฟอร์ ฮิวแมน ไรท์ส (The Asian Centre for Human Rights) เขาก็ได้ออกมาแถลงการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๓ พฤษภาคม บอกว่าขอให้มีการเจรจากันต่อไป เสียดายที่การเจรจานั้นมันล้มเหลวลง เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ตัดสินใจจะใช้ความรุนแรงแทนการใช้ ความยุติธรรมในการแก้ไขวิกฤติ น่าเสียใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกคําสั่งให้กองทัพไทย ใช้กําลังร้ายแรงที่สุด ถึงการใช้อาวุธสงครามเพื่อต่อต้านผู้ประท้วงที่เป็นประชาชน ธรรมดา องค์กรที่ ๒ เข้ามาแล้วนะครับ
ผมตามต่อไปอีกมีใครพูดเรื่องนี้บ้าง หลายท่านถ้าไปดูจากเรื่องระหว่าง ประเทศจะมีพบเยอะครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็เช่นเดียวกัน ซึ่งค่อนข้างจะ ระมัดระวัง แต่เราก็ทราบว่าวุฒิสภาสหรัฐก็ได้มีมติเรื่องนี้ออกมาขอให้ทั้ง ๒ ฝ่ายคือ รัฐบาลกับผู้ประท้วงได้มีการเจรจากัน แล้วก็หาวิธีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างสันติ
ยังมีอีกองค์กรหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือสภายุโรป ยูโรเปียน พาร์ลิเมนท์ (European Parliament) ซึ่งเป็ นองค์กรหนึ่งของสหภาพยุโรป สภายุโรปก็ได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม เรียกร้องให้รัฐบาลมีความอดทน อดกลั้น แล้วก็เจรจาปัญหานี้ อย่างสันติ ในข้อมติของสภายุโรปได้พูดถึงข้อเสนอของสหภาพยุโรปในเรื่องที่สําคัญ เรื่องที่สําคัญที่สหภาพยุโรปนะครับท่านประธาน ไม่ใช่สภายุโรป สหภาพยุโรปในข้อเรียกร้อง ข้อที่ ๖ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับประกันว่าการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ความร้อนแรงในไทยนี้จะไม่กระทบถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิ ในการแสดงออก อีกทั้งขอให้ไทยยุติการปิดกั้นสื่อสารมวลชน เพราะเป็นการจํากัด ตัดสิทธิในการแสดงออกของประชาชน สิทธิอันนี้ได้รับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ เขาก็อ้างเอกสารนี้แหละ อ้างกติกาของ องค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เขาเริ่มต้นด้วยการขอให้ รัฐบาลไทยยกเลิกการปิดกั้นการสื่อสารทุกชนิด เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีกับ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีขยันเหลือเกินที่จะบอกปิดกั้นเหล่านี้ โดยหาว่า สื่อฝ่ายตรงกันข้ามยั่วยุ แต่ไม่ได้มองดูเลยว่าช่องหอยม่วงของตนเองยิ่งกว่ายั่วยุอีก ท่านประธานครับ วันหนึ่งผมเปิดดูรายการตอน ๕ ทุ่ม ช่องหอยม่วงนี่แหละ มีรายการครับ เว้าอีสานเลยครับ ทั้ง ๒ คนที่เป็นพิธีกร นี่แปลว่าอะไรครับ ลงทุนให้มีพูดภาษาถิ่น โดยอาศัยช่อง ๑๑ คือถ้าทีวีช่องนี้ไปอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีออกเฉพาะภาคอีสานนี่ ผมยังพอรับได้นะ นี่มันลอกจากช่อง ๑๑ ปล่อยเข้าไปทั้งประเทศเลย เนื้อหาท่านรัฐมนตรี เคยนั่งฟังหรือเปล่าว่าเขาพูดอะไร มิน่าละเวลาพวกนักนิเทศศาสตร์เขาบอกว่า เอาละ ที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลก็แทรกแซงสื่อเยอะ แต่รัฐบาลของท่านนี่แทรกแซงสื่อ มากที่สุด ไปดูข้อแถลงต่าง ๆ ของเขาได้ นี่คือการละเมิด เมื่อเช้าเห็นไหมครับท่านประธาน ทันทีที่บอกว่าช่อง ๑๑ มันดูไม่ได้นี่ พวกผมนั่งอยู่แถวนี้รับโทรศัพท์แทบไม่ไหว บ้านผมเป็นสิบสายวิ่งเข้ามาบอกดูไม่ได้ ดูไม่ได้ ดูไม่ได้ เพราะอะไร เพราะสื่อสารของเขา มันถูกปิดกั้น ท่านไปปิดเขา เวลานี้ในการถ่ายทอดสดเขาอยากจะฟังเป็นโอกาสเดียว เพราะถ้าไม่ใช่มีการถ่ายทอดสดเขาคงไม่อยากดูหรอก หลายคนทนดูไม่ได้ บ้านผมเตะทีวี แตกไปแล้ว คือการปิดกั้นสื่อสารเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงมาก ๆ อยากจะให้มีการแก้ไข เรื่องนี้กันอย่างจริงจังครับท่านประธาน ในข้อมติของสภายุโรปได้เอ่ยถึงปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้เอ่ยถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมืองขององค์การสหประชาชาติ และโดยเฉพาะที่สําคัญเขาได้เอ่ยถึงเอกสารหนึ่ง ก็คือหลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กําลังและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ทําไมเขากล่าวถึงเอกสารฉบับนี้ครับท่านประธาน ก็เพราะว่าเขาเห็นภาพผู้คนจํานวนมาก บาดเจ็บล้มตายจากการรักษากฎหมายของเจ้าหน้าที่ นายกรัฐมนตรีชอบพูดนัก กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ต้องรักษาให้ได้ กอดเหลือเกินคําว่านิติรัฐ กอดแน่นอยู่นั่นแหละ ทั้งที่หลายคนก็บอกว่านิติรัฐมันต้องอย่าลืมนิติธรรมนะ ท่านคงไม่เข้าใจ หรือไม่ได้ยิน ผลก็คืออย่างไรครับ มันก็เกิดขึ้นอย่างที่พวกเราหลายท่านได้เห็นไปแล้ว ในแถลงการณ์ ของสภายุโรปยังได้พูดต่อไปบอกว่าความรุนแรงที่มันเกิดขึ้นนี่ก็เพราะรัฐบาลไทย ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และเขาก็ บอกว่ากฎหมายนี้มันจะนําไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหลาย ๆ เรื่อง มันเป็นจริง อย่างเขาว่าจริง ๆ ครับท่านประธาน และเขาเองก็ได้ขอให้รัฐบาลไทยนะครับ ในการให้ เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติหน้าที่นั้นได้เคารพหลักเกณฑ์พื้นฐานขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยการใช้กําลังและอาวุธปืนในการเข้าสลายมวลชน ผมขออนุญาตท่านประธานไปดู ตัวอย่างครับ ในหลักการพื้นฐานฉบับนี้เขาก็พูดไว้แต่ต้น บอกว่า เอาละ เจ้าหน้าที่ มีความจําเป็นที่จะเข้าไปดูแลกฎหมาย รักษากฎหมาย มันเสี่ยง ฉะนั้นส่วนหนึ่งก็ต้อง คุ้มครองเจ้าหน้าที่ด้วย แต่ขณะเดียวกันนะครับ หลักพื้นฐานก็คือว่าขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ที่จะต้องไปคุ้มครองชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัยของบุคคลด้วย ให้มันเสมอสมานกัน เพราะฉะนั้นเขาถึงบอกว่าในการใช้กําลังอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมายนั้นจะต้องได้สัดส่วนกับการให้ความเคารพที่เหมาะสม ต่อสิทธิมนุษยชน รัฐบาลนี้คงฟังไม่เข้าใจว่าคําว่าได้สัดส่วนนี่มันเป็นอะไร มันแปลว่าอะไร ฝ่ายผู้ชุมนุมซึ่งเจอแต่สไนเปอร์ มีเจอบ้างอาวุธที่มันตํ่ากว่านั้นเช่นแก๊สนํ้าตา ก็แทนที่จะ ยิงแก๊สนํ้าตาที่ปกติเขายิงกัน ดันทะลึ่งหย่อนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ บ้านผมนี่ที่มันตาย เพราะอย่างนี้คนหนึ่งครับ เพราะแกสูดที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ แล้วก็มาสูดต่อ ที่แยกราชประสงค์ ทําหน้าที่ทําครัวให้คนอื่น ไม่ยอมกลับไปรักษาตัวที่บ้าน จนกระทั่ง ร่างกายทนไม่ไหวเพื่อนก็ส่งกลับจังหวัดยโสธรแล้วไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่จังหวัด อุบลราชธานี ผมก็ไม่รู้ว่าท่านใช้ทหารที่ไหนยิงแก๊สนํ้าตาจากเฮลิคอปเตอร์ เคยเห็นไหม ท่านประธานตํารานี้ ก็มีที่นี่แหละเห็นชีวิตมนุษย์เป็นอะไร
ในข้อต่อไปครับ ในหลักอันนี้นะครับ เขาก็บอกว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องใช้วิธีที่ไม่รุนแรงเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะเลือกใช้วิธี กําลังและอาวุธปืนโดยเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย อาจใช้กําลังและอาวุธปืนได้ก็ต่อเมื่อ มีการใช้วิธีการอื่น ๆ แล้วมันไม่บรรลุผล หรือไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าจะสามารถบรรลุ ตามเจตนาได้ ปฏิบัติไหมครับ เจ้าหน้าที่ของท่านที่ส่งไปนี่ปฏิบัติไหม
ในข้อ ๕ ครับ เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้กําลังอาวุธปืนได้ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้อง
๑. ยับยั้งชั่งใจในการใช้กําลังและอาวุธปืน และปฏิบัติให้ได้สัดส่วนกับ ความร้ายแรงของการกระทําความผิดและวัตถุประสงค์โดยชอบธรรมที่พึงได้รับ ก็เขามา ชุมนุมเรียกร้องสิทธิทางการเมือง เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา แล้วก็ตอบเขาด้วยกระสุนปืน อย่างนั้นหรือครับ มันได้สัดส่วนกันหรือ ผู้ชุมนุมมีอาวุธปื นไหม มันมีแต่ทหารที่มี กระชับวงล้อม ขอคืนพื้นที่ บีบ ๆ เข้าไป อาวุธปืนทั้งนั้นที่ถือเข้าไป ผมไม่ได้เห็นชาวบ้าน เขามีอาวุธปืนที่ไหนเลย อย่างมากก็มีบั้งไฟที่ทํากันมากมายที่ภาคอีสาน
ข้อต่อไปนะครับ เจ้าหน้าที่จะต้องจํากัดความเสียหายและการบาดเจ็บ ให้น้อยที่สุดและเคารพ รักษาไว้ซึ่งชีวิตมนุษย์ เคารพ รักษาไว้ซึ่งชีวิตมนุษย์ครับ หลักการ ขั้นตํ่านะท่านประธาน ไม่ใช่ขั้นสูงเลย ขั้นตํ่า กฎขององค์การสหประชาชาติ
ข้อต่อไปบอกว่าทําให้มั่นใจว่าบุคคลใด ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับ ผลกระทบจะได้รับการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ครับ ท่านประธานครับ สมาชิกหลายท่านได้นําภาพต่าง ๆ มา เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าอยาก เสนอภาพต้องขออนุญาตท่านประธานด้วย ผมบอกไม่ต้องขอหรอก เพราะผมเอามาจาก หนังสือพิมพ์ มันไปอยู่ทั่วประเทศแล้ว ภาพแรกหนังสือพิมพ์ไทม์ส (Times) มันออกไป ทั่วโลกแล้ว