วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล หารือเรื่องรัฐบาลที่มีการใช้อำนาจปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม และอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น ภาพทหารบนรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ถูกยิง และเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกยิง โดยกล่าวอ้างว่ารัฐบาลไม่เคยมีความคิดที่จะสลายการชุมนุม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ต้องบอกว่านับตั้งแต่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา บ้านเมืองเราไม่เคยสงบเลย มีแต่ความรุนแรง วุ่นวาย พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศยากแค้นแสนสาหัส วันนี้ทั่วประเทศมีแต่ความรู้สึกว่าประเทศไทยกลายเป็น รัฐเผด็จการ กลายเป็นรัฐทหาร กลายเป็นรัฐที่นิยมใช้อํานาจหรืออํานาจนิยม หลังจาก ที่มีการปราบปรามพี่น้องประชาชนอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีบอกว่าเหตุการณ์จบแล้ว เหตุการณ์สงบแล้ว บ้านเมืองหลังจากนี้ก็เยียวยากันจะกลับเข้าสู่ความปกติ ท่านประธานครับ มันใช่หรือ วันนี้ถามคนไทยทั้งประเทศครับ ในความรู้สึกของคนหลายคนจะบอกว่าวันนี้วิกฤติ จากการใช้อํานาจในการปราบปรามพี่น้องประชาชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยทําให้วิกฤติที่รุนแรงกําลังเริ่มเกิดขึ้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าวันนี้รัฐบาลส่วนหนึ่งบอกว่าอยากปรองดอง อยากเยียวยา อยากให้ชาตินี้แผ่นดินนี้มีความสงบ แต่ในสิ่งที่เกิดขึ้นผมต้องบอกอย่างนี้ครับ วันนี้รัฐบาล ไล่ล่าคนเสื้อแดง ไล่ล่า นปช. โยงไปหมดครับ โยงไปหมดเลยว่าทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับคนเสื้อแดงนั้นเป็นคนร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายล้มสถาบัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาล พยายามกดดันพี่น้องประชาชน อย่าลืมนะครับพี่น้องประชาชนส่วนนี้มีเป็นนับสิบล้านคน ไม่ใช่จํานวนน้อย ๆ วันนี้คนเหล่านี้กลับไปบ้านด้วยความเจ็บชํ้าหัวอก เจ็บชํ้านํ้าใจ แล้วไม่พึงพอใจต่อการกระทําของรัฐบาลที่ดําเนินการต่อเขา ผมอยากจะเรียนท่านประธาน จริง ๆ พวกเขาเหล่านั้นมาชุมนุมด้วยความรู้สึกอยากเรียกร้องประชาธิปไตย อยากลด ความแตกต่างของชนชั้น อยากให้รัฐบาลที่เขามองว่ามาโดยการอุ้มชูของทหาร มาโดยการใช้อํานาจนิยมนั้นคืนอํานาจอธิปไตยซึ่งเป็นของเขาให้แก่เขา เมื่อวันนี้บ้านเมือง กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วเลือกตั้งใหม่สิครับ เขาต้องการแค่นั้นเองจริง ๆ วันที่เขาชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศนั้นก็ชุมนุมโดยสงบภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ทุกคนบอกว่าวันนั้นคนที่มาชุมนุมชุมนุมภายใต้รัฐธรรมนูญ ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่มีอะไร พอหลังจากที่มีกลุ่ม นปช. มาที่สภาผู้แทนราษฎร มาที่หน้าสภาก็ไม่มีอะไรครับ มาก็มีท่านรองประธานสภาอภิวันท์นําพาเข้าไปในสภาเพราะมีตํารวจหรือทหารโยนแก๊ส นํ้าตาหรือจะโยนระเบิดอะไรสักอย่างลงหาผู้ชุมนุมเขาก็เข้ามาเรียกร้องก็แค่นั้นเอง เหตุการณ์ก็จบลงไป แต่รัฐบาลถือโอกาสประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พอประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเสร็จปุ๊ บ วันที่ ๑๐ เมษายนรัฐบาลก็ทําหน้าที่ปราบพี่น้องประชาชนตรงสะพานผ่านฟ้ำลีลาศครับ มีการใช้แก๊สนํ้าตาโยนมาจากเฮลิคอปเตอร์ มีการใช้กําลังทหารใช้อาวุธยิงพี่น้องประชาชน มีคนตายไป ๒๗ คน บาดเจ็บอีก ๘๐๐ กว่าคน เป็นความเสียหายที่รุนแรงครับ แน่นอน วันนั้นรัฐบาลตอบสังคมไม่ได้เลยว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์ปราบปรามการชุมนุม แล้วมีพี่น้องประชาชนตายถึง ๒๐ กว่าคนจะตอบประชาชนอย่างไร รัฐบาลตกอยู่ในภาวะ ที่อับจนหาคําตอบไม่ได้ แต่พอหลังจากนั้นครับท่านประธาน พอแก้ไม่ตกว่าจะแก้ไข ตรงนั้นอย่างไรก็เกิดคํานิยามใหม่ขึ้นมาก็คือว่าวันนั้นมีผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้น มีผู้ก่อการร้าย แฝงตัวอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่าอย่างนั้นเพราะมีใครก็ไม่รู้ไม่มีใครรู้จัก แน่นอนครับ มีการต่อสู้กัน ซึ่งจริง ๆ แล้วผมคิดว่าผู้ชุมนุมเองก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน รัฐบาลก็ยอมรับครับว่าผู้ชุมนุมก็ไม่รู้ แต่คิดว่ามันมาจากอีกทางหนึ่ง แต่รัฐบาลก็สร้าง คํานิยามขึ้นมาว่ามีผู้ก่อการร้ายฝังตัวอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุม อ้างอย่างนั้นเลยครับ เพราะว่า ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้ารัฐบาลไม่หาเหตุว่ามีผู้ก่อการร้าย มีคนล้มสถาบัน รัฐบาลจะตอบได้อย่างไรว่าวันนั้นรัฐบาลสังหารพี่น้องประชาชนไปนี่แล้วจะต้อง รับผิดชอบอย่างไร วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอึดอัดครับอยากจะลาออก แต่ด้วยกลไก การปิดสื่อ กลไกการกล่าวหาผู้ก่อการร้าย กลไกของรัฐที่ทํางานตอนนั้นก็ทําให้คนเชื่อว่า มีผู้ก่อการร้ายจริง ๆ สุดท้ายไป ๆ มา ๆ คนเสื้อแดงก็กลายเป็นผู้ก่อการร้าย มีส่วนร่วมกับ การก่อการร้าย ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวหาคนทุกคน ท่านนายกรัฐมนตรีครับผมเรียนด้วยความจริง ผมเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเอง กับคนที่มาสร้างสถานการณ์นั้นเป็นคนละกลุ่ม แต่แรกท่านนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่า คนกลุ่มนั้นเป็นคนละกลุ่ม แต่ด้วยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ. ศอฉ. เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็มองครับว่า ในสถานการณ์นั้นพรรคประชาธิปัตย์เสียเปรียบท่านก็เลยถือโอกาสสร้างสถานการณ์ ทางการเมืองเอาตรงนี้มาเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองเสียเลยเพื่อทําลายล้างทางการเมือง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ การใช้วิธีการอํานาจนิยมในการกําจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองโดยวิธีนี้ ไม่ได้ทําให้บ้านเมืองสงบเลย มันทําให้รุ่มร้อนยิ่งขึ้น แล้วผมเรียนนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามกล่าวหาว่าคนที่สังหารหมู่พี่น้องประชาชน เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นอ้ายโม่งชุดดําครับ ไม่มีครับ รัฐบาลไม่เคยทําร้ายเลย แม้แต่ ที่วัดปทุมวนารามเองนี่ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกใช่ไหมครับว่าที่วัดปทุมวนาราม ไม่มีทหารไปที่หน้าวัดปทุมวนารามถูกต้องไหมครับ วันที่ ๑๙ เย็นนี่ไม่มีทหาร ไปที่หน้าวัดปทุมวนารามถูกต้องไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าทหารอยู่ที่ศาลาแดง ตอนเกิดการเผากันนี่ไม่มีทหารถูกต้องไหมครับ ท่านสุเทพบอกเลยครับ บอกว่า เป็นภาพถ่ายของวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ภาพที่แสดงกันนี่นะครับเป็นภาพถ่ายของวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ผมขอดูคลิปที่ ๕ ก่อนครับ ขออนุญาตท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ คําพูด ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตทบทวนนิดว่าท่านพูดเป็นอย่างไร ขอคลิปที่ ๕ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปเสียง)
“ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่จริงก็เตรียมการที่จะชี้แจงในตอนหลัง แต่ว่าประเด็นที่ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ได้นํามา อภิปรายนั้น กระผมคิดว่าสมควรที่จะได้อธิบายข้อเท็จจริงเพื่อให้ทราบเอาไว้เป็นเบื้องต้น เอาประเด็นสุดท้ายนะครับที่ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ได้ยกภาพ บอกว่าเป็นภาพทหาร ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้ำบีทีเอส เมื่อเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ผมกราบเรียน กับท่านประธานครับว่าภาพนี้เป็นภาพที่เป็นปัญหาอยู่โดยตลอดและคงจะต้องมี การพิสูจน์กันว่าภาพที่ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์เอามาแสดงนั้นเป็นภาพที่ถ่ายในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกาจริงหรือไม่ ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมได้ซักถามเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ผมเรียนว่า ณ จุดที่ ปรากฏว่าภาพนี้อยู่นั้น ที่ถ่ายมาที่แสดงเมื่อสักครู่ครับ ในเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารของเราอยู่บนรางรถไฟฟ้ำบีทีเอส ผมกราบเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ครับ เจ้าหน้าที่ของเราในชุดที่จะเคลื่อนที่มาจากสี่แยกปทุมวันนั้นมาได้แค่ แยกเฉลิมเผ่า แล้วก็เข้าไปที่ลานนั้นไม่ได้ครับ ยังไม่สามารถเข้าไปได้ในขณะนั้น มีเจ้าหน้าที่ที่จะพยายามเข้าไปเพื่อไปคุ้มครองเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ถูกฝ่ายผู้ก่อการร้าย ยิงใส่ก็ต้องถอยไปอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้ำบีทีเอส นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าภาพที่ถ่ายนั้นผมเชื่อครับเป็นภาพทหารแน่นอน แต่เป็นภาพ ที่ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ตอนที่เข้าไปคุ้มกันให้มีการเคลื่อนย้ายประชาชนออกจาก วัดปทุมวนาราม ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เถียงกันวันนี้ก็คงไม่จบนะครับ แต่ว่าข้อเท็จจริงนี้ พิสูจน์ได้ในวันข้างหน้า ท่านประธานครับ เรื่องที่คุณอนุดิษฐ์บอกว่าเฮลิคอปเตอร์โดนยิง แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าคนยิงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ผมเรียนว่าเป็นเรื่องจริงครับ คนที่ยิง เฮลิคอปเตอร์นี่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และเดี๋ยวนี้เราจับตัวคนยิงได้แล้วกําลังดําเนินคดี อยู่ครับ ซึ่งก็จะได้พิสูจน์กันต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และผมได้สั่งการ ให้ทหารเข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ แล้วก็จะชี้แจงต่อในรายละเอียดในโอกาสต่อไป ผมเรียนยืนยันในชั้นนี้ว่ารัฐบาลไม่เคยมี ความคิดที่จะสลายการชุมนุม ไม่เคยสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสลายการชุมนุม”
เอาละครับ เอาเท่านี้นะครับ