สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์แสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยที่จะมีขึ้นในจังหวัดพะเยา และเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย โดยว่ามหาวิทยาลัยที่ดีควรจะมีคุณภาพและสามารถพึ่งตนเองได้มากกว่าพึ่งงบประมาณของรัฐ

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมขอแสดงความยินดี ล่วงหน้ากับพี่น้องชาวจังหวัดพะเยาที่จะมีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเกิดขึ้นมาในจังหวัด พะเยาเพื่อรองรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตซึ่งจะเป็นกําลังสําคัญของประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมนั้นก็สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ผมอยากจะขอเสนอข้อคิดเห็นฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าการที่วันนี้ ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยของรัฐ ๑๐๐ กว่าแห่ง แล้วในขณะเดียวกันแต่ละแห่ง ที่จะต้องสร้างขึ้นมาแล้วก็จะมีความเป็นเลิศในทางวิชาการ มหาวิทยาลัยนั้นแตกต่างจาก วิทยาลัยตรงที่ว่า มหาวิทยาลัยนั้นต้องมีการค้นคว้าและมีการวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพ เงินต้องใช้มหาศาลในการที่จะดูแลมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า เราได้คํานึงถึงตรงนี้หรือไม่ว่าภาระงบประมาณของรัฐที่จะต้องดูแลมหาวิทยาลัย ๑๐๐ กว่าแห่ง และผมก็เชื่อว่ามหาวิทยาลัยพะเยานั้นจะไม่ได้เป็ นแห่งสุดท้าย ในประเทศไทย ผมเชื่อว่าทุกจังหวัดนั้นอยากจะมีมหาวิทยาลัย ทั้ง ๆ ที่หลายแห่งก็มีทั้งมหาวิทยาลัย ราชมงคลและมหาวิทยาลัยราชภัฏอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนให้ท่านประธาน ได้ทราบก็คือว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ๆ นี้ถ้าจะสร้างทําให้สมบูรณ์ ผมเชื่อว่าเราคง ไม่ต้องการมหาวิทยาลัยที่ไม่สมบูรณ์ ต้องใช้เงินไม่ตํ่ากว่า ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วถ้าจะต้องมีการวิจัยให้เกิดความเป็นเลิศในทางวิชาการก็ต้องใช้ปีหนึ่ง ๕๐๐-๗๐๐ ล้านบาทเพื่อรักษาสถานะไว้อย่างนั้น แต่ยังไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ผมไม่เถียงหรอกครับว่าการมีมหาวิทยาลัยนั้นดีกว่าไม่มี การที่ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจนในชนบทมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มี คุณภาพเป็นสิ่งที่ดียิ่งสําหรับประเทศในระยะยาว แต่อยากจะถามว่าในวันนี้ท่านผู้ที่ ได้รับผิดชอบได้คาดการณ์ไว้หรือยังว่างบประมาณที่ต้องไปดูแลมหาวิทยาลัย ทั้ง ๑๐๐ กว่าแห่งของรัฐนั้นท่านจะเอาเงินมาจากไหนในระยะยาว ท่านจะมีการแบ่ง ไหมครับว่าความเป็นเลิศในทางวิชาการนั้นในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งไม่สามารถเป็นเลิศ ในทุกด้านได้ ต้องยึดด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลักในภูมิภาคนั้นโดยใช้องค์ความรู้ โดยใช้ สิ่งที่มี ปราชญ์ชาวบ้านหรือว่าองค์ความรู้ของท้องถิ่นนั้นเป็นตัวนํา มหาวิทยาลัยที่เขา เจริญแล้วเขาสามารถพัฒนามีสิทธิบัตรในเรื่องยา ไม่แน่นะครับมหาวิทยาลัย ในภาคเหนือหรือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายแห่งอาจจะสามารถผลิต ยาสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ สามารถมีสิทธิบัตร แล้วก็รายได้จากการขายสิทธิบัตรนั้น สามารถเลี้ยงตัวมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า การที่หลายมหาวิทยาลัยของรัฐมีการโฆษณาอย่างเปิ ดเผย เช่นจ่ายครบจบแน่ จะคํานึงถึงคุณภาพได้อย่างไร ผมเห็นนะครับผมสลดใจ ต้องกราบเรียนท่านรัฐมนตรี ไว้ตรงนี้ว่าบางท่านที่จบปริญญาตรีมา คําว่า สามารถ นะครับ เขาสะกด มารถ เป็น มาด ครับ นี่คือสิ่งที่มีความเป็ นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณภาพของมหาวิทยาลัย แล้วก็มหาวิทยาลัยหลายแห่งหนังสือพิมพ์ก็ลงว่า จบแล้วจะไปศึกษาปริญญาโท ต่อในต่างประเทศ ก็ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพในต่างประเทศนั้น เหมือนกับว่า ดูถูกเราไปในตัวว่านักศึกษาที่ไปสมัครปริญญาโทกับเขา เขาบอกว่าขอให้ทดลองเรียน ปี ๓ กับเขาก่อนว่าเกรด (Grade) ขนาดไหน แล้วจึงจะพิจารณารับเข้าเรียนหลักสูตร ปริญญาโทของเขา นี่คือความกังวลที่ผมมี นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่กังวลมากกว่านี้ยิ่งขึ้น ก็คือว่าผู้ปกครองทุกคนของเด็กนักเรียนเชื่อมั่นในคุณภาพของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ลูก ไปเรียน ยอมเป็นหนี้เป็นสิน ยอมให้ลูกนั้นกู้ยืมเงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เงินไม่พอพ่อแม่ไปหาโปะมาให้ เพื่อหวังว่าใบปริญญานั้นจะเป็นทางผ่านไปสู่สวรรค์ ลูกจะมีการงานทําที่มั่นคง จะมีอนาคตที่สดใส แต่ปรากฏว่าพอหลังจากจบไปแล้ว หางานทําก็ยาก คุณภาพของนักศึกษาหลายแห่งทางตลาดแรงงานก็ยังไม่ยอมรับ หรือว่าเรียนมาไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ มันเป็นปัญหาอยู่ ฉะนั้นผมอยากจะ กราบเรียนว่าการตั้งมหาวิทยาลัยนั้นดีแน่นอน แต่ผมคิดว่าคงต้องจัดระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณภาพและเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยนั้นต้องพึ่งตนเองให้ได้มากกว่าพึ่งงบประมาณของรัฐ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าในกรณีของมหาวิทยาลัยที่แทบจะเรียกว่าเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นจริง ๆ แล้วสามารถ ยืนอยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยนั้นมีทรัพย์สินมากมายมหาศาล ปี ๆ หนึ่งผมเชื่อว่ามากกว่างบประมาณ ที่รัฐบาลจัดให้ด้วยซํ้าไป แต่ก็ยังต้องใช้งบประมาณจากรัฐอยู่ แล้วพูดถึงมหาวิทยาลัย เล็ก ๆ ในต่างจังหวัดที่เพิ่งเกิด ผมถามว่าหลักเกณฑ์ หลักการในการจัดสรรงบประมาณ ที่จะให้เขาพัฒนาไปสู่ความเป็ นเลิศนั้นจุดพอดีอยู่ตรงไหน แล้วก็สามารถทําได้ อย่างยั่งยืนในเชิงของงบประมาณหรือไม่ และจะสามารถทําให้มีคุณภาพได้หรือไม่ สิ่งที่ กังวลตามมาคือมีมหาวิทยาลัยขึ้นมาเยอะ แต่ในขณะเดียวกันเรามีอาจารย์ที่มีคุณภาพ ไม่พอครับ ผมเห็นหลายมหาวิทยาลัยนั้นก็ต้องมาเชิญ ส.ส. ที่จบปริญญาโทและ ปริญญาเอกไปช่วยสอนด้วยเหมือนกัน แต่ผมถามว่าผู้ที่สอนนั้นมีเวลาทําวิจัยให้เป็นปัจจุบันไหม มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าความรู้ลึกในทางวิชาการทันสมัยไหมที่จะสู้กับเขาได้ นี่คือสิ่งที่กังวล ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า มหาวิทยาลัยพะเยาเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะให้หลีกเลี่ยงจุดอ่อนต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมานี้ เพื่อจะได้เป็นมหาวิทยาลัย ที่พี่น้องประชาชนสามารถส่งลูกหลานไปเรียนได้และมั่นใจว่าจบออกมาแล้ว จะมีคุณภาพ แต่ผมมั่นใจเพราะว่ามหาวิทยาลัยพะเยานั้นไม่ใช่เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งใหม่ เป็นวิทยาเขตเก่าของมหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้บริหารนั้นก็ไปจากมหาวิทยาลัยนเรศวร มีประสบการณ์ในการสอน ในการบริหารมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่ผมกังวลถึงงบประมาณ แล้วก็อาจารย์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้มีความเป็นเลิศ ในทางวิชาการนั้นทางรัฐบาลจะสามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้มากเพียงพอ อย่างยืนยาวและอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ นี่คือข้อกังวล ก็เลยกราบเรียนท่านประธานว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็อยากจะฝากให้ทางกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปดูแลปัญหา ในเชิงคุณภาพ ปัญหาความเป็นเลิศในทางวิชาการ ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ของมหาวิทยาลัยเองในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อมาป้ อนตลาดแรงงานเพื่อพัฒนา ประเทศครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ