สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๓

บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือเรื่องการสนับสนุนเกษตรกรที่ยากจน โดยเสนอให้ให้การสนับสนุนเฉพาะเกษตรกรที่ยากจน พร้อมเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือส่งเสริมให้เต็มที่ และเสนอมาตรการปรับปรุงนิยามในมาตรา ๔ เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรที่ยากจนและองค์กรเกษตรกรที่ควรได้รับการช่วยเหลือ

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเปึนผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนซึ่งต้องดูแลพี่น้อง ประชาชนในกลุ่มจังหวัดที่ ๗ ๑๕ จังหวัดไล่ตั้งแต่จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม เรื่อยไปจนถึงจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท แล้วก็จังหวัดสระบุรี เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขต พื้นที่เหล่านี้ ถ้าว่าไปแล้วก็คือผู้ที่มีอาชีพเกษตรกรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ การเพาะปลูกหรือว่าประมง หรือเลี้ยงสัตว์อะไรต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้นเลย ทีนี้ผมจะขออภิปรายในวาระที่สอง และวาระที่สามเท่านั้น ในส่วนของมาตรา ๔ ซึ่งโดยหลักการแล้วผมคิดว่ากฎหมายนี้ทั้งฉบับก็ควรจะเปึนกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ ที่จะสงเคราะห์เกษตรกรที่ยากจน รวมทั้งให้การสนับสนุนองค์กรเกษตรกรรมที่ดําเนินกิจการ เพื่อเกษตรกรที่ยากจนเท่านั้น จะต้องไม่หมายรวมถึงกลุ่มทุนเกษตรกรที่มีศักยภาพ อยู่แล้วนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อจะให้ทั้งเกษตรกรและองค์กรการเกษตรที่พูดถึงได้มี โอกาส และได้รับการช่วยเหลือส่งเสริมอย่างเต็มที่ ส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพราะเขาเหล่านั้นเปึนผู้ที่มีศักยภาพน้อย ขาดโอกาส แล้วก็ยัง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เต็มที่นะครับ เพราะฉะนั้นหลักการควรจะต้องเปึนอย่างนี้นะครับ เมื่อเปึนเช่นนี้ผมก็เลยจะขออภิปรายลงในเฉพาะประเด็นอยู่ ๒ เรื่องที่เปึนทั้งข้อท้วงติง และข้อเสนอแนะนะครับ

ประเด็นแรกคือนิยามในมาตรา ๔ คําว่าองค์กรเกษตรกรที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไปปรับปรุงและเพิ่มเติมเข้ามามากพอสมควร ถ้าอ่านดูแล้วก็ยังมีความสงสัยว่า มันจะครอบคลุมถึงเกษตรกรที่ยากจนและองค์กรเกษตรกร การเกษตรกรรมที่ควรได้รับ การช่วยเหลือตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้อย่างทั่วถึงหรือไม่ ผมมีความกังวล ในจุดนี้นะครับ เพราะถึงแม้ว่าวรรคท้าย ในข้อความท้ายของนิยามคําว่า องค์กรเกษตรกร นี่นะครับ จะเขียนไว้ว่า หรือองค์กรเกษตรกรอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ผมยังมีความวิตกกังวลว่า ถ้าขาดเกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มเปัาหมายที่กฎหมายฉบับนี้จะให้การ สงเคราะห์ช่วยเหลือ กว่าจะไปออกกฎหมายใหม่ กว่ากฎหมายจะผ่านผมก็คิดว่า ไม่ทันการณ์นะครับ ผมก็ยังคิดว่าถ้าเช่นนั้นควรที่จะทําให้เกิดความคล่องตัวที่จะทําให้ เกิดการช่วยเหลือเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรที่ว่านี้นะครับ เช่นว่าควรที่จะให้เปึน อํานาจของรัฐมนตรีที่จะออกประกาศกําหนดว่าเกษตรกรประเภทใดหรือองค์กรเกษตรกร ประเภทใดที่สมควรที่จะประกาศเพิ่มเติมตรงนี้ เพราะกระผมมีความเปึนห่วงกังวลว่า ถึงแม้เขียนมาอย่างนี้เปลี่ยนแปลงมาอย่างนี้แล้วก็ยังไม่ครอบคลุม อันนี้ประเด็นที่ ๑ นะครับ ต่อท้ายประเด็นนี้อีกนิดหนึ่งนะครับ ถ้าจะให้ทางรัฐมนตรีมีอํานาจประกาศกําหนด เกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรที่เปึนกลุ่มเปัาหมายที่ควรจะได้รับการสงเคราะห์ช่วยเหลือนี่ ก็ให้เขียนระบุไปเลยเพื่อจะตัดความวิตกกังวลของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายว่า ทั้งนี้ไม่หมายรวมถึงกลุ่มทุนเกษตรกรที่มีศักยภาพ หมายความว่ารัฐมนตรีจะไปประกาศ กําหนดให้กลุ่มทุนเกษตรกรที่มีศักยภาพได้รับการสงเคราะห์ช่วยเหลือไม่ได้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ นิยามคําว่าเกษตรกรรม ผมเสียดายครับ คือท่านตัดคําว่า การทํานา การทําไร่ การทําสวน ออกไปหมดเลย คําเหล่านี้ผมคิดว่าเปึนคําที่ประเทศไทย เราไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรก็ตามคุ้นหูคุ้นเคยมานานครับ อาชีพทํานา อาชีพทําไร่ อาชีพ ทําสวน แต่ทีนี้ท่านไปรวบเปึนคําคําเดียวว่าการเพาะปลูก ซึ่งผมก็เสียดายคําเดิม ๆ ครับ ซึ่งเปึนคําที่สื่อความหมายได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ทราบว่ามีเหตุผลกลใดที่จะเปลี่ยนคําเหล่านี้ ให้มาเปึนคําว่าการเพาะปลูกคําเดียว แล้วผมก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันถ้าเปลี่ยนเปึนคําว่า การเพาะปลูกคําเดียวนี่นะครับ ต่อไปจะมีการตีความว่ามันหมายถึง การทํานา ทําไร่ การทําสวนหรือเปล่า ผมก็มีความวิตกกังวลตรงนี้ หรือว่าท่านจะมีเจตนาที่จะแยกแยะ ระหว่างการเพาะปลูกกับการเลี้ยงสัตว์ให้เปึน ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ออกจากกันผมเข้าใจว่า เจตนาของท่านเปึนอย่างนั้น ของคณะกรรมาธิการนะครับ ก็เลยมีความวิตกกังวลนะครับ และอยากจะให้คงเอาไว้เหมือนเดิมอย่าไปเปลี่ยนแปลงเลยครับ ถึงแม้ว่าจะมีอาชีพ ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ในพื้นที่ ๑๕ จังหวัดของกระผมนี่นะครับ การเลี้ยงสัตว์ การประมง อะไรต่าง ๆ นี่นะครับ การเลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงไหม เลี้ยงกั้ง การเพาะเห็ด กําหนดไปเถอะครับผมว่าไม่มีอะไรเสียหาย เพราะว่าตอนท้ายผมก็มีความเห็น เช่นเดียวกันนะครับ ในทางออกเช่นเดียวกับในคํานิยามขององค์กรเกษตรกรก็คือว่า ให้รัฐมนตรี ซึ่งท่านก็เขียนไว้อยู่แล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศกําหนด เราก็ประกาศกําหนด เพิ่มสิครับ ถ้าเกิดยังมีความกังวลว่ามันจะไม่ครอบคลุมการเพาะปลูกหรือการเลี้ยงสัตว์ ทั้งหมด ก็ประกาศเพิ่มโดยอํานาจของรัฐมนตรี และเช่นเดียวกันเพื่อตัดความวิตกกังวล ก็ต้องระบุเงื่อนไขไปเลยนะครับ ทั้งนี้ จะต้องไม่ประกาศกําหนดองค์กรเกษตรหรือเกษตรกร หรือเกษตรกรรมที่เปึนของกลุ่มทุนการเกษตรที่มีศักยภาพเช่นเดียวกัน ผมว่าถ้าเปึนเช่นนี้ ผมก็จะตัดความวิตกกังวลของเพื่อนสมาชิกได้เยอะทีเดียวครับ แล้วเจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้หัวใจก็อยู่ที่มาตรา ๔ ว่าจะเขียนให้ครอบคลุมแค่ไหน เพียงไร และมีข้อเงื่อนไขมากน้อยเพียงไรในการที่จะทําให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้ที่จะสงเคราะห์เกษตรกรที่ขาดโอกาสยากจน และช่วยเหลือตัวเอง ยังไม่ได้ดีนัก กับอาชีพเกษตรกรรมที่อยู่ในข่ายที่ควรจะได้รับการสงเคราะห์ กระผมก็เลย ขออภิปรายในการที่จะขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาในจุดนี้นะครับเพื่อที่จะได้ ทําให้เจตนารมณ์กฎหมายฉบับนี้นั้นสมตามที่หลาย ๆ คนตั้งความหวังรอคอยไว้ครับ ขอบพระคุณครับ