สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

กรณ์ จาติกวณิช หารือเรื่องการสนับสนุนโครงการของรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร และไม่เห็นด้วยกับการลดงบประมาณของโครงการเหล่านี้ นอกจากนี้เขายังพูดถึงการชดเชยรัฐวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการลดค่าครองชีพ และระบุว่าหนี้สาธารณะของประเทศปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัดส่วนเศรษฐกิจ เขายังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขอขอบคุณ เพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับที่ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ รัฐวิสาหกิจ มีท่านสมาชิกได้อภิปรายโดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้กับ ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งมีข้อเสนอที่จะให้ตัดวงเงิน งบประมาณที่ได้รับจัดสรรให้กับ ธ.ก.ส. เปึนวงเงินสูงถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมต้อง ขออนุญาตเรียนในฐานะกรรมาธิการว่าอาจจะต้องแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับ ข้อเสนอของท่าน เนื่องจากผมเห็นบทบาทของ ธ.ก.ส. ว่าจะต้องมีความสําคัญในการที่จะ แก้ปัญหา แล้วก็ช่วยฟุ๋นฟูชีวิตให้กับพี่น้องเกษตรกรหลายล้านครัวเรือนในประเทศของเรา ตลอดช่วงป้ ๒๕๑๔ ซึ่งเม็ดเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรล้วนแล้วแต่เปึนเม็ดเงิน งบประมาณที่มาสนับสนุนโครงการสําคัญ ๆ ที่จะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ ถ้าเพื่อนสมาชิกมีข้อเสนอที่จะตัดงบประมาณส่วนนี้ ผมมี ความกังวลว่าการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรจะช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะใน ๓ โครงการหลักที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณโครงการที่จะต้องใช้งบประมาณมากที่สุดก็ตาม ที่ท่านได้อภิปรายก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งในประเด็นนี้ท่านได้อภิปราย ในรายละเอียดค่อนข้างมากนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตให้ทางเพื่อนกรรมาธิการ ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้มีโอกาสได้ชี้แจงท่าน แต่เบื้องต้นผมขออนุญาตเรียนว่า ในส่วนของรัฐบาลก็ได้มีการยืนยันมาทางกรรมาธิการว่านโยบายนี้เปึนนโยบายสําคัญ ที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลก็ยืนยันนะครับว่าอย่างไรก็แล้วแต่เปึนนโยบาย ที่รัฐบาลจะคงไว้เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนโดยรวม การเปรียบเทียบเม็ดเงิน งบประมาณที่ใช้ระหว่างโครงการการประกันรายได้กับโครงการจํานําสินค้าเกษตรในอดีต ก็ได้เคยมีมาในหลายเวที ปรากฏว่าใช้เม็ดเงินงบประมาณในการจํานําสินค้าที่มากกว่าการประกัน แล้วก็การประกันนั้นเปึนการกระจายการชดเชยให้ถึงมือพี่น้องเกษตรกรอย่างเสมอภาค และทั่วถึงกว้างขวางมากกว่ากัน คือ ณ ปัจจุบันก็เปึนที่ทราบกันว่ามีพี่น้องเกษตรกร ทําสัญญากับทาง ธ.ก.ส. ไว้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนใน ๓ พืชผลหลักที่ท่านได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของโครงการนี้ก็คงมีความจําเปึนนะครับที่ต้องยืนยันงบประมาณ เพื่อรองรับการชดเชยให้กับพี่น้องเกษตรกร ท่านได้เปรียบเทียบกับงบประมาณ ในโครงการเดียวกันสําหรับ ธ.ก.ส. ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ว่าทําไมถึงมีน้อยกว่ากัน ค่อนข้างมาก ผมขอเรียนว่าในส่วนของป้ ๒๕๕๓ นั้นได้มีการจัดสรรงบในส่วนของ ไทยเข้มแข็งที่มาช่วยสนับสนุนโครงการนี้ด้วย เพราะฉะนั้นตัวเลขที่แท้จริงจริง ๆ แล้ว เปรียบเทียบป้ ๒๕๕๔ กับป้ ๒๕๕๓ ไม่ได้ต่างกัน ในส่วนของบทบาทหน้าที่อื่น ๆ ของทาง ธ.ก.ส. ที่ต้องอาศัยเม็ดเงินการช่วยเหลือทางงบประมาณก็คือเรื่องของการแก้ปัญหา หนี้สินเกษตรกร แต่ส่วนของ ธ.ก.ส. เองก็ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการที่จะ ลดภาระหนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่เปึนหนี้เรื้อรังและเปึนสมาชิกกองทุนฟุ๋นฟู ซึ่งในส่วนของ ธ.ก.ส. เองมีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๕๐,๐๐๐ ราย เปึนเม็ดเงินหนี้สิน ที่เปึนหนี้ไม่ก่อรายได้มายาวนานประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเปึน ส่วนที่ทาง ธ.ก.ส. ได้เห็นชอบกับนโยบายของรัฐบาลในการที่จะปรับลดเงินต้นของ พี่น้องเกษตรกรลงครึ่งหนึ่ง และปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราดอกเบี้ยปกติลงไปอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปึนการลดภาระและเปึนการเป่ดโอกาสให้กับพี่น้องเกษตรกรสามารถ ที่จะรื้อฟุ๋นชีวิตแล้วก็เห็นแสงสว่างสามารถที่จะเดินไปสู่อนาคตที่มีความมั่นคงและยั่งยืน มากขึ้น ส่วนนี้ก็มีความจําเปึนที่จะต้องใช้เงิน แต่ ธ.ก.ส. ก็เห็นว่าเปึนโครงการที่เกษตรกร ได้ประโยชน์ นอกจากนั้นเมื่อ ธ.ก.ส. เห็นแนวทางนําร่องโดยข้อเสนอของทางรัฐบาล ในเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่เปึนสมาชิกกองทุนฟุ๋นฟู ธ.ก.ส. ก็ตระหนักว่า ธ.ก.ส. เองมีลูกค้าที่ไม่ได้เปึนสมาชิกกองทุนฟุ๋นฟู แต่เช่นเดียวกันมีประเด็นปัญหา เรื่องหนี้ที่เปึนเอ็นพีแอล (NPL) โดยรวมทั้งหมดอีก ๔๘,๐๐๐ ราย ซึ่ง ณ ปัจจุบันเปึนหนี้เอ็นพีแอลอยู่ที่ ธ.ก.ส. ไม่ได้เปึน สมาชิกกองทุนฟุ๋นฟู เมื่อ ธ.ก.ส. มีนโยบายสอดคล้องกับทางรัฐบาลที่จะช่วยลดภาระ หนี้สินให้กับพี่น้องเกษตรกรที่เปึนสมาชิกกองทุนฟุ๋นฟูแล้ว ธ.ก.ส. ก็จึงมองว่าน่าจะมี ความเปึนธรรมสําหรับลูกค้าของตนที่เปึนหนี้เอ็นพีแอลด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้เปึน สมาชิกกองทุนฟุ๋นฟู จึงได้ออกนโยบายที่จะปรับลดดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่เปึนเอ็นพีแอล อีก ๔๘๐,๐๐๐ ชีวิต ลดลงอีก ๓ เปอร์เซ็นต์และพร้อมที่จะปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเงินต้น อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์หลังจากที่ได้มีการชําระ ๕๐ เปอร์เซ็นต์แรกแล้ว ก็คืออาศัยโครงสร้าง เดียวกันของนโยบายของรัฐบาลในการที่จะช่วยเหลือลูกค้าของตนเองด้วย ซึ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เปึนภาระหน้าที่ที่ใหญ่หลวงของ ธ.ก.ส. แล้วก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ และมีความจําเปึนจริง ๆ ผมขออนุญาตเพื่อนสมาชิกว่าจะต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณ ทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับจัดสรรมาตามเอกสารงบประมาณที่เรากําลังอยู่ในช่วงของ การพิจารณา

ในส่วนของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิทยาที่ได้ กล่าวถึงแนววิธีการการชดเชยรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาร่วมโครงการลดค่าครองชีพพี่น้อง ประชาชนที่เราเรียกกันว่า ๕ มาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งก็อีกนะครับ ผมต้องขออนุญาต เรียนว่ารัฐบาลเองก็ได้พิจารณาความเหมาะสมในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนปรับลด ในบางส่วนลงมาจากสมัยที่เคยเปึน ๖ มาตรการ แล้วก็ในส่วนของบางมาตรการ ก็ปรับลดการช่วยเหลือตามความเหมาะสม ตามสภาพเศรษฐกิจ ตามสภาพในแง่ของ ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ยังเปึนภาระต่องบประมาณอยู่ ผมเชื่อว่า ท่านวิทยาอภิปรายผมเห็นตรงกับท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือสิ่งที่ควรที่จะทําเมื่อมีภาระ ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในส่วนของรัฐวิสาหกิจ การรักษาวินัยที่ดีก็คือการจัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณเพื่อไปชดเชยทันที แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาก็ต้องขออนุญาตเรียนตามตรงว่า มีข้อจํากัดทําให้ยังไม่สามารถที่จะจัดเม็ดเงินงบประมาณทั้งหมดในการที่จะชดเชย ค่าใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจในโครงการนี้ได้ แต่ในมติ ครม. ก็มีความชัดเจนว่าในช่วง ระหว่างนั้นให้กระทรวงการคลังค้ําประกันในส่วนของภาระหนี้ของทางรัฐวิสาหกิจ ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ และที่สําคัญก็คือได้มอบให้ทางสํานักงบประมาณพิจารณา จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําป้เพื่อชําระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ ฉะนั้นเจตนา ของทางรัฐบาลตรงกับข้อเสนอของท่าน และในป้งบประมาณป้ ๒๕๕๔ ทางสํานัก งบประมาณก็ได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อการชําระคืนเงินต้นให้กับรัฐวิสาหกิจ ที่เข้าร่วมโครงการนี้เปึนเม็ดเงินโดยรวมประมาณ ๗,๔๐๐ ล้านบาท และได้จัดสรร งบประมาณเพื่อที่จะมาชดเชยภาระดอกเบี้ยของรัฐวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการช่วยลด ค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนอีกประมาณ ๖๕๐ ล้านบาทเพราะฉะนั้นรัฐบาล มีนโยบายชัดเจนและสํานักงบประมาณตามข้อจํากัดที่มีก็ได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ในระดับหนึ่งให้แล้ว ส่วนภาระส่วนอื่นของทางรัฐวิสาหกิจเองไม่ได้เปึนประเด็นปัญหา ต่อการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจเพราะว่าทางกระทรวงการคลังก็ค้ําประกันให้อยู่

ตอบผลของหนี้สาธารณะ ผมก็ขอเรียนว่าอย่างไรก็แล้วแต่ไม่ว่าหนี้ จะปรากฏที่รัฐบาลโดยตรงหรือจะอยู่ที่รัฐวิสาหกิจก็เปึนตัวเลขที่เราเอามาคํานวณรวม ในส่วนของการคํานวณหนี้สาธารณะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราตระหนักว่าทั้งหมดนั้น มีผลต่อหนี้สาธารณะอย่างไร และตามที่ผมได้เรียนในช่วงป้ปัจจุบันเทียบกับป้ที่แล้ว หนี้สาธารณะโดยรวมของประเทศเปรียบเทียบกับสัดส่วนของเศรษฐกิจของประเทศ ก็ปรับลดลง เพราะฉะนั้นโดยรวมจึงมองว่ามีการบริหารจัดการในกรอบวินัยทางการคลัง ถึงแม้ว่าผมเห็นด้วยกับท่านเรายังสามารถที่จะจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพิ่มเติม ให้ได้ในอนาคต และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกในอนาคตที่จะ ดําเนินการตามนั้น

สุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือประเด็นที่ได้มีการอภิปรายในเรื่องของ รัฐวิสาหกิจที่ดําเนินการทําธุรกิจในเชิงพาณิชย์ ท่านสถาพร ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ได้อภิปรายถึงบทบาทของทาง อสมท. ของทางการบินไทย ซึ่งผมก็น้อมรับแล้วก็ขอขอบคุณ ต่อข้อเสนอ แต่ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าแนวอภิปรายของท่าน มันมีความสับสนในตัวอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งผมไม่โทษท่านนะครับ แต่เปึนความสับสนที่มีจริง ในการบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจในเชิงพาณิชย์แข่งขันกับ ภาคเอกชน อย่างเช่น อสมท. และการบินไทย คือบางครั้งรัฐวิสาหกิจเขาจะไม่รู้สถานะ ตนเองที่แท้จริงว่าสุดท้ายแล้วนี่เขามีหน้าที่หลักในการที่จะแสวงหากําไรตอบแทนผู้ถือหุ้น หรือเขามีหน้าที่หลักในการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนทําสาธารณประโยชน์ ท่านเอง ก็อภิปรายในเชิงชื่นชมบทบาทของ อสมท. ในอดีตและปัจจุบันที่สามารถที่จะทํากําไรได้ ท่านได้เอ่ยถึงท่านอดีต ผอ. อสมท. ท่านมิ่งขวัญ ก็ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แต่พูดในเชิงบวกว่า ท่านสามารถทํากําไรให้กับ อสมท. ได้นับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงไม่ถึงนะครับ ถ้ารวมกัน ๑๐๐ ป้อาจจะถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าป้หนึ่งประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าท่านมองการทํากําไรของ อสมท. นั้นเปึนในเชิงบวก แต่ในขณะเดียวกันหลังจากนั้นท่านก็บอกว่ารัฐวิสาหกิจนี้ไม่ได้มีหน้าที่ในการแสวงหากําไร ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับท่านเช่นเดียวกัน ตรงนี้มันเปึนความสับสนที่เราต้องช่วยกันแก้ไข แล้วก็บริหารจัดการ แต่ผมคิดว่าประเด็นที่สําคัญที่สุดสําหรับรัฐวิสาหกิจไม่ว่าจะเปึน บริษัทมหาชนหรือจะเปึนรัฐวิสาหกิจในงบประมาณก็คือต้องมีการบริหารจัดการ อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนให้ได้ ไม่ว่าจะเปึนการบินไทย อสมท. การประปานครหลวง การไฟฟัาฝ์ายผลิต ทุก ๆ รัฐวิสาหกิจ ต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เรื่องของกําไรจะมีหรือไม่แล้วแต่เงื่อนไข ของแต่ละองค์กรนะครับ ซึ่งเปึนหน้าที่ของทางพวกเรา แล้วก็โดยเฉพาะในส่วนของ สํานักรัฐวิสาหกิจกระทรวงการคลังที่จะบริหารจัดการต่อไป แต่ในที่นี้ผมก็ขอขอบพระคุณ ต่อข้อเสนอแนะแล้วก็คําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ขอบคุณครับ