อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวในสภาว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะให้เวทีกระทู้ถามสด เป็นเวทีที่ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบและประชาชนติดตามได้ และอธิบายถ้อยคำของตนที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดอํานาจศาล และปฏิเสธการกล่าวหาว่าเหิมเกริมและก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมี 3 ส่วนที่ควรพิจารณาในการแก้ไข
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ท่านสมาชิกใช้เวลาไปถึงเกือบ ๑๕ นาทีนะครับ ผมจะขอใช้เวลาบางส่วนแล้วก็ชี้แจงประเด็นที่พาดพิงด้วย ก็ขอความกรุณาท่านประธาน ว่าถ้าเกินเวลาไปบ้างก็เป็นความจําเป็น เพราะว่าไม่ได้ตอบเฉพาะกระทู้ ถาม แต่ว่า พาดพิง
ประการแรก ขอยืนยันว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะให้เวทีกระทู้ถามสด เป็นเวทีที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ในการตรวจสอบและพี่น้องประชาชนติดตามได้ รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลแรกครับที่ให้มีการถ่ายถอดสดกระทู้ถามสด และรัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลที่ผม ในฐานะหัวหน้ากําชับเพื่อนรัฐมนตรีว่าให้ให้ความสําคัญในการมาตอบกระทู้ถาม เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่า ไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไรที่มากล่าวหารัฐบาล หรือท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีว่าเราพยายามที่จะไม่ให้ท่านทําหน้าที่ หรือให้ประชาชนรับรู้รับทราบการทําหน้าที่ของท่าน เพราะข้อเท็จจริงมันก็ชัดเจนว่า รัฐบาลนี้เป็ นรัฐบาลแรกที่ตั้งใจที่จะให้เรื่องของกระทู้ถามสดนั้นเป็นเรื่องที่พี่น้อง ประชาชนสามารถติดตามได้
ประการที่สอง ผมก็ต้องกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่า ก็น่าเสียดายว่า กระทู้ถามสดที่ตั้งขึ้นมาในวันนี้เขียนในสิ่งที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง ผู้ถามก็ไม่ใช่สมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ และตราบเท่าที่ผมยังอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่ได้เข้าไปอยู่ใน พรรคประชาธิปัตย์หรอกครับ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านไปรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดอะไร ในที่ประชุมพรรค ผมกราบเรียนว่า ไม่ใช่เฉพาะในที่ประชุมพรรคนะครับ กรณี คดีทรัพย์สินของ พันตํารวจโท ทักษิณ ผมพูดส่วนตัว ผมพูดต่อสาธารณะ ผมพูด ในที่ประชุมทุกกรณีเหมือนกันหมด ผมพูดว่าเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยตัดสิน และหลักในการตัดสินก็ง่ายนิดเดียวครับอะไรที่คุณทักษิณมีสิทธิที่จะได้ก็ต้องคืน อะไร ถ้าหากว่ากฎหมายเขียนว่าคุณทักษิณไม่มีสิทธิที่จะได้ต่อไปก็ยึด ผมไม่เคยพูดเป็นอื่น เพราะฉะนั้นประการแรกก็คือว่าถ้อยคําที่ท่านอ้างทั้งหมดผมไม่เคยพูด แต่ว่าท่าน ก็ถือโอกาสแหละครับแทนที่จะสอบถามกันก่อน ก็กล่าวหาทันทีว่าผมเหิมเกริมไปก้าวล่วง ไปละเมิดอํานาจศาล อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ใน ๒ ประเด็นที่ท่านบอกว่า ผมก้าวล่วงอํานาจศาลนี่ไม่ใช่เลย กรณีแรกผมตอบไปแล้วว่าผมไม่เคยพูด กรณีที่ ๒ เป็นเรื่องการนิรโทษกรรม ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านน่าจะทราบเรื่อง นิรโทษกรรมเป็ นเรื่องของฝ่ำยนิติบัญญัติในการที่จะออกกฎหมาย ผมก็เป็ น ฝ่ายนิติบัญญัติ ผมก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของผมว่าไม่สมควรตรากฎหมาย นิรโทษกรรมรับใช้ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่มีตรงไหนเลยครับที่ผมไปก้าวล่วง หรือละเมิดอํานาจศาลหรือกระบวนการยุติธรรมในการพูดของผม
ประการถัดมาอยากจะกราบเรียนครับว่า สําหรับกรณีเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็เช่นเดียวกันก็ไม่ควรเอาคําพูดของผมไปบิดเบือน เพราะว่าเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญมันมีที่มาที่ไปชัดเจน ตอนจัดตั้งรัฐบาลคุยกันครับในบรรดาแกนนําของ พรรคร่วมรัฐบาลว่าเป็นประเด็นหนึ่ง รัฐธรรมนูญมันมีที่มาที่ไปชัดเจน ตอนจัดตั้งรัฐบาล คุยกันครับในบรรดาแกนนําของพรรคร่วมรัฐบาลว่าเป็นประเด็นหนึ่งซึ่งควรจะต้องมา พิจารณาว่าจะทํากันอย่างไร ผมก็บอกว่าผมนี่ละครับ ตั้งแต่วันที่เขาลงประชามติ หรือก่อนลงประชามติบอกรัฐธรรมนูญผ่านแล้วนี่แก้ไขได้ แต่ผมก็บอกเช่นเดียวกันนะครับ ว่าเวลาพูดแก้รัฐธรรมนูญนี่คนหนึ่งพูดก็หมายถึงเรื่องหนึ่ง อีกคนหนึ่งพูดก็อาจจะ หมายถึงอีกเรื่องหนึ่ง การแก้ไขที่พูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลมันมี ๓ ส่วน
ส่วนแรกก็คือ ประเด็นที่บอกว่าถ้าเป็นเรื่องของการที่จะไปทําผิดให้เป็นถูก ถ้าเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ขัดกัน ถ้าเป็นเรื่องที่ดําเนินการแล้วสังคมจะมีความขัดแย้งนี่ ผมเห็นว่าไม่ควรทํา
ส่วนที่สองก็คือ บางประเด็นถ้าเห็นตรงกันว่าเป็นอุปสรรค คือบังคับใช้ รัฐธรรมนูญแล้วมีปัญหาจําเป็ นต้องแก้ไข หรือถ้าแก้ไขแล้วเห็นว่าทําให้ระบอบ ประชาธิปไตยดีขึ้นผมบอกผมเอาด้วย
ส่วนที่สามก็คือ ไม่เข้าข่ายทั้ง ๒ ส่วนแรกครับ เช่น กรณีระบบเลือกตั้ง ผมก็บอกว่าเรื่องนี้จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์บังเอิญไม่ตรงกับพรรคการเมืองอื่น เพราะตั้งแต่วันที่เขามีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ไปให้ความเห็นว่า ผมเห็นว่าเขตเลือกตั้งที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมและดีที่สุด เพราะลดปัญหาความแตกแยกในสังคม ป้ องกันระบบธุรกิจการเมืองได้ดีกว่าและได้ ผู้แทนราษฎรซึ่งจะคํานึงถึงการทํางานในระดับชาติมากกว่า ชัดเจนครับ ถ้าวันนี้ผมพูด เป็นอื่นก็จะกลายเป็นว่าผมเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าครับ เพราะฉะนั้นเวลาท่านลําดับ เหตุการณ์นี่ขอความกรุณาดูข้อเท็จจริง แล้วก็เอาคําพูดต่าง ๆ เอาเหตุการณ์ต่าง ๆ มา ร้อยเรียงกันครับ ผมกราบเรียนว่า กรณีเขตเลือกตั้งนี่ผมบอกว่าถ้าทําในกรอบของ กรรมการสมานฉันท์และมีฉันทามติคือพูดง่าย ๆ มีการลงประชามติและประชาชน เห็นชอบ ผมบอกว่าถ้าดําเนินการกันในกรอบนั้นผมก็ไม่ขัดข้อง ก็ไปตกลงกันที่ทําเนียบ รัฐบาลครับ ทั้งวิปรัฐบาล วิปฝ่ำยค้าน และวุฒิสภา แต่ต่อมานี่ฝ่ำยค้านเปลี่ยนใจ ก็เป็นสิทธิของท่านก็เท่านั้นเองครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องของการที่ท่านอ่าน หนังสือพิมพ์แล้วมา ท่านก็คงจะแก้ตัวว่าหนังสือพิมพ์ลงอย่างนั้น แต่ข้อเท็จจริง เป็นอย่างนี้และผมก็ไม่ไปโทษหนังสือพิมพ์นะครับ ไม่ไปโทษใคร คนสัมภาษณ์ รองโฆษก ผมเข้าใจว่าคุณหมอวรงค์กระมังครับที่ท่านหมายถึงคือรองโฆษก คือบางครั้งก็พูดจา สื่อสารเข้าใจกันผิดนะครับ เช่น เมื่อเช้านี้ผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งถามผมบอกว่าเหตุการณ์วุ่น ๆ อย่างนี้มันจะเลยเดือนกุมภาพันธ์ไหม ผมก็นึกว่าหมายถึงเหตุการณ์วุ่น ๆ ผมก็บอกว่า อาจจะมีเดือนมีนาคมนิดหน่อย เขาไปตีความว่ารัฐบาลจะอยู่ถึงเดือนมีนาคมนิดหน่อย ก็เข้าใจกันผิดก็เท่านั้นเองครับ แต่ว่าไม่น่าจะเอามาเป็นสาระถึงขั้นที่จะมาตั้งกระทู้ถาม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผมนี่ไม่เคยมีประวัติที่พูดจาอะไรแบบนี้ และที่สําคัญไม่ควรจะกล่าวหาว่าผม เหิมเกริม ที่ไม่ควรจะกล่าวหาเพราะว่าท่านปั้นนํ้าเป็นตัวเกี่ยวกับผมหลายเรื่อง ไม่อยู่ใน รถในกระทรวงมหาดไทยบ้าง สั่งฆ่าคนบ้าง เป็นเท็จทั้งสิ้น แล้วผมก็ฟ้ องศาลอยู่ แล้วท่าน ไปอ่านคําฟ้ องด้วยครับ ถ้าอยากเห็นตัวอย่างคนที่เหิมเกริม ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม ใครครับปราศรัยที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ๑๑ ตุลาคม บอกสมัยนี้ศาลเชื่อถือไม่ได้ ดูบัลลังก์ต้องดูก่อนว่าสีเหลืองหรือไม่ นี่ผมพูดแบบสุภาพนะครับ เพราะถ้อยคําที่ท่านใช้นี่ หยาบคายกว่านี้เยอะ นั่นละครับก้าวล่วงศาล กระบวนการยุติธรรม ผมไม่เคยทําครับ เรื่องอื่น ๆ ท่านกล่าวหาอีกครับ เพราะต้องการปลุกปั่นให้คนเกลียดชังรัฐบาล เกลียดชังผม เช่น อ้างว่าผมถ่วงฎีกา ๒ มาตรฐานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการถวายฎีกา อย่างนี้เป็นต้นครับ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่เอามาเขียนใน กระทู้ถามนี้มันไม่เป็นความจริง แล้วสิ่งที่ท่านพูดก็ไม่เป็นความจริง ขอขอบพระคุณครับ