ประเกียรติ นาสิมมา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. นั้น โดยวิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และขอให้กลับไปพิจารณาใหม่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขณะนี้เรากําลัง อภิปรายร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... ซึ่งหลักการและเหตุผลที่รัฐบาลท่านได้เสนอเข้ามา ซึ่งเปึนกฎหมายพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการเงินครับ โดยหลักการแล้วผมว่าหลักการนี้ก็คงจะไม่ค่อยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากด้วยเหตุผลนี้ก็พูดถึงการที่ออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็สืบเนื่องจากมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญให้มีองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เปึนองค์การอิสระ ซึ่งจะมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพแล้วก็สิ่งแวดล้อม ถ้าหากว่ามีโรงงานหรือมีโรงงาน อุตสาหกรรมจะกระทบต่อสุขภาพครับ หรือกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ นอกจากนั้น ก็ยังมีบัญญัติในมาตรา ๖๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ ซึ่งมีคนได้อภิปรายไปแล้วเกี่ยวกับ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคต้องมีองค์การอิสระเหมือนกันคือเปึนองค์การเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ที่เปึนอิสระ ทีนี้สืบเนื่องจากเรื่ององค์การมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งบัญญัติไว้ ในมาตรา ๕๗ ของป้ ๒๕๔๐ เกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญนี้ ในวรรคสองบอกว่า กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์การอิสระ คือการที่จะ ตั้งองค์การอิสระนี้มันเปึนเรื่องที่จะต้องออกพระราชกฤษฎีกา องค์การอิสระนี้ผมเคยอภิปราย ในสภาแห่งนี้ว่าที่มาขององค์การอิสระมาอย่างไร องค์การอิสระนี้ก็คือหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานหนึ่งมีหน้าที่ทุกอย่าง ถูกตรวจสอบแล้วก็มีงบประมาณสนับสนุน แต่การทํางานนี้ เนื่องจากภาษาเขาเรียกว่าเรด เทป (Red Tape) ก็ตัดออกไปเสียให้มีความเปึนอิสระคล่องตัว ในการที่จะทํางาน นี่จึงตั้งเปึนองค์การขึ้นมา ทีนี้องค์การอิสระตัวนี้นี่ที่ตั้งตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ผมไปเป่ดดูในมาตรา ๘ คณะกรรมการขององค์การประกอบไปด้วย อันที่ ๑ เลยขึ้นมาก็ไม่มีแล้ว ซึ่งผู้แทน องค์การเอกชน องค์การเอกชนอยู่ตรงไหนครับ มีพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาแล้ว จะต้องมีพระราชบัญญัติองค์การเอกชนอีกหรือไม่ อยู่ที่ไหน องค์ประกอบไม่ครบแน่นอน เกิดขึ้นมาลอย ๆ และหน่วยงานนี้เปึนหน่วยงานอิสระ ผมไปดูเรื่องรายได้ เรื่องเงินทุนที่มา ก็ปรากฏว่าองค์การนี้สามารถที่จะจัดหารายได้ได้ ซึ่งมันก็แปลกมันเปึนองค์การอิสระ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในทางหนึ่งเหมือนกัน ก่อนที่จะจัดตั้งโรงงานหรือจะจัดตั้งโรงงาน อุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนี่ จะต้องผ่านคณะกรรมการ องค์การนี้พิจารณาเสียก่อน แต่ในมาตรา ๒๕ พูดถึงรายได้ องค์การนี้สามารถหารายได้ได้ อย่างนี้โรงงานอุตสาหกรรมไม่แย่หรือ ค่าธรรมเนียมเท่าไร ค่าจัดจ้างเท่าไร องค์ประกอบ ต่าง ๆ ในเรื่องของพระราชบัญญัตินี้ในความหมายอีกอันหนึ่ง ความหมายคําว่า องค์การ อิสระ ประกอบไปด้วยตัวแทนภาคเอกชน องค์การเอกชน ทีนี้เมื่อมีรายได้แล้วจะจัดสรร แบ่งให้ภาคเอกชนอย่างไร ภาคเอกชนต้องมีส่วนได้รับส่วนแบ่งผลกําไรจากองค์การนี้ด้วย อย่างนั้นใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นความชัดเจนในพระราชบัญญัติฉบับนี้นี่ไม่มี จึงเปึนเรื่อง ที่ผมเห็นสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่บอกว่า การเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ เข้ามาเปึนการรีบร้อนเร่งด่วน กะทันหัน แล้วก็บัญญัติเข้ามาโดยอาจจะไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ครับ แต่เท่าที่มีการพิจารณาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ คือในรัฐบาลสมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เปึนนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าองค์การนี้ ควรจะเกิดขึ้นอย่างไรตามรัฐธรรมนูญ จึงได้ตราเปึนพระราชบัญญัติองค์การมหาชนขึ้นมา โดยองค์การนี่ภาษาอังกฤษว่าไพรเวทไทซ์ (Privatize) จากหน่วยงานของรัฐมาเปึน องค์การ และองค์การนี้ถ้าจะไพรเวทไทซ์ เมื่อไรคือจากหน่วยงานของรัฐนี่ออกมาเปึน หน่วยงานอิสระเมื่อไรให้ออกเปึนพระราชกฤษฎีกา นี่คือสิ่งความเปึนมาของเรื่องการจัดตั้ง องค์การถ้าหากว่าเราจะมาตั้งองค์การเฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง บัญญัติไว้ตามที่เสนอเข้ามาครับ ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้น่าจะย้อนกลับไปพิจารณาใหม่ ถ้าพิจารณาผ่านไปอย่างนี้ในทางปฏิบัติก็จะมี ความสับสนในการจัดตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระตามพระราชบัญญัตินี้ ก็จะมีความสับสน เช่นเดียวกัน อย่างแรกคณะกรรมการที่มาจากองค์การเอกชนมาอย่างไร เพราะมันยังไม่มี ในประเทศไทยยังไม่มีองค์การเอกชน เพราะฉะนั้นจะจัดหามาได้อย่างไรครับ ตรงนี้คือ ความบกพร่องของการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา ผมคิดว่ากลับไปดูที่พระราชบัญญัติ จัดตั้งองค์การมหาชนจะดีกว่า แล้วถ้าท่านอยากจะให้หน่วยงานไหนไพรเวทไทซ์ ออกมาเปึน องค์การเพื่อพิจารณาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพนี่ไปดําเนินการ ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จะถูกต้องและเปึนแนวทางปฏิบัติที่ดี ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ