สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติและร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการเงินเดือนของข้าราชการตํารวจ

ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากพื้นที่จังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ วันนี้สภาพิจารณา พระราชบัญญัติเกี่ยวข้องกับตํารวจ ๒ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสมาชิกหลาย ๆ ท่านขึ้นมาชื่นชมรัฐบาลที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ ผมเองต้องขออนุญาตแสดงความเห็นต่าง ขอตําหนิว่ารัฐบาลเสนอมาช้าไป เพราะแท้ที่จริงแล้วการปรับเงินเดือนข้าราชการไม่ว่าข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการทหารได้ดําเนินการกันไปก่อนหน้านี้แล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีเงินเดือนของข้าราชการทหารนั้นได้ใช้บัญชีใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ จะเห็นว่าเงินเดือนตํารวจกว่าจะได้เข้ามาพิจารณาในวันนี้ล่าช้ากว่าเงินเดือนทหารถึง ๒ ป้ ผมไม่แน่ใจว่า ๒ ป้ที่ผ่านไปนี่จะมีโอกาสตกเบิกให้เขาหรือเปล่า เพราะเขาเสียโอกาสไป ๒ ป้เต็ม ๆ ท่านประธานครับ ผมเองเปึนข้าราชการตํารวจมาเก่า ผ่านการเปึนนักเรียน พลตํารวจนครบาล รุ่นที่ ๓๓ ซึ่งผมมีเพื่อนร่วมรุ่น ๕๔๐ คน ตํารวจรับนักเรียนพลตํารวจ ตั้งแต่อายุ ๑๘ ป้ไม่เกิน ๒๕ ป้ มาถึงวันนี้นักเรียนพลตํารวจนครบาลรุ่นเดียวกับผม ปลดเกษียณหมดทุกคนไม่มีเหลือแม้แต่รายเดียว เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา เพื่อนร่วมรุ่นของผม รวมทั้งผมเปึนนายตํารวจนอกราชการทั้งสิ้น แต่เมื่อมีโอกาสมา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วผมมีความจําเปึนที่จะต้องแสดงความคิดเห็น ฝากท่านประธานไปยังผู้มีอํานาจ ไม่ว่าจะเปึนนายกรัฐมนตรีซึ่งเปึนประธาน กตช. รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้มาเปึนผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ทั้ง ๒ ฉบับในวันนี้ รวมถึงในอนาคตอาจจะมีการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี เข้ามาทําหน้าที่เปึนประธาน ก.ตร. อะไรทํานองนั้น ฝากให้ดูความเจริญก้าวหน้า ในการรับราชการตํารวจ โดยเฉพาะท่านประธานครับ ตํารวจทั้งประเทศ สมาชิกหลายท่าน ได้เอ่ยไปแล้วผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ามีตํารวจชั้นประทวนทั้งสิ้น ๑๗๘,๖๐๗ คน ในจํานวน ๑๗๘,๖๐๗ คนนั้นเปึนดาบตํารวจ ๑๓๓,๕๒๘ คน บางคนเปึนดาบตํารวจอายุตั้งแต่ ๕๐ ป้ มีอายุราชการเหลืออีก ๑๐ ป้ ผมอยากให้ผู้มีอํานาจหน้าที่ในสํานักงานตํารวจ แห่งชาติลองพิจารณาดู ในอดีตเคยมีอธิบดีกรมตํารวจท่านหนึ่งวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้าราชการชั้นประทวนยศดาบตํารวจมีอายุ ๕๓ ป้ยังเหลืออายุข้าราชการ ๗ ป้นั้น ให้เลื่อนขึ้นเปึนร้อยตํารวจตรีและเคยทําหน้าที่อะไรก็ให้ทําหน้าที่นั้น บางคนทําหน้าที่ เปึนตํารวจจราจรก็ทําหน้าที่ตํารวจจราจรไป บางคนทําหน้าที่สายสืบก็เปึนสายสืบไป บางคนเปึนเสมียนอยู่บนโรงพักก็เปึนเสมียนอยู่บนโรงพักไป แต่ว่าปรับชั้นยศจาก ชั้นประทวนเปึนสัญญาบัตรโดยเริ่มจากร้อยตํารวจตรีเมื่อมีอายุ ๕๓ ป้ แต่ไม่ใช่ว่า จะให้ทุกคนได้ติดยศร้อยตํารวจตรีหมด ต้องมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกตั้ง กรรมการสอบสวนทางวินัย และไม่ต้องคดีอาญาใด ๆ ขณะนั้น นั่นหมายความว่า ตํารวจชั้นประทวน นายดาบตํารวจทุกคนจะต้องประคับประคองและดูแลตัวเอง ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อมีโอกาสเข้าสู่เงื่อนไขในการเปึนนายตํารวจชั้นสัญญาบัตร จากร้อยตํารวจตรีไปถึงร้อยตํารวจโท ๓ ป้ จากร้อยตํารวจโทไปถึงร้อยตํารวจเอก ๕ ป้ นั่นหมายความว่าข้าราชการเหล่านี้จะมีโอกาสปลดเกษียณในชั้นยศร้อยตํารวจเอก เปึนเกียรติประวัติเปึนศักดิ์เปึนศรี แล้วเรามาดูบัญชีเงินเดือน ท่านประธานที่เคารพครับ เงินเดือนนายดาบตํารวจตามบัญชีเก่าตันอยู่ที่ ๒๒,๒๒๐ บาท ถ้าหากว่าร่างพระราชบัญญัติ ผ่านสภาจะขยับขึ้นมาเปึน ๒๕,๗๐๐ บาทถ้วน แต่ก็จะให้ทะลุไปกินเงินเดือนชั้นสัญญาบัตร ไปจนถึง ๒๗,๕๐๐ บาท นั่นหมายความว่า นายดาบตํารวจหากมีโอกาสปรับชั้นยศ เปึนสัญญาบัตรไม่ว่าเปึนร้อยตํารวจตรี ร้อยตํารวจโทหรือร้อยตํารวจเอก เงินเดือนก็ไม่ได้เพิ่ม มากขึ้นยังอยู่ในอัตราของนายดาบตํารวจนั่นเอง นั่นหมายความว่ารัฐบาลไม่ต้องเพิ่ม ภาระในการหาเงินงบประมาณแผ่นดินมาสําหรับจ่ายเปึนเงินเดือนหรือเงินตอบแทน ให้แก่ข้าราชการตํารวจเหล่านี้ ผมเชื่อแน่ว่ากุศโลบายอันนี้จะทําให้ข้าราชการตํารวจ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวจักรสําคัญในการทํางาน กลไกที่เพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่าตํารวจนั้น เปึนสายธารเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ถ้าเราสร้างขวัญและกําลังใจให้โอกาส แก่ข้าราชการชั้นประทวนเหล่านี้จะทําให้องคาพยพของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีประสิทธิภาพเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะตํารวจทุกคนจะต้องระวังตัวเองอยู่ในกรอบของระเบียบวินัยในการที่จะทําหน้าที่ ด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อจะมีสิทธิในการที่จะปรับเลื่อนเปึนนายตํารวจชั้นสัญญาบัตร ในอนาคต ซึ่ง ๗ ป้ที่เหลือคือหมายความว่าพอเริ่ม ๕๓ ป้ให้เปึนร้อยตํารวจตรีปลดเกษียณ ได้เปึนร้อยตํารวจเอก การที่เปึนจ่าหรือเปึนนายดาบกับเปึนนายร้อย มันผิดกันเยอะแยะ ท่านประธานครับ ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ในสภาเมื่อครั้ง ๑๐ กว่าป้แล้ว เมียตํารวจที่เปึนจ่า เมียนายดาบนี่ เขาก็เรียก สมมุติว่าชื่อแจ๋วเขาก็เรียกอีแจ๋ว แต่พอผัวเปึนนายร้อยเขาเรียกคุณนายแจ๋วทันที สถานภาพนี่ยังเผื่อแผ่ไปจนถึงแม่บ้าน คู่สมรส ที่สําคัญที่สุดก็คือบรรดาลูกหลานที่สอบคัดเลือก ไม่ว่าจะไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยหรือการสอบบรรจุเข้ารับราชการเข้าทํางาน จะระบุว่า ต้องมีผู้รับรองความประพฤติ ถ้าเปึนนายดาบหรือจ่าสิบตํารวจไม่มีสิทธิที่จะเซ็นรับรองลูกตัวเอง แต่พอเปึนนายร้อยตํารวจปัูบสิทธิตัวนี้ก็ไม่ต้องไปไหว้วานคนอื่น พ่อก็สามารถเซ็นรับรอง ความประพฤติของลูกเพื่อจะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือในการเข้ารับราชการ หรือในการเข้าทํางานบริษัทเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จะกําหนดไว้ว่า ทหาร ตํารวจต้องเปึน ชั้นสัญญาบัตรเท่านั้นถึงจะมีสิทธิในการลงนามรับรองผู้ที่จะเข้าไปรับราชการหรือจะเข้า ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นอานิสงส์ตรงนี้มันเผื่อแผ่ไปไม่เพียงแต่เจ้าตัว ของข้าราชการตํารวจเท่านั้น แต่ไปถึงลูกและเมีย ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเมียจ่า เมียนายดาบ เขาเรียกอีแจ๋ว พอผัวเปึนนายร้อย เขาเรียกคุณนายแจ๋วเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอให้ ผู้มีอํานาจหน้าที่ในการกํากับดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติไล่เรียงกันตั้งแต่รอง ผบ.ตร. ทั้งหลายจนไปถึง ผบ.ตร. ไปจนถึงรัฐมนตรีถึงนายกรัฐมนตรีให้เอาเรื่องนี้ไปศึกษาแล้วรีบทําเสีย ผมระบุให้ก็ได้ว่าเคยมีระเบียบตรงนี้กําหนดสมัย พลตํารวจเอก พจน์ บุณยะจินดา เปึนอธิบดีกรมตํารวจ ไปเอาตรงนั้นมาปัดฝุ์น ไปเอาตรงนั้นมาศึกษา แล้วทําเสียตั้งแต่บัดนี้ รัฐบาลก็จะได้บุคลากรที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นในการทํางานรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนั้นผมขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าในบรรดาดาบตํารวจทั่วประเทศ ๑๓๓,๕๒๘ นาย ท่านประธานลองไปสํารวจดูเถอะครับ จะพบว่านายดาบเหล่านี้จบการศึกษา ระดับปริญญาโทสาขาต่าง ๆ ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนเปึนจํานวน นับหมื่นคน ท่านประธาน ทําไมไม่ให้คนเหล่านี้ใช้ความรู้ที่ร่ําเรียนมาให้เกิดประโยชน์ ในการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตรงนี้เปึนข้อสังเกตที่ผมฝากท่านประธานไปถึง ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง และโดยส่วนตัวแม้จะตําหนิรัฐบาลอย่างที่เมื่อกี้เริ่มต้นว่า ล่าช้าเกินไปถึง ๒ ป้ แต่ก็ขอสนับสนุนและขอกราบเรียนว่าถ้า พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ไม่ได้เสนอเลื่อนระเบียบวาระการประชุมนี้ร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ก็คงจะไม่มีโอกาสมา พิจารณาเหมือนอย่างที่ท่าน ส.ส. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวไปแล้ว เปึนความจริงครับว่าที่วันนี้สภาได้มีโอกาสพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับก็ด้วยการเสนอ ขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมจาก พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ซึ่งเสนอเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคมเพื่อเปึนของขวัญวันตํารวจแห่งชาติ ก็ขอให้สภาได้ทําหน้าที่ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตั้งคณะกรรมาธิการแล้วก็อย่าล่าช้าพยายาม ทําหน้าที่ให้เร็วที่สุด ซึ่งจะมีโอกาสนํากลับมาพิจารณาในสมัยวิสามัญหรือสมัยสามัญ ครั้งต่อไป ขอขอบคุณครับ