สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๑ เมษายน ๒๕๕๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการนำเสนอข่าวสารของสื่อสารมวลชน โดยมองว่าบางรายการอาจสร้างความขัดแย้งในสังคม แต่ไม่มีข้อความที่จะสร้างความขัดแย้งหรือความแตกแยก และยังถามถึงกรณีการแทรกแซงสื่อโดยกรมประชาสัมพันธ์ที่ถูกโจมตีเป็นประจำ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้กํากับดูแลกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ซึ่งได้ตั้งกระทู้ถามสดถามถึง เรื่องของการนําเสนอข่าวสารของสื่อสารมวลชน โดยท่านตั้งกระทู้ถามในทํานองว่าเป็น รายการซึ่งอาจจะทําให้สังคมเกิดความขัดแย้ง ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมก็ตั้งอกตั้งใจฟังอารัมภบทคําถามท่านโดยตลอดนะครับว่า รายการอย่างไรที่ท่าน เรียกว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง แล้วรายการนั้นมีลักษณะที่สร้างความขัดแย้งตรงไหน ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับว่า ผมฟังท่านสภาพเหมือนรําพึงรําพัน เพราะดูรายการ ทีวีแล้วไม่ถูกใจตัวเองเสียมากกว่า ท่านมีอยู่ ๒ ประเด็นที่ท่านพูดถึง ในประเด็นที่ ๑ ท่านพูดถึงเรื่องของกรณีที่เป็นกรณีเดียวกันกับที่แกนนําของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เข้าใจว่าเป็นคุณณัฐวุฒิ ซึ่งต้องประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน เพราะว่าท่านอยู่นอกสภา ได้หยิบเอาหนังสือ ๒-๓ ฉบับ ซึ่งเข้าใจว่ามีคนนํามาเผยแพร่ ความจริงนั้นเผยแพร่ผ่านใน เว็บไซต์ประชาไทยมาก่อนแล้ว แล้วมีความพยายามสร้างกระแสว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ ของฝ่ายทหารก็ดี ฝ่าย ศอ.รส. ก็ดี แต่ถ้าท่านสมาชิกรวมถึงท่านผู้ชมทางบ้านที่ติดตาม การถ่ายทอดสดอยู่นี้ได้รับฟังข้อความทั้งหมดท่านก็จะได้เห็นทันทีว่า ไม่มีข้อความใดเลย ที่เป็นลักษณะของการที่จะไปสร้างความขัดแย้ง ความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม เพียงแต่ผู้ถามกระทู้ถามสดคิดไปเอง เขาบอกว่าเป็นห่วงผู้ชุมนุมสามารถจะพบแพทย์ได้ ท่านก็บอกว่านี่เป็นการสร้างจิตวิทยา เวลาเขาบอกว่าต้องกํากับดูแลรายการให้ดี ไม่ให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสม ท่านก็บอกว่านี่เป็นการข่มขู่ นี่ก็คิดไปเอง ความจริงคนที่ติติง รายการโทรทัศน์มันมีมากกว่านี้ มันมีภาพที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น คดีบางคดีที่เป็นคดี ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการคุกคามทางเพศ เป็นเรื่องของผู้เยาว์บ้าง แม้กระทั่งรายการ ละครบางรายการประชาชนก็มีร้องเรียนบ่อยว่าภาพเช่นนั้นไม่เหมาะสม ผมก็เรียนว่า กรณีที่มีการนําเอาเลือดของผู้ชุมนุม ซึ่งความจริงข่าวสั้นวันนี้คุณหมอที่ไปตรวจ ก็แถลงข่าวแล้วว่าเลือดมีลักษณะปนอะไรอย่างไรไปเท ภาพที่เกิดขึ้นก็มีหลายคน ไม่สบายใจ เขาก็ร้องกันมา หนังสือทั้งหมดก็มีการทําไปยังสถานีอย่างที่ท่านพูดถึง แต่ทั้งหมดนี่มันไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย มันเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทําไปแล้วก็ ไปขอความอนุเคราะห์ แต่ท่านใช้คําว่า ไปข่มขู่ ความจริงท่านน่าจะศึกษาเรื่องสัญญา ให้ดีกรณีช่อง ๙ ช่อง ๓ เรื่องสัญญาเขาต่อเสร็จไปแล้ว ถามอดีตรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งอยู่พรรคท่านให้ดี ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง แต่ว่าเรื่องนั้น มันเป็นเรื่องผูกพันตามสัญญาว่าช่อง ๙ ในฐานะเจ้าของสัญญาสัมปทานจะต้องกํากับ ดูแลให้ช่อง ๓ ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทานไปดําเนินการตามเงื่อนไขที่เขียนเอาไว้ในสัญญา เช่น เรื่องของนโยบายรัฐบาล เรื่องของการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับสังคม เพราะฉะนั้นกรณีแรกที่ท่านพูดถึงว่าเป็นเรื่องของการที่จะไปอนุเคราะห์อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เป็นการข่มขู่จึงไม่เป็นข้อเท็จจริง ส่วนที่จะอ้างว่านายกงกฤช ประทานโทษที่เอ่ยนาม หรือคนอื่นบ้างมีการให้สัมภาษณ์ แล้วก็ลงกรณีของที่เป็นตัววิ่งนั้นท่านก็ไปตรวจสอบได้ ว่าท่านเหล่านั้นได้พูดเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าเขาพูดเป็นข้อเท็จจริงก็ต้องยอมรับครับว่า เขาก็เป็นความกังวลของเขาซึ่งเกิดขึ้นจริง ๆ จากการชุมนุม เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็สามารถนํามาเผยแพร่ได้ ถ้าหากว่าเจ้าตัวเขาเป็นการพูดสู่สาธารณะ เพียงแต่ข้อความ เหล่านั้นอาจจะทําให้ท่านมีความรู้สึกไม่พอใจ ท่านก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นกระทู้ถามสด เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันได้ว่าสิ่งที่ท่านถามในประเด็นแรก ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องนั้นก็ไม่เกี่ยวข้อง แต่อย่างใด

ในประเด็นถัดมาท่านประธานท่านไปติดใจในประเด็นเรื่องของกรณีที่เป็น รายการของทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ ความจริงท่านระบุชื่อรายการ ไปด้วย เท่าที่ผมฟังท่านทั้ง ๒ รายการ ท่านก็เป็นความไม่พอใจส่วนตัวของท่านมากกว่าว่า ผู้จัดรายการที่พูดอาจจะพูดไม่ถูกใจท่าน แต่ผมก็เรียนว่าเพื่อให้ความเป็ นธรรม กับสื่อสารมวลชนทุกฝ่ายทุกช่อง ไม่ว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องใดก็ตาม ทุกคนก็มีสิทธิตาม รัฐธรรมนูญ มีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับสื่อมวลชนอื่น ไม่ว่าจะเป็ น หนังสือพิมพ์หรือวิทยุอื่น ๆ ก็ตามที่สามารถจะใช้สิทธิของตัวเอง ใช้เสรีภาพของตัวเอง ในการนําเสนอข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้ ผมยืนยันว่า ทางช่อง ๑๑ เจ้าหน้าที่เขาก็ทํางานด้วย ความตระหนักรู้ในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้น ทุกรายการก็มีความรับผิดชอบ ถ้าผิดไปจากข้อเท็จจริงใดเขาก็ต้องรับผิด ถ้ามีการไป ละเมิดสิทธิก็สามารถฟ้ องร้องได้ตามที่กฎหมายกําหนดครับ แต่ผมเรียนคุณสุรพงษ์อย่างนี้ครับว่า ท่านผู้ถามกระทู้ถาม ตั้งกระทู้ถามบอกว่า กรณีอย่างนี้ มันเหมือนกับว่า ศอ.รส. ก็ดี รัฐบาลก็ดีไปแทรกแซงสื่อ ซึ่งผมก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ได้ทํา ท่านบอกว่าใช้คําว่า ไปคุกคาม ก็ไม่ใช่ แต่ผมจะถามต่อว่ากรณีที่ท่านถามบางประเด็นนี่ เป็นประเด็นที่จะถามว่า มันเป็นการแทรกแซงสื่อและเป็นการคุกคามด้วยหรือไม่ มีการแถลงข่าวครับ เป็นเนื้อหาเดียวกับที่ท่านพูด ใช้ชื่อเรียกสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ก็คือ เรียกเหมือนกัน แต่ใช้คําพูดว่า ผมเตือนว่าถ้ายังไม่หยุด จะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ หรือเป็นหอยม่วงพวกผมจะไป รอบนี้ผมมาหลายวันแล้ว อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ลองไปนึกดู ทําไมเหตุการณ์แต่ละครั้งเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับเผด็จการ ทําไม กรมประชาสัมพันธ์ถูกเผาทุกครั้ง นี่คือคําพูดที่สื่อว่าเรื่องเผา นี่คือปัจจัยหลัก คือการใส่ร้าย ด้วยถ้อยคําอันเป็นเท็จ มีการพูดถึงเรื่องพระเจ้าแผ่นดิน แล้วก็ปล่อยว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ไปพูดถึงเรื่องของสถาบัน เนื้อหาใจความที่มีการพูดถึงนั้นก็คือ ประกาศว่าจะพาพวกไปบุกที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และยังพูดเตือนไปถึงอธิบดี ว่าทําไมจึงถูกเผาทุกครั้งด้วย คําพูดนี้คนแถลงข่าวคือ ส.ส. พรรคท่านครับ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ผมถามว่ากรณีนี้เรียกว่าอะไรครับ ประเด็นก็จะมีต่อไปอีกครับ ที่ท่านบอกว่า ความจริงนั้นท่านไม่มีสิทธิถามคําถามนี้นะครับ เพราะท่านถามความคิดเห็น คือท่านถาม ว่าคิดอย่างไร ถ้าไปเปิดดูในข้อบังคับนี่มันถามความคิดเห็นไม่ได้ครับ แต่ท่านถาม ในประเด็นนี่ท่านบอกว่า จะมีรายการให้ยุยงแตกแยกเข้าใจผิด รายการประเภทนี้อีกหรือไม่ ตอบเลยครับว่าไม่มีครับ ขณะนี้สื่อสารมวลชนของรัฐไม่ได้สร้างความขัดแย้งในสังคม แต่ตรงกันข้ามครับ เป็นการให้ข่าวสารและสร้าง