สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๑ เมษายน ๒๕๕๓

สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือเรื่องการชุมนุมที่เกิดขึ้นในประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ตั้ง และยืนยันว่ารัฐบาลจะเคารพสิทธิการชุมนุมของประชาชนในกรอบกฎหมาย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมาย จากท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามสดของท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดอุทัยธานี ก่อนอื่นท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านชาดาว่า ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะอยู่ตอบ กระทู้ถามสดนี้ของท่านชาดา แต่ว่ากระทู้ถามสดแรกใช้เวลานานก็เลยพอถึงเวลา นัดหมายท่านก็เลยต้องไปปฏิบัติภารกิจตามที่มีนัดหมายอยู่ที่ทําเนียบรัฐบาลในขณะนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านชาดาอย่างนี้ครับว่า คําถามที่ท่านถามว่า เหตุการณ์ ชุมนุมเรื่องวุ่นวายทั้งหลายเหล่านี้มันจะลงเอยอย่างไร รัฐบาลจะทําอย่างไร กระผมขออนุญาตกราบเรียนตอบว่า ที่จริงแล้วเราทุกคนก็ทราบครับว่าการชุมนุมเพื่อ แสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ ได้รับรองเอาไว้ว่าเป็น สิทธิพื้นฐานของประชาชน รัฐบาลให้ความสําคัญแล้วก็รับฟัง พยายามที่จะเอา ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนเหล่านั้นมาพิจารณาแล้วก็หาทางออกเพื่อสนองตอบ ดูความสมเหตุสมผล ดูว่าความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเหล่านั้นเป็นอย่างไร การชุมนุมทั่วไปนี่เป็นเรื่องปกติในประเทศประชาธิปไตยครับ มีคนเดือดร้อนก็มาชุมนุม คนเป็ นรัฐบาลก็พิจารณารับฟังแล้วก็หาทางแก้ไข แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในบ้านเมืองเรานั้นมันมีความซับซ้อนกว่าการชุมนุมตามปกติที่มีอยู่ในประเทศ ประชาธิปไตยทั้งหลาย รัฐบาลก็พยายามจะสดับตรับฟังในช่วงแรก ๆ ของการชุมนุม ก็มีแนวโน้มว่าผู้ที่ชุมนุมประสงค์ที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับแนวทาง ประชาธิปไตย แรก ๆ เมื่อปีที่แล้วได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ลุกขึ้นเสนอต่อที่ประชุม รัฐสภาให้รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อที่จะพิจารณาเรื่องแนวทางการแก้ไข ปัญหาทางการเมือง คณะกรรมาธิการที่รัฐสภาตั้งไว้นี่ก็ไปพิจารณาร่วมกัน มีสมาชิก ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล คนภายนอก สรุปแล้วก็บอกว่าถ้าจะเอาเรื่องรัฐธรรมนูญมาพูดกัน คงจะต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมดด้วยกัน ๖ ประเด็น ที่รู้จักกันว่าเป็นข้อเสนอของ คณะกรรมการสมานฉันท์ โดยท่านสมาชิกคือท่านดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธานกรรมการชุดนี้ รัฐบาลก็คาดหวังครับว่าถ้าได้เอาประเด็นทั้ง ๖ ประเด็นนั้นไปถามประชามติ และพี่น้อง ประชาชนเห็นชอบด้วย รัฐบาลก็พร้อมที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๖ ประเด็นนั้น ถ้าหากว่าประชาชนทั้งประเทศได้เห็นชอบด้วยแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าข้อเสนอของ กรรมการสมานฉันท์ชุดนั้นไม่ได้รับการตอบรับจากทุกฝ่าย มีเพียงบางฝ่าย หรือจะพูดให้ ตรง ๆ ก็ได้ครับว่าฝ่ำยค้านนั่นละครับที่ไม่รับ นอกนั้นเขาก็เห็นว่าเป็นไปได้ ก็เลย ไม่สามารถจะเดินหน้าได้ มาในปีนี้ครับ เรื่องของการชุมนุมเรียกร้องนี่เปลี่ยนเป้ำหมายไป ไม่ใช่เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกแล้ว แต่ว่าไปถึงเรื่องข้อกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติที่เป็น ๒ มาตรฐานบ้าง เป็นข้อกล่าวหาว่าประเทศนี้มีคน ๒ พวก ๒ กลุ่ม เป็นพวกอํามาตย์ กลุ่มหนึ่ง เป็นพวกไพร่กลุ่มหนึ่งบ้าง คนเป็นรัฐบาลก็แยกแยะยากครับว่าข้อเรียกร้อง เหล่านี้จะตอบสนองกันด้วยวิธีการอย่างไร จนกระทั่งมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ครับ ท่าทีของผู้ชุมนุม ชัดเจนคือเรียกร้องให้มีการยุบสภา รัฐบาลก็สนองตอบครับ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ไปนั่งโต๊ะเจรจากับผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยครับที่คนเป็น หัวหน้าฝ่ายบริหาร หัวหน้ารัฐบาลลงไปนั่งโต๊ะเจรจากับผู้ชุมนุม ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้อธิบายชัดเจนว่าเรื่องยุบสภานั้นท่านนายกรัฐมนตรียินดี แต่ว่าจะต้องดําเนินการ ไปหลายเรื่องด้วยกัน เพื่อให้ผลของการยุบสภานั้นนําไปสู่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อย่างยั่งยืน

ในประการแรก ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าการที่จะยุบสภานั้น ก่อนยุบสภา ควรจะมาแก้ไขปัญหาเรื่องกติกาใหญ่กันเสียก่อนคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเอา รัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ซึ่งตั้งโดยรัฐสภาแห่งนี้ไปให้ประชาชน ได้ลงประชามติ ทําประชามติเสร็จก็เสนอเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ ยุบสภา ทําทุกเรื่องทั้งหมดนี้ก็จะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ ๙ เดือน ถ้าผู้ชุมนุมรับเงื่อนไขนี้รัฐบาลก็พร้อมที่จะนําเรื่องของการที่จะทําประชามติเข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแล้ว แต่บังเอิญว่าผู้ชุมนุมเขาไม่รับเงื่อนไขนี้ เพราะฉะนั้นการเจรจาเรื่องนี้จึงสะดุดหยุดลงตรงนี้ ถ้าจะตอบคําถามของคุณชาดาว่า แล้วเรื่องเหล่านี้จะจบลงอย่างไร ผมกราบเรียนคุณชาดาอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลยังยืนยัน ที่จะเคารพในสิทธิการชุมนุมของพี่น้องประชาชน ตราบใดที่การชุมนุมของพี่น้อง ประชาชนเหล่านั้นอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ล้วงลํ้ากํ้าเกินสิทธิเสรีภาพของพี่น้อง ประชาชนคนอื่น คือไม่ทําให้พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครต้องมีปัญหา ไม่สามารถ จะใช้ชีวิตตามปกติได้ รัฐบาลก็จะไม่เข้าไปขัดขวาง ไม่เข้าไปกีดกันแต่ประการใดทั้งสิ้น ถ้าการชุมนุมของผู้ชุมนุมนั้นอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่มาปิดล้อมสภา ไม่มีการปิดล้อม ทําเนียบรัฐบาล ไม่ไปขัดขวางการกระทําหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีหรือข้าราชการ ของรัฐ รัฐบาลก็ยินดีที่จะดูแลให้ผู้ชุมนุมนั้นได้ชุมนุมต่อไปตราบเท่าที่ผู้ชุมนุม มีความประสงค์ จนกระทั่งว่าถ้าคนทั้งประเทศเห็นด้วยกับผู้ชุมนุม นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องก็จบ แต่ถ้าคนทั้งประเทศไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมเหนื่อยล้าก็กลับบ้านไปเอง มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเมื่อใดผู้ชุมนุมได้ปฏิบัติการที่เกินกรอบของกฎหมาย ที่อนุญาตเอาไว้รัฐบาลก็จําเป็นที่จะต้องดําเนินการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเป็นหน้าที่ ของรัฐบาลที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าประเทศไหนในโลกระบอบประชาธิปไตยนั้น ปกครองกันด้วยหลักเหตุผล ปกครองกันด้วยกฎหมาย รัฐบาลก็จะบังคับใช้กฎหมาย ตามที่จะเห็นสมควรต่อไป ผมก็คงจะสามารถเรียนต่อคุณชาดาได้ในข้อแรกเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ