สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๓

ไพจิต ศรีวรขาน พูดถึงกรณีพลตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา ที่เสียชีวิต หลังถูกย้ายออกจากตำแหน่ง และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบต่อกรณีนี้

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องกราบขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับที่ท่านยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีฟังเสียงของผู้ชุมนุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ๑ เสียง ๑๐๐,๐๐๐ เสียง หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เสียง ฟังแล้วเอาใส่สมองนะครับ ท่านประธาน ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าฟังแล้วคิดที่จะดําเนินตามครรลองประชาธิปไตยไหม เพราะผมฟัง ๆ มาดูประหนึ่งว่าพอประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคงแล้วจะพัฒนาไปสู่ การประกาศการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถ้าแบบนี้มันไม่ใช่แนวทาง ที่จะไปทําอย่างอื่นละครับ ท่านประธานครับ ก็คือเตรียมที่จะไปสลายการชุมนุม เมื่อวันก่อนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันกับผมในที่แห่งนี้นะครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบอกว่าไม่มีอาวุธ ทหารที่เข้ามามากมายต้องถือว่าสถานการณ์นี้ สภานี้ศักดิ์สิทธิ์ขออย่าได้ทํา คําพูดท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมติดใจอย่างยิ่งนะครับ ถามว่า พอวันผู้ชุมนุมเขาไปพบที่กรมทหารราบที่ ๑๑ ท่านหนีไปตรวจภัยแล้งไปตรวจอะไร ของท่าน เสร็จแล้วเขาก็มาทําการบริจาคร่วมเลือดของผู้ชุมนุม แล้วก็มีผู้แทนราษฎรเรา แสดงความจริงใจเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อเป็นการประท้วง ท่านพูดอย่างไรครับ เขาสละเลือด ท่านพูดด้วยเสียงที่ผมมองแล้วไม่ได้ให้เกียรติต่อการเรียกร้องโดยสันติ เป็นเลือดของผู้ชุมนุมไม่ใช่ของรัฐบาล ผมฟังแล้วผมสะท้อนใจว่านายกรัฐมนตรีที่มาจาก ระบอบประชาธิปไตยพูดอย่างนี้ได้อย่างไร แทนที่จะมีท่าทีในการที่จะเจรจา ฟังกันว่า จะเรียกร้องอะไรพอที่จะประมาณการไปสู่การพัฒนาตามครรลองประชาธิปไตยได้ไหม พูดอย่างอื่นไม่ได้หรือ ทําไมต้องพูดในเชิงดูหมิ่นไม่ให้เกียรติทิศทางของผู้ที่เป็ น ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผมถามกรณีที่สะท้อนถึงการไร้ คุณธรรม ของท่านนายกรัฐมนตรี หลักการในเรื่องการบริหารตํารวจ กรณีจ่าเพียรมันสุดอัปยศหดหู่ พลตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา กรณีสุดอัปยศเขาขอย้าย เขารบมาในสถานที่ที่เป็น ที่เสี่ยงต่อชีวิต ทั้งครอบครัวครับ ๕๙ ปีที่ใช้ชีวิตทุ่มเทรับราชการทํางาน พี่น้ องตํารวจเขาสะท้ อนความรู้ สึกให้ ฟั งว่าวันนี้เขารับไม่ได้ ต่อวิธีการ ของท่านนายกรัฐมนตรีที่บริหารราชการของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรณี ท่าน พลตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา เหลือปีเดียวเขาขอกลับ กลับไปเพื่อที่จะใช้ชีวิต ให้เรียบง่ายสบาย ๆ อายุ ๕๙ ปี เหลืออีกปี เดียว ๖๐ ปี เขาได้รับการพิจารณา ระดับภาคควรให้เขาย้ายเรียบร้อย เขาก็หวังว่าจะได้ย้าย เพราะผู้บริหารตํารวจก็เห็นว่า เขาได้ทุ่มเททํางาน ผู้บัญชาการภาค ๙ บอกว่ามีชื่อ คนที่สั่งเอาออกมีอยู่ ๒ คน คนที่ ๑ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง คือท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องตอบผม ในสภานี้ คนที่ ๒ ก็คือท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประธานคณะกรรมการตํารวจ ไปเอาเขาออก นี่จากการพูดของนายตํารวจชั้นผู้ใหญ่มาก ๆ ที่ออกสื่อทั้งหลายบอกว่าทางผู้ใหญ่ ไม่สนใจ เขาสนใจแต่เรื่องการซื้อการขายตําแหน่ง ท่านประธานครับ ท่านสมเพียร เอกสมญา ร้องไห้ทั้งนํ้าตา มาร้องขอความเป็นธรรมท่านนายกรัฐมนตรีที่ทําเนียบ ไม่ให้พบ ผมไม่รู้ว่าคิดอย่างไรนะครับ แล้วสะท้อนถึงชีวิตของคนที่ตรากตรําเสี่ยงชีวิต อยู่ทั้งหมด ไม่ให้พบ ไม่สนใจ จ่าเพียรบอกว่า คุณจะไปขอพระราชทานยศ นายพลตํารวจเอกให้ผมตอนตายหรืออย่างไร บอกตรง ๆ หลังเกษียณจากราชการแล้ว ผมอยากนั่งจิบนํ้าชา นินทาเพื่อน แล้วก็กลับไปอยู่กับครอบครัว นี่เป็นการแถลงที่ทําเนียบ สะท้อนถึงความรู้สึกของเขา แล้วที่สุดเขาก็ได้พลตํารวจเอกตอนเสียชีวิต สุดอัปยศนะครับ วันนี้เขาจะได้เหรียญตราติดยศพลตํารวจเอกเมื่อเสียชีวิตแล้ว สิ่งที่ผมสะท้อนใจก็คือ แทนที่เขาจะได้ทําพิธีงานศพที่อําเภอบันนังสตาที่เป็นที่ทํางานมีพี่น้องมีผู้ใต้บังคับบัญชา เยอะแยะหมด ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปเอาหน้า ไปร่วมพิธีรดนํ้าศพ สั่งเขาย้ายศพมาอยู่ที่ จังหวัดสงขลา ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร เพียงแค่จะไปโหนกระแสว่าเป็ นผู้มีเมตตา เป็นผู้ให้เกียรติ ผมถามว่าแบบนี้จะรับผิดชอบกันอย่างไร หรือว่าความเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องรับผิดชอบ อยากทําอะไรก็ทํา เขาเสียชีวิต ขวัญกําลังใจในลักษณะแบบนี้ ถามหน่อยครับท่านรองนายกรัฐมนตรีที่มาตอบแทนตอบโดยสํานึก ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจ ความรู้สึกพวกผม ผมไม่อยากเห็นการซื้อการขายตําแหน่งจนไม่ลืมหูลืมตากัน วันนี้ต้องเอาคนมาแสดงความรับผิดชอบ นักการเมืองเขารับผิดชอบกันอย่างไร ๑. ลาออกจากตําแหน่งที่ตัวเองบริหาร ถ้าเป็นความรับผิดของตนเอง อย่าไปให้คนเล็ก คนน้อยเขาต้องลําบากอึดอัด นี่เขารอ รอความรับผิดชอบทางการเมือง พวกผมก็จะคอย ฟังว่าจะเอาอย่างไร ไม่ใช่ไปแสดงท่าเท่านั้นนะครับ กรณีท่าน พลตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ๒ คนนี้ แหละครับเป็นตัวเหตุทําให้เขาต้องเสียชีวิต มันสะท้อนความเห็นในวุฒิภาวะทางการเมือง ท่านประธานครับ นักการเมืองนี่เขาถือว่าเรื่องการลาออก การยุบสภา ในระบอบ ประชาธิปไตยเป็นเสน่ห์แล้วเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นนักการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย คิดบ้างไหมครับ หรือว่าใครมาบีบคออยู่เดี๋ยวนี้ถึงไม่กล้าคิดที่เป็น เอกลักษณ์ในทางประชาธิปไตย แค่จะเชิญประชุมมาตรา ๑๗๙ จะประชุมไหม ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมหวังว่าท่านมีวุฒิภาวะพอที่จะพูด อะไรได้ ท่านเป็นผู้นําของพรรคชาติไทยพัฒนาในทางที่นําทางการเมืองอยู่ ถามความเห็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีนี่แหละ การยุบสภา การลาออก หรือง่าย ๆ ก็คือมาตรา ๑๗๙ คิดจะทํากันบ้างไหม การมาใช้สภาเพื่อที่จะรับฟังข้อคิดเห็น ถ้ามีความเห็นตรงกันบอกว่า ยุบ ๆ ก็พากันไปละครับ ผมถามเป็นคําถามที่ ๒ ครับท่านประธาน