สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงเรื่องไม่เป็นความจริงในคำตอบของที่ประชุม และหารือเรื่องรัฐบาลที่ยืนยันประชาชนมีสิทธิในการชุมนุม ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมยึดถือหลักการเคารพสิทธิและรัฐธรรมนูญในการดำเนินการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ถามกระทู้ถามสดได้ใช้สิ่งที่ท่านบอกว่า เป็นข้อเท็จจริง หลายประเด็นซึ่งไม่เป็นความจริงนะครับ เพราะฉะนั้นผมจําเป็นจะต้อง ชี้แจงมากกว่าที่จะตอบเฉพาะคําถามที่ท่านถามในตอนท้าย

ประการแรก ผมคิดว่าหลายเรื่องซึ่งท่านพูดนี่พูดกันมาหลายครั้งแล้ว ชี้แจงกันไปหลายครั้งแล้ว แล้วก็ดูจะไม่ให้ความเป็นธรรม แล้วก็ดูจะเป็นการตัดตอน ประวัติศาสตร์อยู่พอสมควร เช่น การพูดถึงการสืบทอดต่าง ๆ ในกองทัพบ้าง อะไรบ้าง ต้องไม่ลืมนะครับว่าปี ๒๕๕๑ ทั้งปีพรรคที่ท่านสังกัดเป็นรัฐบาล ถ้าจะกล่าวหาอย่างนี้ ท่านก็มีส่วนร่วมในการสืบทอดด้วย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นนะครับว่า เวลาเราเสนอข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องเสนอให้ครบถ้วน การดําเนินคดีต่อการกระทํา ความผิดก็มีการดําเนินการ แล้วก็มีการชี้แจงอยู่โดยลําดับ มีการเร่งรัด มีหลักฐานที่พูดถึง ชัดเจน ถามว่าประชาชนมีความเดือดร้อนบ้างไหม ปัญหาเศรษฐกิจมีไหม มีครับ ผมไม่เคยปฏิเสธ แต่ข้อเท็จจริงก็เป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันนะครับว่า ไม่ว่าจะเป็นราคา พืชผล รายได้ของเกษตรกร ภาพรวมของเศรษฐกิจในขณะนี้ ตัวที่เขาวัดออกมาก็ชัดเจน ว่าดีขึ้นกว่าก่อนที่ผมเข้ามา โครงการการประกันรายได้เองมีการไปสํารวจนั้นพบว่า เกือบร้อยละ ๘๐ ของเกษตรกรบอกว่าเป็นโครงการที่ดีกว่าการดําเนินการในแบบเดิม ๆ ส่วนปัญหาค่าเสื่อม ๑๕ เปอร์เซ็นต์นั้น ผมกราบเรียนเรื่องข่าวที่ทําให้ข้าวราคาตกนี่ ผมก็สั่งให้มีการสอบ ตั้งคณะกรรมการกันแล้ว แต่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์นี่ผมเข้าประชุม กขช. ครั้งสุดท้าย สอบถามว่าที่มาของเรื่องนี้เป็นอย่างไรนี่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะไปลดมูลค่าข้าว ในสต็อกที่จะส่งออกครับ เป็นเรื่องของการที่ก่อนหน้านี้มีการบอกว่าจะต้องคิดค่าเสื่อม ราคาของข้าว และเมื่อเสนอเข้ามาแล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ท่านบอกว่าวิธีคิด คํานวณมันไม่น่าจะถูกต้อง ลองไปดูสิว่ามันมีวิธีคิดอย่างไรบ้าง ก็มีการนําเสนอเข้ามา แล้วก็มีบางคนเสนอสูตรเข้ามาเป็นตารางว่า ๑ ปีหักเท่าไร ๒ ปีหักเท่าไร สุดท้ายที่ประชุม ก็บอกว่าอันนี้ก็อาจจะเป็นวิธีคิดวิธีหนึ่ง แต่ไม่ให้เอามาใช้กับเรื่องของการระบายข้าว หรือที่จะไปเกี่ยวข้องกับการที่จะปล่อยข้าวนี้ไปอยู่ในมือของภาคเอกชนหรือผู้ส่งออก ในราคาที่ตํ่า เพราะฉะนั้นท่านก็ควรจะได้เข้าใจในเรื่องนี้ด้วยครับ ถามว่า ความเดือดร้อน ประชาชนมีไหม มีครับ และรัฐบาลก็กําลังมุ่ง แล้วก็เร่งที่จะแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคาพืชผล ไม่ว่าจะเป็นภัยที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในรูปแบบต่าง ๆ การไปพูดโดยใช้ถ้อยคําสั้น ๆ แล้วก็ทําให้เกิดความสับสนก็ทําให้เกิดความเชื่อซึ่งอาจจะ คลาดเคลื่อนไป เช่นการกู้เงินนี่ครับ ปีที่แล้วทั้งปีรัฐบาลก็กู้น้อยกว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณกู้ปี ๒๕๔๕ ครับ และการกู้แต่ละช่วงก็มีความจําเป็นแตกต่างกันไป แล้วก็สามารถ ที่จะบริหารจัดการได้ ขณะนี้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา แล้วก็มีแนวโน้มว่าเราไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องไปกู้เงินมากอย่างที่เคยประกาศไว้ แล้วก็ไม่มีการกระทบกระเทือนถึงเสถียรภาพ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจขณะนี้เมื่อตัวเลขสุดท้ายออกมาสําหรับปีที่แล้วกลับปรากฏว่า เศรษฐกิจไทยนั้นฟื้นตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคครับ

มาบตาพุดเป็นปัญหาไหม เป็นครับ เป็นเพราะว่ารัฐธรรมนูญออกมา ปี ๒๕๕๐ จนถึงต้นปี ๒๕๕๒ นี่ยังไม่ได้มีการดําเนินการอะไรเลยที่จะให้เป็ นไป ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเข้ามาแก้ไขก็โชคไม่ดีเพราะว่าตีความกฎหมายไม่ตรงกับทาง ศาลปกครอง แต่เมื่อศาลปกครองชี้มาเราก็ปฏิบัติแล้วก็แก้ไขอย่างเร่งด่วน แล้วก็ตัวเลข ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน ๒ เดือนแรกนะครับ เมื่อวานผมเพิ่งประชุมคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน ปรากฏว่าประเทศญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนที่มีการเพิ่มการลงทุนมากที่สุด เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าท่านพูดข้อเท็จจริงก็เป็นมุมมองของท่าน รัฐบาล ก็ถือว่าบางเรื่องก็อาจจะมีส่วนจริง บางเรื่องก็มีความคลาดเคลื่อน แต่จะอย่างไรก็ตามครับ ประชาชนจะเดือดร้อนหรือไม่ อย่างไร รัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลที่ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ ในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญครับ การออกกฎหมายความมั่นคงไม่ใช่เรื่องซึ่งเป็นการไป จํากัดสิทธิในการชุมนุม แต่รัฐบาลออกกฎหมายมาเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วย ความเรียบร้อย รัฐบาลนี้ประกาศพื้นที่ความมั่นคงมาแล้วหลายครั้ง ในหลาย ๆ ครั้งนั้น ก็มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครด้วย ก็ชุมนุมได้ ใช้สิทธิได้ ผ่านไป ด้วยความเรียบร้อย นั่นคือเป้ำหมายของรัฐบาลครับ ไม่ได้สับสนระหว่างความเป็นรัฐกับ รัฐบาล ผมเรียนครับว่า ที่บอกว่า ประกาศกฎหมายความมั่นคงแล้ว แล้วก็ไป กระทบกระเทือนเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนครับภาคที่จะกระทบกระเทือนมากที่สุดคือ ภาคการท่องเที่ยว ก็อยากจะกราบเรียนครับว่า สมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้มาพบผม แล้วก็เห็นด้วยกับการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อช่วยในการจัดระเบียบ การชุมนุม และเขาก็อยากไปพบทางพรรคเพื่อไทยด้วย ผู้ชุมนุมด้วย ถึงความห่วงใยที่มี ในเรื่องปัญหาของการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ส่วนกรณีที่ท่านบอกว่า ทางรัฐบาลนั้นคิดหรือหวังที่จะสร้างสถานการณ์ ความรุนแรง แล้วก็นําไปสู่การปราบปราม ไม่จริงครับ แล้วถ้าท่านบอกว่าที่ท่านชอบใช้ คําว่า เป็นลูกผู้ชายพอต้องรับว่าพูดอะไรแล้ว ผมไม่นิยมคําว่า เป็นลูกผู้ชาย ครับ มันกระทบกระเทือนสตรีเขาเอาว่าเราควรจะมีความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะรู้ ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ถ้าผมพูดผมก็บอกว่าพูด แต่ผมไม่ได้พูด และเขาก็เอาคลื่นเสียง มาตรวจสอบแล้วว่าเป็นการตัดต่อ คนทําสิครับรู้อยู่แก่ใจ คนใช้ของเก๊สิครับรู้อยู่แก่ใจ มีความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเพียงพอหรือไม่ ท่านมีสิทธิตรวจสอบแต่เมื่อได้รับคําชี้แจง ได้รับข้อเท็จจริงแล้วก็ควรที่จะยึดถือตามนั้น ผมกราบเรียนครับว่า คณะกรรมการที่จะ เข้ามาดูแลบริหารสถานการณ์ภายใต้กฎหมายความมั่นคงนี้ยึดมั่นตามแนวทางที่ผม ได้กราบเรียนในกระทู้ถามแรกว่า เราเคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญและเมื่อศาลปกครอง ได้กรุณามีคําวินิจฉัยเป็ นบรรทัดฐานว่า อะไรคือการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ อะไรคือ อํานาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราจะยึดถือตามนั้นเพื่อรักษาระบบ

ผมเรียนเป็ นประเด็นสุดท้ายครับ ผมเห็นด้วยกับท่าน คนส่วนใหญ่ ที่เข้ามาไม่ได้มีเจตนาที่จะทําอะไรเกินเลยรัฐธรรมนูญครับ แต่ว่าแกนนําบางคน ท่านตอบผมได้ไหมครับว่า เรียกร้องให้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ คําพูดว่า ถ้าเรามา ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนในกรุงเทพมหานคร มีนํ้ามัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร รับรองว่า กรุงเทพมหานครเป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน นี่คือความสงบหรือเปล่าครับ และนี่คือ กระทบกระเทือนรัฐบาลหรือรัฐครับ ผมก็บอกว่าไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ได้ห่วงรัฐบาล ผมห่วงรัฐ ผมห่วงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและพี่น้องประชาชน ผมห่วงอนาคตของ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมก็จะยึดถือประโยชน์ ของส่วนรวมตรงนี้เป็นหลักในการทําหน้าที่โดยใช้เครื่องมือตามกฎหมาย ตามที่ รัฐธรรมนูญได้อนุญาตให้ผมทําครับ