สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้สื่อสารมวลชน โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรใช้สื่อของรัฐหรือเอกชนในการสร้างความแตกแยกทางการเมือง และเน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างความสามัคคีในบ้านเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบถึงประชาชน และเรียกร้องการรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และยังหารือเรื่องการควบคุมสื่อ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมสื่อไม่ให้นําไปใช้ในการที่ปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย หรือจาบจ้วงสถาบันสูงสุด

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้กํากับดูแลส่วนราชการก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งกํากับดูแลหน่วยงานของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ และดูแลเรื่องงานประชาสัมพันธ์ของรัฐและเป็ นผู้ตอบกระทู้ถามสด ของเพื่อนสมาชิกซึ่งได้ลุกขึ้นสอบถามกระทู้ถามสดในเรื่องของการใช้สื่อของรัฐอย่างที่ได้ ตั้งคําถามไปแล้วนั้น ผมตอบอย่างนี้ว่าเรื่องของสื่อสารมวลชนนั้นเป็นเรื่องซึ่งความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญเองก็มีบทบัญญัติชัดเจนในการรองรับถึงสิทธิและเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ในการนําเสนอข่าวสาร ท่านใช้คําว่า ในยุคสมัยนี้ไม่ควรจะใช้สื่อของรัฐมาสร้าง ความแตกแยกทางการเมือง ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อเอกชน และไม่ว่า จะเป็นยุคไหนก็ตามไม่ควรที่จะเป็นเครื่องมือในการที่มาสร้างความแตกแยกทางการเมือง รัฐบาลยุคปัจจุบันก็มองเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นก็มีบางรัฐบาลที่ใช้สื่อสารมวลชน ในการสร้างความแตกแยกทางการเมืองจนกระทั่งกลายเป็นประเด็นที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ และอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรนี้มาแล้ว คําถามที่ว่าไม่ควรเกิดในยุคสมัยนี้นั้น ความจริงแล้วไม่ควรจะเกิดไม่ว่าในยุคใดทั้งสิ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายชัดเจน ที่ต้องการที่จะสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ดังนั้นไม่ว่าสื่อของรัฐ หรือสื่อเอกชนก็ตาม แม้ว่าด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญจะรองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่จิตสํานึก ของคนที่เป็นสื่อสารมวลชนที่ดีทุกคนเขาก็รู้ว่าการนําเสนอข่าวสารนั้นจะต้องนําไปสู่ การสร้างสาระและปัญญาให้กับสังคมอย่างแท้จริง รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่เคยกระทํา หรือไม่มีนโยบายที่จะใช้สื่อใด ๆ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก ตรงกันข้าม รัฐบาลกลับพยายามที่จะใช้สื่อของรัฐหรือประสานความร่วมมือไปยังฝ่ายต่าง ๆ ให้ดูแล ใน ๒ ส่วน ก็คือ

ประการที่ ๑ เนื้อหาสาระที่นําไปสู่การทําให้เห็นปัญหาที่แท้จริง ของบ้านเมืองว่าแท้จริงแล้วบ้านเมืองเราประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจกระทบถึงปากท้อง ของประชาชนและรัฐบาลรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดูแลแก้ไขอย่างไร นั่นคือ เป้ำหมายหลักที่เราต้องทํา

ประการที่ ๒ ก็คือต้องดูแลควบคุมไม่ให้สื่อใด ๆ ก็ตามที่อ้างตนเป็นสื่อ แล้วนําสื่อเหล่านั้นไปปลุกระดมสร้างความแตกแยกปั่นป่วนวุ่นวายอย่างที่เคยเกิดขึ้น มาแล้วนับตั้งแต่ก่อนเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ความจริงข้อมูลที่ผม มีอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งวิทยุชุมชนที่ท่านพูดถึงมีหลายสถานี แม้กระทั่งในจังหวัดที่ท่าน เป็น ส.ส. อยู่ก็ยังคงมีการดําเนินการในลักษณะเช่นที่ว่านั้น และตํารวจซึ่งเป็นฝ่าย ที่จะต้องไปดําเนินการรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามที่จะไปดําเนินการเพื่อให้อยู่ ในกรอบของข้อกฎหมาย นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า รัฐบาลประสงค์จะเห็นความสามัคคีเรียบร้อยเกิดขึ้นในบ้านเมือง กรณีที่ท่านตั้งคําถามว่า รายการทีนิวส์ของช่อง ๑๑ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดรายการนี้ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองหรืออย่างไร ผมเรียนตอบท่านประธานครับว่า รัฐบาลไม่มีการปล่อยปละละเลยรายการที่ทําให้เกิดความแตกแยกของบ้านเมือง รายการนี้ เป็นรายการที่มีการเช่าเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายการนี้ออกอากาศครั้งแรกประมาณเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๒ ตัวเนื้อหารายการก็มุ่งที่จะนําเอาประเด็นร้อนที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ อยู่ในสังคม แล้วนําเอาข้อเท็จจริงต่าง ๆ นั้นมาตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบ ผมเข้าใจว่า หลายเรื่องอาจจะกระทบกับข้อเท็จจริงบางประการที่เกี่ยวกับตัวบุคคล ซึ่งเกี่ยวพัน กับตัวผู้ถามกระทู้ถาม เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ประเด็นของ เรื่องล้มเจ้าก็ดี ประเด็นของเรื่องคดีต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ประเด็นเรื่องของเขมร ประเด็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีในประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหากับประเทศของเราก็ดี แต่รายการนี้ ก็อยู่ในการจับตาดูแลภายใต้เงื่อนไขสัญญากับทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ตลอดเวลาว่า เป็นรายการที่มีการดําเนินการในลักษณะที่ท่านกล่าวหาหรือไม่ เพราะฉะนั้นเท่าที่เรา ตรวจสอบกันมาถ้าเกิดว่ารายการนี้เป็นรายการที่ไปกระทบสิทธิ ละเมิดสิทธิของผู้ใด ผู้นั้น ก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการที่จะฟ้ องร้องดําเนินคดีได้ แต่แน่นอนครับว่า ข้อเท็จจริงในสังคมนั้นมีหลายด้านครับ อดีตที่ผ่านมาข้อเท็จจริงบางประการ ถูกขบวนการแทรกแซงสื่อของรัฐบาลบางยุคปิดบังข้อมูลเอาไว้ตลอดเวลา ดังนั้นอาจจะมี บางรายการหยิบเอาข้อเท็จจริงขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่สามารถที่จะกระทําได้เช่นเดียวกัน แต่ว่าแน่นอนครับว่าถ้าติดขัดหรือไปผิดเงื่อนไขของสัญญาข้อกฎหมายก็เป็นเรื่องที่สถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจะต้องดําเนินการ ส่วนกรณีที่ท่านพูดถึงการนําเอาคดี ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะมีการยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในรายการนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของผู้ดําเนินการจัดทํา รายการครับว่าจะเป็ นการชี้นําเรื่องของศาลหรือไม่ เพียงแต่ว่าการพูดถึงคดี ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นความจริงต้องยอมรับครับว่าไม่ใช่รายการเดียวที่มีการหยิบยก ขึ้นมาพูด จากนี้ไปก่อนถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คงมีสื่อมวลชนอีกหลายแขนงครับ ที่หยิบยกขึ้นมาพูด และทุกฝ่ายก็ยังมีความรับผิดชอบว่าเป็นการชี้นําหรือละเมิดอํานาจ ศาลหรือไม่ ความจริงประเด็น ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าย้อนกลับไปในยุคนั้นสภานี้ก็เคย หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกัน ข้อเท็จจริงทั้งหลายที่มีการหยิบยกมาในรายการก็เป็นข้อเท็จจริง ที่เคยพูดกันอยู่แล้วในสังคม เพียงแต่มันเงียบไประยะหนึ่ง วันนี้ก็คงมีการหยิบยกขึ้นมา พูดถึง ผมก็เรียนท่านประธานครับว่า รัฐบาลไม่เคยปล่อยปละละเลยและให้สื่อของรัฐไป ดําเนินการมีรายการในลักษณะอย่างที่ท่านว่า เราก็จะควบคุมดูแลตามอํานาจหน้าที่ ของเรา และไม่ใช่ควบคุมเฉพาะสื่อของรัฐเท่านั้น แต่ภายใต้กฎหมายและหน่วยงาน ของรัฐที่มีอยู่ก็ต้องดูแลสื่อทุกชนิดไม่ให้นําไปใช้ในการที่ปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย หรือจาบจ้วงสถาบันสูงสุดอย่างที่เป็นมาแล้วครับ