สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓

ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในจังหวัดพิษณุโลกเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วม โดยมีแผนจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 500,000 ไร่ในลุ่มน้ำน่าน และมีแผนศึกษาและดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมในลุ่มน้ำยม

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตตอบคําถาม ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านที่ได้ กรุณาให้ความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้อง ประชาชนในเขตอําเภอบางระกํา อําเภอเมือง อําเภอบางกระทุ่ม อําเภอเนินมะปราง ซึ่งได้ประสบปัญหาการขาดแคลนนํ้าแล้วก็ถูกนํ้าท่วมตามที่ท่านกรุณาได้กล่าวไป เมื่อสักครู่ ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียนว่า ในเบื้องต้นในจังหวัดพิษณุโลกนั้น ซึ่งเรามีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านไร่นั้น พื้นที่การเกษตรก็มีประมาณ ๒.๗ ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทาน ไม่ว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ โครงการขนาดกลาง โครงการขนาดเล็ก และโครงการก่อสร้ำงสูบนํ้า ด้วยสถานีไฟฟ้ำไปแล้วพื้นที่ประมาณ ๖๕๐,๐๐๐ ไร่ ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่ การเกษตรก็อยู่ที่ประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศ การพัฒนา พื้นที่ชลประทานก็อยู่ที่ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระทรวง เกษตรและสหกรณ์โดยกรมชลประทานมิได้นิ่งนอนใจที่จะแก้ปัญหาการขาดแคลน แหล่งนํ้าในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งด้วยข้อจํากัดผมคิดว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่าในข้อจํากัดในการดําเนินการนั้น ประการแรก ตั้งแต่ในเรื่อง ของบประมาณที่จะมาดําเนินการก่อสร้างก็ดี เพราะฉะนั้นทําให้การพัฒนาแหล่งนํ้าและ การแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้าท่วม เรื่องภัยแล้งก็เป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งกรมโยธาธิการในปัจจุบันนี้อายุ ก็ร้อยกว่าปีแล้วก็เพิ่งทําได้ไป ๒๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองในเรื่องของการพัฒนาแหล่งนํ้า ทีนี้ผมอยากจะให้เห็นภาพในการพัฒนาแหล่งนํ้าในจังหวัดพิษณุโลกอีกสักนิดหนึ่ง ก่อนที่จะตอบคําถามของท่านนะครับว่าในช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๕๙ กรมชลประทานก็ได้ วางแผนไว้ว่าเราจะดําเนินการโครงการแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตลอดจนสถานีสูบนํ้าด้วยไฟฟ้ำ และในการดําเนินการป้ องกันอุทกภัยนั้นก็วางแผนเอาไว้ ว่าสามารถที่จะให้เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ไร่โดยประมาณนะครับ ฉะนั้น ในการพัฒนาแหล่งนํ้าในจังหวัดพิษณุโลกนั้นลุ่มนํ้าหลักที่จะดําเนินการก็คือในเรื่องของ ลุ่มนํ้าน่าน ซึ่งก็เขื่อนนเรศวรตามที่ท่านได้กล่าวมาแล้วว่าเมื่อกี้ได้ดําเนินการก่อสร้างไป บางส่วนแล้วและกําลังจะขยายต่อไป นอกจากนั้นยังมีลุ่มนํ้าสาขาของลุ่มนํ้าน่านอีก ได้แก่ ลุ่มนํ้าแควน้อยก็ดี ลุ่มนํ้าภาคก็ดี ลุ่มนํ้าวังทองก็ดี ลุ่มนํ้าวังชมพูก็ดี ซึ่งก็อยู่ ในแผนการศึกษาและการดําเนินการของกรมชลประทานอยู่นะครับ สําหรับกรณี เขื่อนวังอิทกหรือประตูระบายนํ้าวังอิทกนั้น ผมอนุญาตกราบเรียนว่า ในเรื่องตรงนี้ ก็สืบเนื่องจากที่พี่น้องเกษตรกรในอําเภอบางระกําตามที่ท่านได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ว่า มีความเดือดร้อนก็ร้องเรียนต่อราชการ ซึ่งกรมชลประทานก็ได้ไปพิจารณาในเรื่องของ ลุ่มนํ้ายมที่จะดําเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นระบบ ซึ่งจะเห็นว่าทั้งตอนบนของลุ่มนํ้ายม ในลํานํ้า และตอนล่างก็ได้มีการศึกษา มีช่วงกลางที่กําลังศึกษาอยู่ ที่ขาดแคลนคือ ในลุ่มนํ้าบางระกํานะครับ ทีนี้ผลการศึกษากรมชลประทานได้จ้างบริษัทที่ปรึกษา ในการศึกษา การศึกษานั้นก็พิจารณาในภาพรวมทั้งหมดว่าจุดไหนที่จะเหมาะสม ในการที่จะดําเนินการก่อสร้างประตูระบายนํ้า ซึ่งผลการศึกษาก็มองใน ๓ ด้านนะครับ ทางด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐกิจและสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าจะดูในเรื่องของ ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นข้อมูลก็คงไม่แตกต่างกันเท่าไร ก็ใกล้เคียงกันมาก นะครับ ก็ออกมา ส่วนที่แตกต่างเห็นชัดเจนคือในเรื่องของด้านวิศวกรรม ด้านวิศวกรรม ที่ออกมาในส่วนของวังอิทกนั้น ในคะแนน ๔๐ คะแนนออกมาประมาณ ๓๓ คะแนน ส่วนที่ท่าแหออกมาประมาณ ๔๐ คะแนน ตรงนี้ครับที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นการตัดสินใจ ของบริษัทที่ปรึกษาก็เลยเลือกสร้างที่บ้านท่าแห ตําบลกําแพงดิน อําเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นี่คือขั้นตอนของการศึกษาออกมาในลักษณะเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานก็ยังไม่ได้รับผลการศึกษา ที่บริษัทที่ปรึกษาได้ออกมา ก็สืบเนื่องกันตรงนี้เท่าที่ผมได้รับรายงานในเรื่องของข้อมูล ซึ่งก็ยืนยันว่าผลประโยชน์ของโครงการจะต้องเป็นไปเหมือนเดิม คือตามที่พี่น้องเกษตรกร บ้านวังอิทก บางระกํา ร้องเรียนในเรื่องความเดือดร้อนในการเก็บกักนํ้าในตรงนี้ ส่วนการ จะดําเนินการสร้างเมื่อไร อย่างไรนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชน ต้องให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยจะนํา ข้อมูลทางด้านวิศวกรรมทั้งหมดไปให้พี่น้องประชาชนได้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ผมขอยืนยันว่าจะได้คํานึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นหลักที่จะดําเนินการ ตัดสินใจว่าจะสร้างที่ไหน อย่างไรครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ