สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒

ประเกียรติ นาสิมมา หารือเรื่องการกู้ยืมเงิน 800,000,000 บาท และวิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายนี้ว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม โดยเน้นย้ำว่าเงินกู้นี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ และเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณและการใช้เงินกู้ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริตเชิงนโยบายที่อาจจะเกิดขึ้น

นายประเกียรติ นาสิมมา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่จริงกระผม ได้รับทราบคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ได้มาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าทําไม ศาลรัฐธรรมนูญถึงวินิจฉัยออกมาเช่นนั้น ที่จริงการที่เราเสนอศาลรัฐธรรมนูญไปนั้น นะครับ ก็ด้วยเหตุที่เราเห็นว่าการออกพระราชกําหนดกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เปึนไปในทิศทางที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทีนี้การที่ได้ไปพิจารณาว่าไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้พยานหลักฐานจากการเสนอของฝ์ายรัฐบาล ทีนี้เมื่อหลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออกพระราชกําหนดชอบด้วยรัฐธรรมนูญจึงได้เชิญ ผู้อํานวยการสํานักงานหนี้สาธารณะมาชี้แจง จึงได้ทราบว่าข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รัฐบาล เสนอออกมาเพื่อที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบเปึนข้อเท็จจริงที่เปึนข้อมูลที่ บิดเบือนความจริง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ทราบความจริงจึงได้วินิจฉัยออกมาเช่นนั้น กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าการตรวจสอบความชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของ พระราชกําหนดนั้น มีขั้นตอนหลัก ๆ อยู่ประมาณ ๔ ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ ๑ ก็คือ ครม. ครม. ท่านจะมีหน้าที่ตรวจสอบก่อน

ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพอผ่านเข้ามาท่านสมาชิก รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดเห็นว่าไม่ชอบก็เสนอให้ศาล รัฐธรรมนูญตรวจสอบ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเสร็จแล้ว

ขั้นตอนที่ ๓ ก็คือรัฐสภานี่แหละจะตรวจสอบต่อไป แล้ววันนี้ที่ขอให้ ถ่ายทอดสดก็ไป

ขั้นตอนที่ ๔ คือประชาชนต้องรับทราบ แล้วเพื่อที่จะได้ติดตามตรวจสอบ กันอีกต่อไป

เพราะฉะนั้นการตราพระราชกําหนดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกู้เงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกร่างพระราชบัญญัติที่จะเสนอพรุ่งนี้อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเปึน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่ใช่เรื่องปกติ แล้วเมื่อสักครู่ได้ฟังฝ์ายรัฐบาลบอกว่า ฝ์ายค้านขัดขวางการกู้ยืมเงิน และเปึนประเพณีที่ฝ์ายค้านจะต้องคัดค้านเสมอ ความจริง ฝ์ายค้านมีเหตุผลในการที่จะคัดค้าน และการกู้ยืมเงินครั้งนี้มันเปึนเรื่องผิดปกติ เมื่อครั้งที่ ได้ก่องบประมาณเพิ่มเติม ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่เห็นมี อะไรกระเตื้อง เพราะฉะนั้นการกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้ มันเปึนเงินก้อนมหึมา ที่จะต้องตรวจสอบ ติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่ามันชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ ชอบด้วย กฎหมายหรือเปล่า ซึ่งหลายท่านก็ได้อภิปรายแล้วนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่า ฝ์ายค้านไม่ได้คัดค้าน พอพูดถึงเรื่องในการกู้เงินนี่นะครับ จริง ๆ แล้วการกู้เงินของรัฐ มี ๒ ประเภท

ประเภทที่ ๑ ก็กู้มาในงบประมาณรายจ่าย งบประมาณประจําป้ ซึ่งถ้าหากว่าตั้งงบประมาณไว้แล้วรายได้ไม่พอก็สามารถที่จะกู้เข้ามาเสริมงบประมาณ รายจ่ายประจําป้ได้ นี่คืออันที่ ๑

ส่วนการกู้เงินอันที่ ๒ นั้นก็คือการกู้เงินนอกงบประมาณ การกู้เงิน นอกงบประมาณรายจ่าย ซึ่งตรงนี้ก็เปึนปัญหาที่จะต้องคุยกันมากทีเดียว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการกู้เงินนอกงบประมาณตามพระราชกําหนดและร่างพระราชบัญญัติ รวม ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีมาตรา ๓ ซึ่งกําหนดไว้ทั้งสองพระราชกําหนดและ ร่างพระราชบัญญัติกําหนดไว้เช่นเดียวกันว่าเปึนเงินนอกงบประมาณ

ทีนี้เงินกู้ถามว่าเปึนเงินของแผ่นดินไหม เงินกู้หรือรายได้ของรัฐทุกบาท ทุกสตางค์เปึนเงินของแผ่นดิน เงินของแผ่นดินก็คือเงินของประชาชน ทีนี้การใช้เงินของ ประชาชน คือการใช้เงินของแผ่นดินมีกฎหมายกําหนดไหม มีครับ รัฐธรรมนูญกําหนดว่า การใช้เงินของแผ่นดินจะต้องดําเนินการอย่างไร ต้องเป่ดไปดูที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ มีไว้ชัดเจน ผมจะไม่ลงรายละเอียด แต่ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าสาระสําคัญที่รัฐบาล กู้เงินตามพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้ สาระสําคัญของผมจะต่างจาก สาระสําคัญของท่านรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช ที่แถลงต่อสภาไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ๖ ข้อ ผมจดเอาไว้ สาระสําคัญของผมก็มี ๖ ประการด้วยเหมือนกัน สาระสําคัญการกู้เงินครั้งนี้ นี่นะครับ การกู้เงินครั้งนี้เปึนการออกพระราชกําหนด ซึ่งมันก็แปลกที่ว่าทําไมถึงต้องมา ออกเปึนพระราชกําหนด ทั้ง ๆ ที่เมื่อสักครู่นี้ฟังท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้กราบเรียน ต่อท่านประธานแล้วว่าเงินนี้มันไม่จําเปึนเลยที่จะต้องมาออกเปึนพระราชกําหนดทั้งหมด ออกเปึนพระราชบัญญัติก็ไม่สายเกินไป และถ้าหากว่าจะออกเปึนพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ครั้งที่ ๒ อีก ก็ยังไม่สายจนเกินไปที่จะทําได้ เพราะยังเหลือ เวลาที่จะใช้งบประมาณอีกถึงเดือนกันยายน อันนี้ก็เปึนสาเหตุหนึ่ง ปัญหาก็คือสาระสําคัญ ว่าทําไมถึงออกพระราชกําหนด ซึ่งมันผิดปกติและเปึนตัวเลขที่สูงจนเกินไปนะครับ

อันที่ ๒ เงินที่ได้จากการกู้ยืมเปึนเงินของแผ่นดิน แต่ในพระราชกําหนด บอกว่าไม่ต้องเข้าคลัง ตรงนี้ต้องคิดดูให้ดี ๆ เพราะตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง เงินทุกบาททุกสตางค์ของรัฐของแผ่นดินต้องเข้าคลัง แต่เมื่อกําหนดไว้ว่าเงินทั้งหลาย ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องเข้าคลัง คําถามของประชาชนและคําถามของผมด้วย ในฐานะตัวแทนประชาชน ท่านจะเอาไปเก็บไว้ไหน เก็บไว้ที่ธนาคารพาณิชย์หรือ เพื่อประโยชน์ของใคร อันนี้จะต้องติดตามครับ

อันที่ ๓ คือการได้มาซึ่งเงินของแผ่นดิน ซึ่งผมได้กล่าวไปบ้างแล้วนะครับ เงินของแผ่นดินอันแรกก็คือได้มาโดยไม่มีเงื่อนไข เช่น เงินภาษี อย่างนี้ได้มาโดยไม่มี เงื่อนไข อันที่ ๒ ก็คือได้มาโดยมีเงื่อนไข เช่น เงินกู้ มีภาระนะครับ

อันที่ ๔ ก็คือ เงินกู้ของรัฐที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ก็มาชดเชยเงินที่ขาดดุลงบประมาณ อันที่ ๒ ก็คือใช้ นอกงบประมาณ ซึ่งการใช้เงินนอกงบประมาณในพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะมีบัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๒ และ มาตรา ๒๓ การกู้เงินนอกงบประมาณนี่นะครับ จริง ๆ แล้ว ในมาตรา ๒๒ เขียนว่า การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้กระทําได้เมื่อมีความ จําเปึนและต้องการใช้เงินนอกงบประมาณรายจ่ายประจําป้ และต้องเปึนการกู้เงินตรา ต่างประเทศ รัฐบาลชี้แจงเหตุผลขอกู้เงินนี้ก็เพื่อที่จะเอามาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็กู้เงินบาท ถามว่าสามารถจะกู้ได้ไหม มันก็มีกฎหมายเหมือนกันนะครับ กฎหมายก็บอกว่า การกู้เงินในประเทศจะต้องมีสภาพ สถานะเอื้ออํานวยและเปึนประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการเงิน การคลัง และตลาดทุน ของประเทศ ถามว่าขณะนี้เงื่อนไขของประเทศนี่มันเข้าอย่างนั้นหรือไม่ ทีนี้การพัฒนา ระบบทุนของประเทศ แน่นอนตลาดทุนกับตลาดธนาคารคงจะแตกต่างกัน ผมจะไม่ลง รายละเอียดตรงนั้น แต่ผมว่าการกู้เงินครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะดังที่ผมกราบเรียนไป

สาระสําคัญอันต่อไปนะครับ วิธีการใช้งบประมาณกับการใช้เงินกู้ ตรงนี้ สําคัญ ซึ่งผมจะลงรายละเอียดบ้างเล็กน้อย และ

อันที่ ๔ สุดท้ายผมอยากจะสรุปนะครับ ผมอยากจะขอพูดในเรื่องข้อที่ ๕ สาระสําคัญที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธาน คือการใช้เงินกู้ครั้งนี้ ในพระราชกําหนดเขียน ไว้ชัดเจนว่า เปึนเงินนอกงบประมาณ อํานาจการใช้จ่ายอยู่ที่คณะรัฐมนตรี อํานาจในการ กําหนดโครงการและการพิจารณาโครงการอยู่ในอํานาจของคณะรัฐมนตรีผู้ใช้เงิน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรงนี้สําคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้จ่าย งบประมาณของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณแล้ว ซึ่งมันเปึนกฎหมาย โครงการทุกอย่าง รายจ่ายทุกอย่าง เงินทุกก้อนเปึนกฎหมายทั้งสิ้น หากใครก็ตามทําผิด งบประมาณรายจ่ายแผ่นดินจะต้องติดคุกนะครับ แต่กรณีที่จะ ใช้จ่ายเงินตามพระราชกําหนดเงินกู้จะใช้ถูกใช้ผิดอย่างไรถ้า ครม. อนุมัติก็ถือว่าใช้ได้ ความโปร่งใสมีไหม อันนี้คือสําคัญ แต่สําคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือการโยกงบประมาณ ถ้าเปึนงบประมาณปกติแล้วการโยกงบประมาณจะกระทํามิได้นะครับ จะต้องเปึนไปตาม กฎหมายการโอนงบประมาณใช้จ่ายเท่านั้น แต่การโยกงบประมาณ การโยกเงินกู้ที่ใช้ใน โครงการนี้แล้วเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ จะเอาไปใช้ในโครงการต่อไป ไม่ใช่อํานาจ ที่จะต้องมาดําเนินการตามการโอนงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณ แต่เปึน คณะรัฐมนตรีซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ตรงนี้การทุจริตจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็จะต้องติดตาม เพราะฉะนั้นเงินงบประมาณรายจ่ายประจําป้ซึ่งต้องออกเปึนพระราชบัญญัติ มีความ เคร่งครัดในวินัยการเงินการคลัง มีความเคร่งครัดในการที่จะใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ที่ประชาชนไว้ใจและให้ดําเนินการอย่างนั้นมาโดยตลอด ส่วนรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ วันนี้ท่านขอใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อพัฒนา ประเทศนอกงบประมาณ อํานาจการใช้จ่ายเปึนอํานาจของท่าน อํานาจการตัดสินโยก งบประมาณเปึนอํานาจของท่าน ซึ่งตรงนี้ละครับจึงนําไปสู่ข้อสรุปที่ผมอยากจะขอสรุปว่า การดําเนินการของรัฐบาลครั้งนี้ในการกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามพระราชกําหนดนี้ มีเจตนาชัดเจนที่จะหลีกเลี่ยงในการกู้เงินจากต่างประเทศ เพราะตามพระราชบัญญัติ บริหารหนี้สาธารณะเงินที่จะใช้จ่ายนอกงบประมาณต้องกู้เปึนเงินตราต่างประเทศ แต่ท่านเลี่ยงมาออกพระราชกําหนดเพื่อให้พระราชกําหนดไปยกเว้นพระราชบัญญัติหนี้ บริหารหนี้สาธารณะ การหลีกเลี่ยงเช่นนี้เปึนการหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญที่ เปึนปัญหาที่สุดก็คือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งจะต้องขออนุญาตรัฐสภาเสียก่อนจึงจะดําเนินการได้ และการหลีกเลี่ยงอันที่ ๒ ก็คือ การหลีกเลี่ยงการโยกย้ายงบประมาณซึ่งจะต้องทําตาม พระราชบัญญัติวิธีโอนงบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาล ในการกู้เงินครั้งนี้จึงมีนัยสําคัญที่กระผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ประชาชนผู้ที่ตั้งตาคอยฟังเรื่องนี้อยู่ทางบ้านนะครับ การกู้เงินครั้งนี้มีนัยสําคัญอยู่ ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ คือนัยทางการเมือง นัยทางการเมืองทําอย่างไรรู้ไหมครับ ถ้าเอาเงินก้อน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบวกอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเปึน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ไปไว้ในงบประมาณปกติ กระผมเชื่อว่ารัฐบาลนี่คุมพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงเอางบประมาณก้อนนี้เอาเงินก้อนนี้ที่กู้ยืมมานี่มาอยู่นอกงบประมาณเสียเพื่อที่จะจัด โครงการหลอกหรือไม่หลอกก็ไม่รู้ จะจัดจริงให้มันเปึนไปตามนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ และจะโยกภายหลังหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเห็นตอนนี้กระทรวง คมนาคม กระทรวงอื่น ๆ ที่มีรายละเอียดในงบประมาณนี้มีงบประมาณมากเลยครับ ดึงใจพรรคร่วมฝ์ายค้านได้แล้ว แต่เมื่อผ่านสภานี้ไปแล้วนี่นะครับ รัฐบาลจะโยกจะย้าย งบประมาณก้อนนี้ไปใช้อย่างอื่น การตรวจสอบ ตรวจสอบไม่ได้ครับ เพราะเปึนอํานาจ ของ ครม. ตรงนี้แหละเปึนนัยทางการเมืองซึ่งมีความสําคัญ

ประการที่ ๒ คือนัยทางผลประโยชน์ เงินก้อนนี้เปึนเงินของแผ่นดิน ซึ่งตาม กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังแล้วนี่เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะต้องเข้าคลังแผ่นดินต้องเข้าคลังของประเทศเพราะเปึนเงิน ของประชาชน แต่ตอนนี้จะเก็บไว้นอกคลัง นอกคลังมีที่ไหนครับ ก็มีธนาคารพาณิชย์ มีธนาคารอื่น ๆ ซึ่งตรงนั้นจะมีผลประโยชน์ในเรื่องการจัดการเอาเงินไปฝาก อาจจะได้ ผลประโยชน์ตอบแทนจากธนาคาร ธนาคารพาณิชย์ก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจาก การจัดการของรัฐบาล ตรงนี้เปึนผลประโยชน์ เปึนนัยทางผลประโยชน์ จะเปึน ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่กระผมเชื่อและกระผมขอยืนยันว่าเรื่องนี้จะมีผลประโยชน์ ทับซ้อนในเชิงนโยบาย

ประการที่ ๓ เปึนนัยการตรวจสอบ เปึนนัยทางทุจริต เรื่องนี้กระผมขอ กราบเรียนเลยว่าเปึนเรื่องที่จะนําไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนและเปึนเรื่องที่จะนําไปสู่การ ทุจริตเชิงนโยบายรอบใหม่ ซึ่งเราทั้งหลายได้พูดกันเสมอว่าผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตเชิงนโยบายนี้ต้องขจัด แต่นวัตกรรมความคิดของรัฐบาลนี้ไม่ทราบคิดจากอะไร ถึงได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และกระผมขอยืนยันว่าโครงการที่รัฐบาลบอกว่าจะให้ ประเทศไทยเข้มแข็งด้วยเศรษฐกิจที่จะนําเงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปลง ผมฟันธงได้เลยครับว่า คนไทยไม่มีโอกาสได้เข้มแข็ง แต่ความเข้มแข็งอาจจะไปอยู่ที่กลุ่ม บุคคล กลุ่มพรรคการเมือง คนไทยทั้งชาติ ทั้งประเทศ สิ่งที่จะได้รับต่อไปใน ๓ ป้ข้างหน้า นี้ ถึงป้ ๒๕๕๕ นี้ นอกจากความไม่เข้มแข็งแล้ว ยังจะต้องเอากระดูกแขวนคอ เนื้อก็ไม่ได้ กิน หนังก็ไม่ได้รองนั่ง แต่ต้องมาใช้หนี้ที่รัฐบาลนี้ก่อ ผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการ ออกพระราชกําหนดกู้เงินครั้งนี้ และผมขอเติมสุดท้ายนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้พูดถึงหนี้ สาธารณะกับ จีดีพี