วรรณรัตน ชาญนุกูล ชี้แจงค่าการตลาดน้ำมัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒

วรรณรัตน ชาญนุกูล ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นที่สมาชิกฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีค่าการตลาดน้ำมันและเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้น โดยยืนยันว่ามีค่าการตลาดมาทุกยุคสมัย และอธิบายว่ากระทรวงพลังงานดูแลให้ค่าการตลาดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมประมาณลิตรละ 1.50 ถึงไม่เกิน 2 บาท พร้อมชี้ให้เห็นสถิติเปรียบเทียบระหว่างปี 2551 และ 2552 ที่แสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยต่อลิตรเท่ากันและยืนยันว่าการที่ผู้พูดคนอื่นระบุว่าแพงมากนั้นไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังอภิปรายเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่ซับซ้อนและเสนอว่าควรคงไว้ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพราคาเพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชน

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาสภาสักเล็กน้อยนะครับ เพื่อที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงบางประการ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมานั้นมีท่านสมาชิกซีกฝ์ายค้านบางท่านได้กล่าวข้อความอันเปึนเท็จ ต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเกรงว่าสภาแห่งนี้อาจจะเข้าใจผิด รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ทั่วประเทศจะเกิดความเข้าใจผิดได้นะครับ เริ่มต้นขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่าน ส.ส.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ท่านกล่าวว่า สมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เปึนนายกรัฐมนตรี การค้าน้ํามันไม่มีค่าการตลาด

ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าหลังจากที่รัฐบาลได้ขึ้นภาษีสรรพสามิต ๒ บาท ซึ่งมีผลวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้นแล้ว วันที่ ๑๕ กรกฎาคมป้นี้ ก็มีการเก็บเงิน เข้ากองทุนเพิ่มขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เปึนความเท็จทั้งสิ้น ผมไม่ทราบว่า ท่านเอามากล่าวได้อย่างไร เรื่องค่าการตลาดในการทําธุรกิจค้าน้ํามันนั้นก็ทราบกันดี อยู่แล้วว่ามันมีมาทุกยุคทุกสมัย รวมทั้งสมัยรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช ด้วย ความจริง ไม่เพียงแต่การค้าน้ํามันในประเทศไทยเท่านั้นครับ การค้าทั่วโลกก็มีค่าการตลาดทั้งสิ้น ซึ่งก็เปึนเรื่องธรรมดาของการทําธุรกิจก็ยอมมีค่าการตลาด การทําธุรกิจก็หวังผลตอบแทน ก็เปึนธรรมดา

เรื่องข้อที่ ๒ เรื่องค่าการตลาดนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่ามันจะสูงต่ําเพียงใด มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานนั้นก็พยายามที่จะดูแล ให้ค่าการตลาดของการค้าน้ํามันนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเกณฑ์ที่เหมาะสม ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นมันก็ควรจะอยู่ประมาณลิตรละ ๑.๕๐ บาท ถึงไม่เกิน ๒ บาท เปึนราคาที่คิดว่าอยู่ในช่วงที่เหมาะสม

ประการที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าหลังขึ้นภาษีสรรพสามิต ๒ บาทต่อลิตร วันที่๑๔ พฤษภาคมแล้ว วันที่ ๑๕ กรกฎาคมที่ผ่านมามีการเพิ่มอัตราการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ต้องขอเรียนว่าไม่เปึนความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น ตั้งแต่ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ เปึนต้นมาถึงปัจจุบัน การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ยังคงอัตราเดิมทุกประการไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งอัตราการเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์ พลังงาน จนกระทั่งมาถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคมเดือนนี้ ตามที่ได้มีการปรับลดราคาภาษี สรรพสามิตและตามที่ได้ปรับลดกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงานของ น้ํามันไบโอดีเซล บี ๒ และไบโอดีเซล บี ๕ เท่านั้นที่มีการปรับลดอัตราการจะเก็บเข้า กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงของ บี ๒ ลิตรละ ๑.๑๗ บาท และปรับลดกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ของ บี ๒ ลิตรละ ๗๐ สตางค์ ส่วนน้ํามันเบนซิน ๙๕ และ ๙๑ นั้นเราได้ปรับลดการเก็บเงิน เข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน แล้วโยกมาไว้ที่กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ทําให้ราคาน้ํามันเบนซิน ทั้ง ๒ ชนิดนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดทั้งสิ้น นี่คือข้อเท็จจริงท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ซึ่งเปึนวันแรกที่มีผลบังคับใช้ของการขึ้นภาษี สรรพสามิตนั้น ราคาน้ํามันทุกชนิดระหว่างวันที่ ๑๓ พฤษภาคม กับวันที่ ๑๔ พฤษภาคมนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากว่าเราได้นําเงินกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง มาชดเชยการขึ้นภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลังวันละ ๑๘๐ ล้านบาท ถ้าคิดเปึนเดือนก็เดือนละ ๕,๔๐๐ ล้านบาท การที่มีการปรับขึ้นราคาน้ํามันในบางช่วง ก็เปึนการปรับขึ้นราคาน้ํามันขายปลีกตามกลไกตลาดโลกที่มีการปรับขึ้นราคาน้ํามัน ซึ่งในช่วงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึงวันที่๓๐ กรกฎาคม มีการปรับขึ้นราคาน้ํามัน ๙ ครั้ง มีการปรับลดราคาน้ํามันอยู่ ๒-๓ ครั้ง เราได้ใช้เงินกองทุนไปทั้งสิ้น ๘,๙๒๔ ล้านบาท ในการชดเชยภาษีสรรพสามิตน้ํามัน จนทําให้การเปลี่ยนผ่านเปึนไปอย่างเรียบร้อย วันที่ ๓๐ กรกฎาคมเปึนวันสุดท้ายที่เราได้ชดเชยภาษีน้ํามัน วันที่ ๓๑ กรกฎาคม เปึนวันแรกที่เราหมดภาระ จะเห็นได้ว่าราคาน้ํามันทุกชนิดในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม และวันที่ ๓๑ กรกฎาคมเท่ากันทุกประการไม่เปลี่ยนแปลง นี่ก็เปึนผลจากการที่เราได้ใช้ กลไกกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยภาษีสรรพสามิตน้ํามันในช่วงระยะ ๒ เดือนครึ่ง ที่ผ่านมา

ท่านที่ ๒ ขออภัยที่เอ่ยนามอีกครั้งหนึ่ง ท่านประเกียรติ ท่านบอกว่า ค่าการตลาดน้ํามันสูงมากในรัฐบาลนี้ถึงลิตรละ ๒.๓๐ บาท ผมอยากจะเรียนว่าการที่เราจะดูค่าการตลาดน้ํามันนั้นเราไม่สามารถดูได้วันหนึ่งวันใด วันเดียวไม่ได้ เพราะค่าการตลาดนั้นผันแปรขึ้นลงตลอดเวลา เช่นเดียวกับค่าขายปลีก น้ํามันมันก็ขึ้นลงทุกวันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะดูค่าการตลาดเราต้องดูค่าเฉลี่ย ทั้งเดือนหรือทั้งป้ ท่านบอกว่าค่าการตลาดสูง ๒.๓๐ บาท ผมอยากจะเอาสถิติให้ท่านดูว่า ในป้ ๒๕๕๑ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ค่าการตลาดต่ําสุดเดือนมกราคมประมาณ ๑.๔๖ บาท สูงสุดในเดือนตุลาคมป้ ๒๕๕๑ ๓.๘๕ บาท ๓.๘๕ บาทครับ ถ้าเฉลี่ยแล้ว ทั้งป้ ๒๕๕๑ สมัยรัฐบาลสมัคร ค่าการตลาดเฉลี่ย ๑.๖๓ บาทต่อลิตร แต่ถ้ามาดู ค่าการตลาด ป้ ๒๕๕๒ นี้สมัยรัฐบาลนี้นะครับ ต่ําสุด ๑๙ สิงหาคม ๑.๓๒ บาทต่อลิตร สูงสุดในเดือนเมษายนป้ ๒๕๕๒ ๑.๙๕ บาทต่อลิตร เฉลี่ยแล้วทั้งป้ตั้งแต่ต้นมกราคม ถึงเดือนสิงหาคมปัจจุบันนี้ค่าการตลาดเฉลี่ย ๑.๖๒ บาทต่อลิตร เท่ากับป้ที่แล้ว ทุกประการไม่ได้แตกต่างกันเลยนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านบอกว่าค่าการตลาดของ น้ํามันนั้นแพงมากในสมัยนี้ไม่เปึนความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ท่านที่ ๓ ท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ขออภัยที่เอ่ยนามอีกครั้ง ท่านบอกว่า โครงสร้างราคาน้ํามันนั้นมีหลายขั้นตอนเหลือเกินยุบยับ ภาษีแวทก็ ๒ รอบ ค่าการตลาด ๒ รอบ ภาษีมหาดไทย ภาษีสรรพสามิต กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยุบยับไปหมด ๑๒ รายการ เมื่อกี้ท่านจุติก็กล่าวไปแล้วว่าโครงสร้างราคาน้ํามันที่ใช้อยู่ในขณะนี้นั้น ใช้มาตั้งแต่ ป้ ๒๕๓๕ สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน รวมทั้งสมัยสมัคร สุนทรเวช ก็ใช้โครงสร้างนี้ ถ้าท่านเห็นว่าโครงสร้างนี้ไม่เหมาะสมทําไมไม่แก้สมัยท่านสมัครเสียล่ะ แล้วปล่อยไว้ทําไม แต่ความเห็นของผมแล้วว่าโครงสร้างขณะนี้ยังมีความเหมาะสม จําเปึนอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลายคนชอบพูดกันเหลือเกินว่าทําไมต้องมีกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง ทําไมต้องมีกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ขอเรียนว่าการมีกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิงก็ดี กองทุนอนุรักษ์พลังงานก็ดีนั้นมันเกิดขึ้นตามกฎหมายเปึนผลของ กฎหมายตาม พ.ร.บ. ควบคุมราคาน้ํามันเชื้อเพลิงและ พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนั้นเปึนกลไก ในการที่จะสร้างเสถียรภาพของราคาน้ํามัน โดยเฉพาะในเวลาที่น้ํามันมีความผันผวน มีการปรับขึ้นทันทีทันใดในราคาที่สูงมากผิดปกติ เราจําเปึนต้องเอาเงินกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิงนั้นไปชดเชยราคาน้ํามันเปึนการชั่วคราว เพื่อไม่ให้มีผลกระทบทางด้าน เศรษฐกิจ มิฉะนั้นอาจจะมีการขึ้นราคาสินค้าตามมา อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ พี่น้องประชาชน เมื่อเวลาน้ํามันลงแล้วสินค้าอาจจะไม่ลดลงอาจจะเกิดปัญหา เราจําเปึนต้องมีเครื่องมือในการที่จะไปสร้างเสถียรภาพของราคาน้ํามันนี่คือเหตุผลหนึ่ง

เหตุผลที่ ๒ นั้นเราจําเปึนต้องใช้กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไปส่งเสริมการใช้ พลังงานทดแทน เราทราบดีอยู่แล้วว่าน้ํามันที่ใช้อยู่ทุกวันนี้นั้นคือน้ํามัน ฟอสซิล ฟูเอล (Fossil Fuel) นั้น หรือน้ํามันธรรมชาติปัจจุบันนั้น มันจะหมดไปอีกไม่กี่ป้ข้างหน้า อีก ๓๐-๔๐ ป้ก็หมดไปแล้ว เราจะอยู่กันได้อย่างไรถ้าเราไม่พึ่งพาพลังงานทดแทน เพราะฉะนั้นเราต้องส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เราใช้กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงเปึนกลไก ในการส่งเสริมมีการใช้น้ํามันพลังงานทดแทน อย่างเช่น บี ๕ เราไม่ได้เก็บเข้ากองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง นอกจากไม่เก็บแล้วเรายังส่งชดเชย เราซับซิดีลิตรละ ๘๑ สตางค์ในขณะนี้ อี ๒๐ ก็เหมือนกันไม่ได้เก็บชดเชย อี ๘๕ ก็ชดเชย เราเก็บเฉพาะ อี ๑๐ เท่านั้น กับเบนซินธรรมดากับ บี ๒ บี ๒ ลดลงแล้วเหลือลิตรละ ๕๓ สตางค์เท่านั้น อย่างนี้เปึนต้น กองทุนอนุรักษ์พลังงานก็เช่นเดียวกันเราเก็บจากน้ํามันทุกชนิดลิตรละ ๒๕ สตางค์ เพื่อเอาไปใช้ในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน การประหยัดพลังงานในหลายวิธีการ ยกตัวอย่างเช่น เราเอาไปเปึนเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการทั้งหลายที่มี ความประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยน เครื่องจักรจากชนิดดั้งเดิมที่กินพลังงานมาเปึนชนิดที่ ประหยัดพลังงาน เราก็ตั้งเปึนกองทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ําไม่เกินร้อยละ ๔ ในช่วงที่ผ่านมาป้ที่แล้วมีผู้ประกอบการกู้เงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนนี้ไปถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเปึนประโยชน์ต่อท่านผู้ประกอบการและประเทศชาติโดยรวม ในการที่เรา ได้ประหยัดพลังงาน เราก็สามารถที่จะลดปริมาณการผลิตกระแสไฟฟัาได้ ลดการลงทุน ของรัฐบาลในการสร้างโรงไฟฟัาเหล่านี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นผมก็เห็นว่าในขณะนี้ยังมี ความจําเปึนที่จะต้องมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ตัวอย่าง เห็นชัดเจนอีกอันหนึ่งก็คือมาตรการ ๕ มาตรการที่รัฐบาลได้ดําเนินการมาเพื่อจะลดภาระ ค่าครองชีพ ลดภาระผลกระทบจากราคาพลังงาน จาก ๕ มาตรการด้วยการลดราคา เบนซินลงลิตรละ ๒ บาท บี ๒ บี ๕ ลงอีก ๔๐ สตางค์ เราก็อาศัยกลไกกองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิงไปใช้ประโยชน์ การที่เราตรึงราคาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี เราก็ใช้กองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิงเข้ามาแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนในภาวะที่พี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อน เราตรึงราคาก๊าซ เอ็นจีวี ในภาคขนส่งก็เช่นเดียวกัน เราก็ใช้กลไกกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนั้นเราไม่ได้เก็บไว้เฉย ๆ เราเก็บไว้เพื่อจะแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ไว้แก้ปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างที่เราทํา อยู่เวลานี้ เวลานี้เรามีเงินกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เดิมที รายได้เข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงประมาณเดือนละ ๓,๑๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวนี้พอเอามาใช้ บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรามีเงินเก็บเข้าประมาณเดือนละ ๕๐๐ ล้านบาทเศษเท่านั้น ท่านจะเห็นนะครับว่า ถ้าเราไม่มีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง เราจะมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ภาวะฉุกเฉิน ในกรณีที่มีน้ํามันขึ้นราคา ผันผวนโดยทันทีทันใด เราสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลว่าทําไม เราต้องคงรักษากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ และคงจะต้องมีกองทุนอนุรักษ์พลังงานไว้ อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในวันข้างหน้า ถ้าไม่มีความจําเปึนที่จะต้องมี กองทุนทั้งสอง เราก็สามารถที่จะแก้ไขได้ อาจจะยกเลิกได้ถ้าไม่มีความจําเปึน ถ้าหมด ความจําเปึน ก็ขอเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติได้ทราบและพี่น้องประชาชนทราบด้วยว่านี่คือ เหตุผลความจําเปึนว่าทําไมเราต้องมีโครงสร้างน้ํามันเปึนแบบนี้ ขอบคุณมากครับ