สุทัศน์ เงินหมื่น เสนอการคงร่างเดิมของมาตรา 3 โดยไม่แก้ไขหรือเพิ่มเติม โดยอ้างถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และเสนอให้ตัดคำว่า "กฎหมาย" และ "ข้อพิพาท" ออกไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้สงวน ความเห็นในมาตรา ๓ ไว้ กล่าวคือคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขคําจํากัดความ ในมาตรา ๓ ในเรื่องคําว่า คดี เปลี่ยนเปึนคําว่า เรื่องพิจารณา และได้มีการเพิ่มเติม ในเรื่องการนั่งพิจารณาคดี โดยเพิ่มข้อความว่า วินิจฉัยชี้ขาดของศาลหรือตุลาการ โดยจะ ออกนั่งบัลลังก์หรือไม่ก็ตาม รวมทั้งได้มีการเพิ่มข้อความคําจํากัดความคําว่า ข้อพิพาท หมายความว่า ข้อขัดแย้ง ข้อโต้แย้ง หรือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และหมายความรวมถึงข้อขัดแย้งอันเปึนปฏิปักษ์ต่อกัน กระผมเสนอความเห็นขอคง ตามร่างเดิม กล่าวคือ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้คําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา นั้น ขอแก้กลับไปเปึนร่างเดิมคือมีคําว่า คดี เหมือนเดิม ทุกแห่งที่มีคําว่า คดี และขอตัด ข้อความคําว่า ข้อพิพาท ออก ให้คงร่างเดิม โดยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
ท่านประธานครับศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนหนึ่งในองค์กรของศาลยุติธรรม ซึ่งจะมีบัญญัติไว้ในหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล ส่วนที่ ๑ กล่าวคือจะบัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๙๗ ถึงมาตรา ๒๒๘ ศาลรัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๔ ศาลยุติธรรมจะบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๘ ศาลปกครองจะบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๓ ส่วนศาลทหารจะบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๘ แต่ละศาลนั้นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จะมีบทบัญญัติทํานองเดียวกันว่ามีอํานาจในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งคําว่า คดี นั้น เปึนคําสามัญที่ใช้อยู่ทั่วไปในองค์กรศาลและองค์กรศาลก็เปึนองค์กรที่พิจารณา พิพากษาอรรถคดีเพื่อยุติข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งทั้งปวง ซึ่งอํานาจดังกล่าวนั้นก็เปึน อํานาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และในรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวนั้น มาตรา ๓ ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้อํานาจทางศาล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเองก็เปึนองค์กรตุลาการหนึ่งในบรรดาศาลทั้งปวง คําว่า คดี นี้จะได้มี การบัญญัติไว้ในระดับที่เปึนกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความของกฎหมายทั้งปวง ที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความ ไม่ว่าจะเปึนวิธีพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งจะมีอยู่ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและศาลปกครองซึ่งก็จะมีอยู่ในพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นเพื่อที่จะไม่ให้ เกิดความสับสนแก่ผู้ใช้กฎหมาย และผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง คําว่า คดี ได้ใช้มาตลอดเวลา และเปึนความหมายที่อยู่ในการพิจารณาของศาลทั้งปวง จึงขอให้คงคําว่า คดีไว้ ไม่เห็นชอบด้วยในการที่กรรมาธิการเสียงข้างมากมาแก้เปึนคําว่า เรื่องพิจารณา
เหตุผลที่ ๒ ที่กระผมได้มีความเห็นอีกประการหนึ่งก็คือ กฎหมาย ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มคําว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ลงไปใน คําจํากัดความของคําว่า กระบวนพิจารณา กระผมขอตัดคํานั้นออก โดยให้ใช้ร่างเดิม โดยให้มีความว่า ตลอดจนการปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เหมือนร่างเดิมคงไว้ โดยเหตุผลว่าในอนาคตนั้นเราก็ไม่ทราบว่าจะมีกฎหมายอื่น ตราขึ้นมาโดยรัฐสภาให้องค์กรใดก็ตามอาจจะสามารถเสนอ หรือยื่นคําร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือซึ่งมีบทบัญญัติในมาตรา ๒๑๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อาจจะต้องนํามาเสนอต่อศาลได้ เพราะฉะนั้นหากเว้นคําว่า กฎหมาย ไว้กว้าง ๆ ก็จะสามารถทําให้นําเรื่องดังกล่าว มาเสนอต่อศาลได้ไม่ต้องมาพิจารณาหรือแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ อีกส่วนเหตุผลที่ผมขอตัดคําจํากัดความที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มคําว่า ข้อพิพาท ลงไปนั้น ทั้งนี้เพราะว่ากระผมอยากจะให้เปึนข้อความเดิมคือตัดออกทั้งหมดที่เพิ่ม เข้ามา ทั้งนี้โดยเหตุผลว่า ถ้อยความดังกล่าวนั้นเปึนถ้อยความที่มีความหมายกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมายความรวมถึงข้อขัดแย้งอันเปึนปฏิปักษ์ต่อกันทางการเมือง ซึ่งการตีความความหมายของคําว่า เปึนปฏิปักษ์ต่อกันทางการเมือง นั้น ยังมีลักษณะ ไม่ชัดเจน อีกทั้งบทนิยามดังกล่าวนั้นไม่ได้กําหนดระยะเวลาของการมีข้อพิพาทไว้ ถ้าเขียนไว้กว้าง ๆ ดังที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนไว้แล้วนั้นก็จะทําให้เกิด ความสงสัยว่า ต่อไปในระยะเวลานานถ้ามีเหตุแห่งการคัดค้านเกิดขึ้นแล้วก็จะสามารถนํา คดีนี้มาได้ ซึ่งไม่ได้กําหนดระยะเวลาแน่นอน จึงขอตัดที่เพิ่มมาและขอกลับไปร่างเดิมดังที่ กราบเรียนมาแล้วครับ