สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เสนอแนะให้เพิ่มงบประมาณในการพัฒนาการอาชีวศึกษาให้ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจ โดยเน้นการปรับปรุงการศึกษาทางอาชีพ เช่น การเรียนการสอนและอุปกรณ์การเรียน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศไทย

นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ที่มีหน้าที่ กํากับดูแลสํานักงานการอาชีวศึกษา ดิฉันเองได้ทราบว่ามีการพูดคุยถึงงบประมาณ ที่ใช้ในกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการที่ดูแล กํากับสํานักงาน การอาชีวศึกษา ปัจจุบันนี้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับ จะเปึนงบประมาณที่เราต้องการที่จะกระจายการเรียนการสอน เปึนงบประมาณที่จะให้ ขีดความสามารถของการเรียนการสอนของนักเรียนแล้วก็ของบุคลากรการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในฐานะในปัจจุบันนี้ประเทศไทยในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การศึกษาทางด้านอาชีพไม่ได้มีการลงทุนหรือมีการที่จะ ดูแลเอาใจใส่มานานเกือบ ๑๐ ป้แล้ว ในขณะที่อุตสาหกรรมแล้วก็เศรษฐกิจโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมโดยทั่วไป แล้วก็เศรษฐกิจในการท่องเที่ยวได้มีการ ขยายเติบโตเกิดขึ้นภายใน ๑๐ ป้ ดังนั้นงบประมาณที่เกิดขึ้นของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะในการเรียนการสอนทางด้านอาชีพ ที่ขอเอ่ยนามนะคะ ที่ท่านสุนัยได้กล่าว ประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งเปึนเรื่องของครุภัณฑ์ เปึนงบประมาณตาม พระราชกําหนด ป้ ๒๕๕๓ งบประมาณนี้เรามีวัตถุประสงค์ในการใช้งบประมาณ เพื่อโครงการยกระดับและพัฒนาการอาชีพ พัฒนาการอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย วัตถุประสงค์ของเราที่เราจัดทําขึ้นมาเพื่อในอนาคตแล้ว ปัจจุบันนี้การเรียนในสายอาชีพ ได้มีปัญหาขีดจํากัดในการเรียน โดยเฉพาะการพัฒนาฝ้มือของผู้เรียนในด้านของ การเรียนทางด้านโดยเฉพาะทางด้านเทคนิค ช่างอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ดังนั้น งบประมาณโดยส่วนใหญ่แล้วในการเรียนสายอาชีพแล้ว เราจะแตกต่างจากการเรียน ในสายพื้นฐานพอสมควร การเรียนสายพื้นฐานเราอาจจะเรียนในห้อง เรียนในตํารา แต่การเรียนในสายอาชีพเราจําเปึนที่จะต้องมีการจัดซื้อครุภัณฑ์การเรียนที่ประกอบด้วย การฝ๊กฝ้มือและการจําลองห้องเรียนให้อยู่ในสภาพความเปึนจริงของการที่จะออกไป ประกอบอาชีพ ไม่ว่าทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ช่างกล ช่างยนต์ หรือการประกอบ อาชีพทางด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น ดังนั้นตอนที่เราได้งบประมาณที่จะมาเพิ่มให้อาชีวะ มีการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยเพื่อที่จะให้เกิดอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ทันต่อ เศรษฐกิจในปัจจุบัน หรือการกําหนดครุภัณฑ์ต่าง ๆ เราเองเรามีอาชีวะ เรามี วิทยาลัยเทคนิคในสังกัดสํานักงานการอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่งทั่วประเทศ ในแต่ละจังหวัด เรามีปริมาณของวิทยาลัยที่ไม่เท่ากัน เรามีประเภทของวิทยาลัยที่แตกต่างกัน ดังนั้น การกําหนดงบประมาณในประเด็นที่บอกว่า ทําไมเราถึงได้กระจายงบประมาณไปแต่ละ วิทยาลัยหรือในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ดิฉันขออธิบายโดยสังเขปนะคะ

อย่างแรก ก่อนที่เราจะจัดตั้งงบประมาณหรือเราลงรายละเอียด ในครุภัณฑ์ต่าง ๆ เราต้องมองว่าปัจจุบันแล้วการเรียนในสายอาชีพ เรามีปัญหาการเรียน สายอาชีพอยู่ในระดับวิชาชีพชั้นสูงเท่านั้นเอง ในนโยบายของการศึกษา นโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการเอง เราต้องการให้เรียนสายอาชีพไปสู่ระดับปริญญาตรี เราต้อง เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนการสอน สถานที่เรียน บุคลากรและคุณภาพ ของนักเรียนออกไปสู่ตลาดแรงงานหรือตลาดกําลังคนของอุตสาหกรรมให้ได้ ประสิทธิภาพ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ก่อนที่เราจะมากําหนดว่าเราต้องการที่จะ พัฒนาการเรียนสายอาชีพไประดับปริญญาตรี เราต้องกําหนดออกมาว่า เรามีอุตสาหกรรมในประเทศที่เปึนอุตสาหกรรมสําคัญของประเทศอะไรบ้าง โดยเฉพาะ ธุรกิจการส่งออก ธุรกิจการท่องเที่ยวธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistic) ต่าง ๆ ดังนั้นนี่คือแผนการพัฒนาการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ และเปึน แผนพัฒนาของแต่ละวิทยาลัยทําขึ้นมา แล้วก็เปึนแผนพัฒนาที่เรากําหนดใน กระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะการเรียนอาชีพ เรากําหนดกลุ่มอุตสาหกรรมหลักออกมา เปึน ๑๓ กลุ่มอุตสาหกรรม ก็คือ อย่างเช่นอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) หรือทางด้านไฟฟัาอิเล็กทรอนิกส์ แม่พิมพ์ โลจิสติกส์ หรือป่โตรเคมี และเหล็กกล้า ทั้งอุตสาหกรรมที่เราเรียกกันอยู่ปัจจุบันนี้เราแบ่งเปึนอุตสาหกรรม ๑๓ คลัสเตอร์วิชา ก่อนที่เราจะรู้ว่าแผนในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการเรียนสายอาชีพในปัจจุบันนี้ เราต้องการให้นักเรียนเรียนจบแล้วมีงานทําก่อนที่เด็กจะไปเรียนในสายมหาวิทยาลัยหรือ อุดมศึกษามากขึ้น เราต้องการ ปัจจุบันนี้การศึกษาในขั้นพื้นฐานแล้วเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาทําให้เด็ก อาจจะไม่ได้เรียนตรงตามอาชีพหรือตามธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศ เราจําเปึน ที่จะต้องให้นักเรียนนักศึกษาหรือเด็กที่เรียนในสายอาชีพจบมาแล้วมีงานทํา เราถึงได้ มีความร่วมมือกับสถานประกอบการ นักธุรกิจเอกชน เพื่อให้รู้ว่าจํานวนที่ปัจจุบันนี้ ความต้องการของตลาด ความต้องการของกําลังฝ้มือ ความต้องการของกําลังฝ้มือ ในระดับนักเทคนิคหรือนักปฏิบัติการ ต้องการในระดับจํานวนอาชีพไหนบ้าง นี่คือขั้นตอน เริ่มแรกที่เราได้กําหนดว่าวิชาชีพไหนหรือในกลุ่มคลัสเตอร์ใดที่เราจะกําหนดจํานวน งบประมาณลงไป เราได้มีการเริ่มต้นในแต่ละจังหวัด โดยเรามีประธานอาชีวศึกษาจังหวัด ที่จะเข้าไปคุยแต่ละวิทยาลัย แต่ละจังหวัดว่าจังหวัดหนึ่งจะมีถึง ๗ วิทยาลัย ๑๑ วิทยาลัย หรือว่า ๕ วิทยาลัย เราก็ต้องกลับมาดูว่าแต่ละวิทยาลัยนั้นมีความเชี่ยวชาญ มีความ พร้อมของสถานศึกษา มีความพร้อมของบุคลากรและมีจํานวนประชากรในแต่ละจุดเท่า เทียมกันหรือเปล่า ปัจจุบันนี้เรามีไม่เท่าเทียมกัน ทําให้เราต้องกลับมามองว่าแต่ละ วิทยาลัยมีความชํานาญที่แตกต่างกันออกไป ก่อนที่เราจะกําหนดครุภัณฑ์หรือว่าเรา กําหนดวิธีการของการที่จะใช้เงินโครงการไทยเข้มแข็งให้คุ้มค่า เราจะต้องกลับมามองว่า เรากําหนดขึ้นมาให้แต่ละจังหวัดมีการประชุมในแต่ละจังหวัด เพื่อให้มีการกําหนด จํานวนครุภัณฑ์เกิดขึ้น หลังจากนั้นก็ดูว่าความต้องการและความชํานาญแต่ละวิทยาลัย เกิดขึ้นอย่างไร พอหลังจากนั้นแล้วเราก็ตั้งคณะกรรมการเกิดขึ้นมา เรามีการ ตั้งคณะกรรมการ ขอกล่าวเอ่ยท่านสุนัยนะคะว่าที่ได้บอกว่ามีการตั้งคณะกรรมการ เกิดขึ้น เรามีจํานวนคณะกรรมการที่ตั้งอยู่ ๒๗๔ คน เรามีคณะกรรมการอยู่ ๒๗ คณะ เนื่องจากแต่ละคลัสเตอร์วิชา ๑๓ คลัสเตอร์วิชาจะมีคณะที่แตกต่างกันออกไป บางคลัสเตอร์วิชาเรามี ๒ คณะ บางคลัสเตอร์วิชาเรามีคณะเดียว ดังนั้นการจัดตั้งคณะ ขึ้นมาเพื่อที่จะกําหนดแต่ละคณะที่จัดตั้ง เราจัดตั้งตามความสามารถของบุคลากร แต่ละวิชา ตามความสามารถของอาจารย์ในแต่ละวิชานั้น เพื่อรู้ว่าวิชาที่เราพัฒนา เราต้องการที่จะให้มีอุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างไร อย่างเช่น ยกตัวอย่าง การเรียน การสอนทางด้านยานยนต์ ในเรื่องของเครื่องยนต์ เครื่องจักรต่าง ๆ อุปกรณ์การเรียน การสอนเราจะต้องสร้างห้องการเรียนหรือเราจะต้องใช้อุปกรณ์การเรียนระดับใด ถ้าเราปัอนเด็กเข้าไปบริษัท โตโยต้า เขาก็ต้องมีอุปกรณ์เฉพาะของเขาคือต้องมีเครื่องยนต์ แบบโตโยต้า หรือเราต้องการสร้างเด็กเพื่อปัอนเข้าไปโรงงานอีซูซุ เราก็ต้องมีเครื่องยนต์ และเทคโนโลยีที่ต้องเข้าไปโรงงานอีซูซุ หรือถ้าเราต้องการปัอนเด็กเข้าไปในโรงงานที่ ผลิตรถในระดับสูงก็คือเมอร์ซิเดส-เบนซ์ ดังนั้นอุปกรณ์เครื่องยนต์ต่าง ๆ ก็ต้องกลับมาดูว่า แต่ละวิทยาลัยมีสถานที่เหมาะที่เราจะกําหนดแต่ละห้องเรียนหรือเปล่า แล้วก็มีจํานวน ผู้เรียนและผู้สอนเหมาะสมหรือไม่ พอเราได้รายละเอียดขนาดนั้นแล้วแต่ละวิชา หรือวิชาคหกรรมเราก็ต้องกลับมาดูว่าในการเรียนคหกรรม การจะปัอนนักเรียนเข้าไปสู่ ตลาดอาหารหรือฟูัด เซอร์วิส (Food Service) หรือฮอสพิทอลลิที เซอร์วิส (Hospitality Service) ในด้านของธุรกิจโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว เราก็ต้องกลับมาดูว่าแต่ละวิทยาลัย มีบุคลากรในการสอน มีนักเรียนที่จะมาเรียนหรือไม่ แล้วก็มีจํานวนของการร่วมมือกับ สถานประกอบการแค่ไหน อันนี้คือความแตกต่างของความไม่เท่าเทียมกันของการ กําหนดจํานวนครุภัณฑ์ในแต่ละวิทยาลัยที่ได้ขึ้นมา ดังนั้นคณะกรรมการที่มี ความชํานาญแต่ละวิชาก็มีการกําหนดประเภทของรายละเอียดโดยครุภัณฑ์เกิดขึ้นว่า แต่ละวิชาที่เราจะปัอนหรือสอนนักเรียนไปสู่ตลาดอุตสาหกรรมเราต้องการในระดับไหน ดังนั้นเราก็จะกําหนดขึ้นมาในแต่ละครุภัณฑ์ที่แตกต่างกันไป โดยเรามีคณะกรรมการ เกิดขึ้นอยู่ ๒๗ คณะ แบ่งตามกลุ่มประเภทวิชา ดังนั้นรายการที่เราได้ถึง ๑๙๖ รายการ นี่คือประเด็นว่าแต่ละวิทยาลัยจะไม่ได้งบประมาณที่เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของ วิทยาลัย ขึ้นอยู่กับจํานวนบุคลากรของแต่ละวิทยาลัย และขึ้นอยู่กับจํานวนนักเรียน ที่เกิดขึ้น อย่างตัวอย่างที่ท่านสุนัยได้กล่าวไว้ว่าทําไมกลุ่มจังหวัด นอกจากเราจะแบ่งตาม ๑๓ คลัสเตอร์วิชาแล้ว วัตถุประสงค์ของการใช้งบประมาณเราต้องการที่จะจัดตั้งสถาบัน อาชีวศึกษา เพื่อที่เราต้องการกําหนดการเรียนการสอนอาชีวะไปสู่ระดับปริญญาตรี ดังนั้นแผนการพัฒนาการอาชีวศึกษาก็คือเราต้องการให้การเรียนการสอนอาชีวศึกษา ไประดับปริญญาตรี เราแบ่งตามกลุ่มจังหวัด ตามแผนพัฒนาประเทศ คือยกตัวอย่างที่ท่านสุนัยได้กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือคือจังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับจํานวนเงินของแต่ละงบประมาณไม่เท่ากัน เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มี ๗ วิทยาลัย จังหวัดลําพูนมี ๔ วิทยาลัย หรือจังหวัดแม่ฮ่องสอนมี ๒ วิทยาลัย จังหวัดลําพูน เปึนจังหวัดที่เรามีเขตอุตสาหกรรม มีความต้องการที่จะมีเด็กเรียนตามกลุ่มอุตสาหกรรม ประมาณมากกว่า ๑ คลัสเตอร์วิชา คือประมาณ ๔ คลัสเตอร์วิชา จังหวัดเชียงใหม่ มีความพร้อมอยู่แล้ว มีความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์และบุคลากรพอสมควร ดังนั้นงบประมาณของจังหวัดลําพูนถึงมีอยู่ประมาณ ๑๑๑ ล้านบาท งบประมาณของ จังหวัดเชียงใหม่มีประมาณ ๔๘ ล้านบาท และจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีอยู่ประมาณ ๒ วิทยาลัย ดังนั้นถึงได้มีงบประมาณอยู่ประมาณ ๑๘ ล้านบาท นี่คือความแตกต่างว่า ทําไมจังหวัดแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างเนื่องจากความพร้อมของบุคลากรที่แตกต่างกัน ความต้องการและความร่วมมือกับสถานประกอบการที่อยู่ในละแวกจังหวัดที่แตกต่างกัน หรือจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างก็คือจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัด พิจิตร จังหวัดกําแพงเพชร และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์มีวิทยาลัยอยู่ ๖ วิทยาลัย และมีงบประมาณสูงสุดคือ ๗๐ ล้านบาท จังหวัดพิจิตรมีวิทยาลัยอยู่ ๓ วิทยาลัย งบประมาณ ๒๗ ล้านบาท จังหวัดกําแพงเพชรมี ๔ วิทยาลัย งบประมาณ ๑๑ ล้านบาท และจังหวัดอุทัยธานีมี ๓ วิทยาลัย งบประมาณ ๖.๘ ล้านบาท เนื่องจาก จังหวัดนครสวรรค์เราถือว่าเปึนจังหวัดยุทธศาสตร์อีกจังหวัดหนึ่งที่เรามองว่าในอนาคต แล้วเราจะจัดตั้งสถาบันเพื่อให้มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี และจังหวัด นครสวรรค์ที่ต้องการงบประมาณเพิ่มเนื่องจากมีสถานที่ที่เราสามารถที่จะลงงบประมาณ ได้ มีสถานที่ มีบุคลากรในความพร้อมที่เราจะลงได้ จังหวัดพิจิตรมีอยู่ ๓ วิทยาลัย ดังนั้นงบประมาณก็กระจายแต่ละวิทยาลัย นี่คือความแตกต่างที่เกิดว่าทําไมแต่ละ วิทยาลัยถึงได้มีงบประมาณที่แตกต่างกันออกไป การจัดตั้งรายละเอียดครุภัณฑ์แต่ละ วิทยาลัยเกิดขึ้น เราต้องการกําหนด เรามีคณะกรรมการเกิดขึ้น ๒๗ คณะ เพื่อจัดตั้ง รายละเอียดของครุภัณฑ์ ก่อนที่เราจะสรุปว่าความต้องการที่แท้จริงคืออะไร เรามีการ จัดตั้งรายละเอียดครุภัณฑ์และมีการยกร่างเพื่อขึ้นประชาพิจารณ์ถึง ๒ ครั้ง และแต่ละครั้ง เราต้องการที่จะให้แต่ละบริษัทเข้ามายื่นความจํานงว่าในจํานวนรายละเอียดครุภัณฑ์ที่ เรามีอยู่แล้ว มีบริษัทไหนที่ต้องการที่จะยื่น มีสิ่งใดที่ดีกว่า เราก็สามารถที่จะมาปรับ รายละเอียดของครุภัณฑ์แต่ละครั้งได้ และเราก็มีการที่จะยกร่างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ทําประชาพิจารณ์ถึง ๒ ครั้ง เพื่อจะให้เกิดการปรับปรุงให้ได้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการใช้เงินงบประมาณของครุภัณฑ์ หลังจากนั้นเราถึงจะสรุปในเรื่องของ ครุภัณฑ์แต่ละจังหวัดว่าแต่ละวิชา แต่ละวิทยาลัยจะได้จํานวนเท่าไร ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนในการที่จะยกระดับอาชีวศึกษาไปสู่ระดับปริญญาตรี และต้องการพัฒนาในแต่ละกลุ่มจังหวัด ดังนั้นตามที่ได้มีการกล่าวว่ามีการนํา คณะกรรมการ ๒๗๔ ท่านไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อกําหนดครุภัณฑ์ ในจํานวนของ คณะกรรมการทั้งหมด ๒๗๔ คน ดิฉันขอตอบเลยว่าเราไม่มีการพาคณะกรรมการ ทั้ง ๒๗๔ คน สมาชิกกรรมการแต่ละคนไปเที่ยวต่างประเทศ แต่เรามีกรรมการอยู่ ๔ ท่าน ที่ไปต่างประเทศจริง เนื่องจากว่าการไปต่างประเทศครั้งนั้นไปตามวัตถุประสงค์ของการ ใช้งบประมาณในป้ ๒๕๕๒ เนื่องจากเรามีความร่วมมือกับต่างประเทศในการแลกเปลี่ยน การเรียนการสอน แลกเปลี่ยนความรู้ และต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรของเรา ดังนั้นการใช้งบประมาณตามแผนการศึกษา ป้ ๒๕๕๒ เรามีคณะอาจารย์ไปดูงาน ที่ประเทศรัสเซียอยู่ประมาณ ๑๕ คน ๔ คน ใน ๑๕ คนเปึน ๔ คนในคณะกรรมการ ๒๗๔ คน ประกอบด้วย นายประภาส ซึ่งเปึน ผอ. วิทยาลัยสารพัดช่าง บรรหาร-แจ่มใส นายบุญเลิศ สัสสี ซึ่งเปึนผู้อํานวยการวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก นายศิริ จันทร์บํารุง ซึ่งเปึนผู้อํานวยการวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา และนายสงวน หอกคํา ซึ่งเปึน ผู้อํานวยการวิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย ทั้ง ๔ ท่านนี้ได้ไปดูงานพร้อมกับคณะที่ปรึกษาอาชีวศึกษาและรองผู้อํานวยการในจังหวัด ต่าง ๆ ไม่ว่าจะจังหวัดชัยนาทหรือว่าในจังหวัดราชบุรี ทั้งหมดนี้ไปดูงานด้วย ตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนในด้านอาชีพ และมีการเดินทางในช่วงวันที่ ๓๐ กันยายน ถึง วันที่ ๕ ตุลาคม เปึนช่วงเวลาที่เวลานั้นแล้วการจัดทํารายละเอียดครุภัณฑ์ ได้ถึงขั้นตอนที่ประชาพิจารณ์ขั้นที่ ๒ แล้ว ซึ่งไม่ได้มีการพาคณะกรรมการต่าง ๆ ไปเที่ยว ต่างประเทศ ดังนั้นแล้วดิฉันอาจจะแจกแจงเพิ่มรายละเอียดนิดหนึ่งตรงที่ว่า อย่างนายประภาส ผู้อํานวยการวิทยาลัยสารพัดช่างบรรหาร-แจ่มใส จะเห็นได้ว่า ตามงบประมาณรายละเอียดครุภัณฑ์ของจังหวัดสุพรรณบุรีได้งบประมาณทั้งจังหวัด ๒๘,๖๐๐,๐๐๐ บาท และนายประภาสได้เปึน ผอ. ของวิทยาลัยสารพัดช่าง บรรหาร-แจ่มใส ซึ่งได้งบประมาณทั้งสิ้น ๗,๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่วิทยาลัยเกษตรและ เทคโนโลยีจังหวัดสุพรรณบุรีได้งบประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และวิทยาลัยเทคนิค สุพรรณบุรีได้งบประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จะเห็นได้ว่าผู้อํานวยการของวิทยาลัย สารพัดช่างซึ่งเปึนหนึ่งในคณะเดินทางไปประเทศรัสเซีย และเปึนกรรมการในการจัดทํา รายละเอียดครุภัณฑ์ไม่ได้งบประมาณมากตามที่ได้มีการพูดกล่าวไว้ แต่ขณะเดียวกัน จะเปึนวิทยาลัยที่ได้งบประมาณน้อยกว่าและน้อยที่สุดในจังหวัด หรือในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเปึนจังหวัดที่ได้งบประมาณ ๘๖ ล้านบาท ซึ่งจะเปึนงบประมาณในป้ ๒๕๕๓ โดยนายบุญเลิศ จังหวัดสระบุรีเรามีวิทยาลัยอยู่ ๗ วิทยาลัย นายบุญเลิศได้เปึน ผอ. วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็กที่ได้งบประมาณอยู่แค่ ๙,๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่วิทยาลัยเทคนิคสระบุรีซึ่งไม่ได้ไปประเทศรัสเซียก็ได้งบประมาณประมาณ ๑๖ ล้านบาท แล้วก็วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีที่ไม่ได้ไปประเทศรัสเซีย ไม่ได้ไปศึกษาดูงานก็ได้ งบประมาณถึง ๔๔ ล้านบาท ดังนั้นแล้วการจัดสรรงบประมาณของสํานักงาน การอาชีวศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจํานวนบุคคลหรือผู้บริหารในแต่ละวิทยาลัยที่ได้มาเปึน คณะกรรมการ หรือได้มีการพากันไปเที่ยวต่างประเทศเพื่ออํานวยความสะดวกในการที่จะ จัดซื้อครุภัณฑ์ หรือเพื่อจะได้การจัดสรรงบประมาณมากขึ้น การจัดสรรงบประมาณ โครงการไทยเข้มแข็งที่ตามพระราชกําหนดป้ ๒๕๕๓ ๔,๖๐๐ ล้านบาท ที่สํานักงาน การอาชีวศึกษาได้รับในครั้งนี้เราจัดสรรตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ที่ต้องการให้ เด็กนักเรียนอาชีวศึกษาที่ปัจจุบันนี้ปัญหาการเรียนในสายอาชีพเรามีได้แค่ในระดับ วิชาชีพชั้นสูง คือ ปวส. แต่วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในครั้งนี้และวัตถุประสงค์ของ กระทรวงศึกษาธิการเราต้องการที่จะให้การเรียนอาชีวศึกษาไปถึงขั้นระดับปริญญาตรี ดังนั้นการที่จะถึงขั้นระดับปริญญาตรีได้ตามพระราชบัญญัติอาชีวศึกษา ป้ ๒๕๕๒ ได้กําหนดแล้วว่าเราจะต้องมีการจัดตั้งสถาบันเกิดขึ้น และสถาบันที่เราจัดตั้งเกิดขึ้น ในครั้งนี้เราได้กําหนด ๑๙ จังหวัด ดังนั้นในการกําหนด ๑๙ จังหวัดแล้ว งบประมาณ ในครั้งนี้เปึนแค่งบประมาณ อย่าเพิ่งแซวค่ะ อยากให้มีความเข้าใจนิดหนึ่ง ดิฉันรู้ว่าครั้งนี้ ไม่ใช่เปึนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ดิฉันเอง