สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒

พรทิวา นาคาศัย หารือเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร พร้อมขอความช่วยเหลือจากภาครัฐและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหารือเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพืชและราคาของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ และมันสาปะหลัง พร้อมรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการประกันรายได้ของเกษตรกร

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรทิวา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมาตอบ ระหว่างที่รอท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ ในเรื่องของท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ ได้สอบถามมาคือท่านนคร มาฉิม ที่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ แล้วก็คิดว่าท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านก็คงจะให้ความสนใจในเรื่องของสินค้าเกษตรนี้เช่นกันนะคะ ก็อยากจะนําเสนอข้อมูลถึงการดําเนินนโยบายแล้วก็การประกัน ตอนนี้ต้องขอกราบเรียน ว่าต้องใช้คําว่า เปึนการประกันรายได้นะคะ เปึนศัพท์ที่ใช้ ตรงนี้ในส่วนของกระทรวง พาณิชย์ต้องกราบเรียนว่าทางกระทรวงพาณิชย์ดูแลในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพ ก็คงจะอธิบายในลําดับต่อไป แต่ในสิ่งที่ท่าน ส.ส. นคร มาฉิม ได้สอบถามมาถึงเรื่อง ของการลงทะเบียนเรื่องของขยายเวลาและเรื่องของการตรวจสอบพื้นที่ ก็อยากจะ กราบเรียนอย่างนี้นะคะ นโยบายนี้เปึนนโยบายจากการที่รัฐบาลเปลี่ยนจากการจํานํา มาเปึนการประกันรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร ถือว่าเปึนการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ การดูแลพี่น้องเกษตรกร เรื่องของสินค้าเกษตร ซึ่งถือว่าเปึนวัตถุประสงค์หลักที่จะให้ พี่น้องเกษตรกรได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง อันนี้เปึนวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลโดยท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็ทางคณะรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ในส่วนของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ซึ่งเปึนเรื่องที่ต้องให้ความ เข้าใจโดยภาพรวมนี่นะคะ ครั้งที่แล้วได้มีเรื่องของการกําหนดระยะเวลาการขึ้นทะเบียน กําหนดไว้ว่าภายในวันที่ ๓๐ กันยายน แล้วก็จะเริ่มใช้วันที่ ๑ ตุลาคม แต่เนื่องจากว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรยังคงมีขาดตก ยังไม่ครบนะคะ ก็ได้ขยายเวลามาถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม อันนี้เปึนเรื่องของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ขยายมาถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ซึ่งการขึ้นทะเบียนเกษตรกรนี่นะคะ ในวิธีการก็จะมีการจัดประชุมประชาคม แล้วก็ จะมีการออกผลของการออกใบรับรอง ซึ่งขั้นตอนการขึ้นทะเบียนก็จะมี ๓ ขั้นตอน การขึ้น ทะเบียน

ขั้นตอนที่ ๑ ก็คือจะเปึนเรื่องของการรับคําร้อง การรับคําร้องเกษตรกรก็มา ยื่นคําร้องขอขึ้นทะเบียนในการปลูกพืชกับเจ้าหน้าที่เกษตรอําเภอ หรือเกษตรตําบล หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่สํานักงานการเกษตรอําเภอ หรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ ได้นัดหมายเอาไว้ อันนี้เปึนขั้นตอนที่ ๑ ในการรับคําร้อง

ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน เอกสารทั่ว ๆ ไป อย่างเช่น สําเนาทะเบียนบ้าน สําเนาบัตรประชาชน ข้อมูลภาวการณ์การผลิตพืชเหล่านี้ การตรวจสอบ ในส่วนที่ท่านพูดถึงที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ใน ครม. เราก็ได้มีการพูดกัน ถึงเรื่องนี้ที่รุกล้ําที่อะไรอย่างนี้ อันนี้อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังหาข้อยุติอยู่ในส่วนนี้ ในส่วนของการตรวจสอบ พื้นที่จริงก็จะมีคณะกรรมการ ซึ่งจะสุ่มตรวจสอบพื้นที่ของเกษตรกรในร้อยละ ๑๐ ส่วนกรณีที่ชุมนุมมีการโต้แย้งก็จะตรวจทั้งหมดถ้ามีการโต้แย้ง แต่โดยหลักการก็คือ จะสุ่มตรวจร้อยละ ๑๐ เท่านั้น

ขั้นตอนที่ ๓ ก็จะเปึนการออกใบรับรอง ตรงนี้เกษตรกรอําเภอหรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายก็จะเปึนผู้ที่ออกใบรับรองให้กับเกษตรกรตามผลของการทําประชาคม ประชาคมก็คือในหมู่บ้าน ก็จะเปึนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน คือจัดตั้งกันเอง แล้วก็ยืนยันว่า เปึนเกษตรกรตัวจริง อันนี้คือการออกใบรับรองให้ ซึ่งโดยสรุปแล้วจากที่เริ่มดําเนินการ มาถึงปัจจุบันนี้ การดําเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตร ถึง ณ วันที่ ๒๓ กันยายนนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เปัาหมายที่ลงทะเบียนก็จะมีประมาณ ๓๗๖,๙๐๙ ราย ขึ้นทะเบียนแล้ว ๓๖๓,๗๓๗ ราย ซึ่งถือว่าเปึนถึงร้อยละ ๙๖.๕๑ ของเปัาหมาย ก็ยังคงมีเหลืออยู่นะคะ

ในส่วนของมันสําปะหลังเปัาหมายที่ตั้งไว้ก็คือ ๓๘๔,๖๒๘ ราย ก็ขึ้น ทะเบียนแล้ว ๓๕๔,๙๐๙ ราย ถือว่าได้ถึงร้อยละ ๙๒ ส่วนข้าวนะคะ เปัาหมายที่ตั้งไว้ก็คือ ๓,๗๑๕,๓๒๖ ราย ขึ้นทะเบียนแล้ว ๒,๕๑๓,๔๘๐ ราย อันนี้ก็ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ายังไม่ครบ เนื่องจากว่าข้าวนาป้ก็คงจะใช้เวลาเก็บเกี่ยวถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ก็ยังมีเวลาที่จะมาลงทะเบียนนะคะ ทั้งนี้การขยายเวลาก็อย่างที่ได้กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะคะว่า จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ยกเว้น ภาคใต้ก็จะสิ้นสุดวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เนื่องจากระยะเวลาการเก็บเกี่ยวไม่ตรงกัน แล้วก็ในส่วนการกําหนดราคาตลาดอ้างอิงที่จะต้องมีคณะอนุกรรมการ ก็จะเปึน คณะอนุกรรมการประกอบไปด้วย อนุกรรมการกําหนดราคาตลาดอ้างอิงข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ จะมีคณะอนุกรรมการแยกเปึนทั้งข้าวโพด ทั้งมันสําปะหลัง แล้วก็ข้าวเปลือก โดยจะกําหนดทุกวันที่ ๑ และวันที่ ๑๖ อันนี้ก็ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ดูแล ทั้ง ๓ สินค้า อันนี้จะมีคณะกรรมการแต่ละชุด แต่ละสินค้าเกษตร ในส่วนของข้าวเปลือก คณะอนุกรรมการก็ได้พิจารณาราคาอ้างอิงแล้วเสนอ คชก. ต้องกราบเรียนว่ายังไม่ได้ ประกาศใช้ เพราะว่าต้องรอข้าวนาป้ที่จะออก จะเริ่มเก็บเกี่ยวต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคิดว่าปลายเดือนตุลาคมก็คงจะมีราคาอ้างอิงของราคาข้าวเปลือกออกมา ในส่วนของ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คณะอนุกรรมการก็ได้ประกาศแล้ว ประกาศราคาอ้างอิงของตลาด เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ตกกิโลกรัมละ ๕.๕๙ บาท วันที่ ๑ กันยายน กิโลกรัมละ ๕.๔๑ บาท วันที่ ๑๖ กันยายน ราคากิโลกรัมละ ๕.๔๕ บาท ส่วนของมันสําปะหลังก็เช่นเดียวกับข้าว เนื่องจากการเก็บเกี่ยวก็อยู่ในระยะเวลา ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศใช้เหมือนกันซึ่งในโอกาสก็น่าจะ ปลายเดือนตุลาคมอย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปยัง ท่านสมาชิกนะคะ ในส่วนของที่ท่านได้สอบถามนโยบายตรวจสอบก็อย่างที่ได้เรียนแล้ว ก็คงใช้ประชาคมแล้วก็การขึ้นทะเบียนรวมถึงมีการตรวจสอบกัน แต่เอกสารสิทธิที่ไม่มี ที่บุกรุกที่อะไรเหล่านี้ก็คงจะต้องรอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมติตกลงกัน ส่วนความคืบหน้าของโครงการประกัน รายได้ทั้ง ๓ สินค้าเกษตรที่ได้กล่าวในเรื่องของข้าวเปลือกนาป้ความชื้นที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จะเปึนข้าวเปลือกหอมมะลิตกตันละ ๑๕,๓๐๐ บาท ปริมาณผลผลิตต่อครัวเรือน ให้ไม่เกินครัวเรือนละ ๑๔ ตัน ในส่วนของข้าวเปลือกหอมจังหวัดก็ตันละ ๑๔,๓๐๐ บาท ปริมาณผลผลิตก็ไม่เกินครัวเรือนละ ๑๖ ตัน ในส่วนของข้าวเปลือกปทุมธานีก็ให้ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ปริมาณไม่เกินครัวเรือนละ ๒๕ ตัน ในส่วนของข้าวเปลือกเจ้านาป้อันนี้ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ปริมาณไม่เกิน ๒๕ ตันเช่นกัน สุดท้ายคือข้าวเปลือกเหนียวก็ตันละ ๙,๕๐๐ บาท ปริมาณไม่เกิน ๑๖ ตัน ในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ กิโลกรัมละ ๗.๑๐ บาท ซึ่งให้ผลผลิตไม่เกินครัวเรือนละ ๒๐ ตัน มันสําปะหลังเชื้อแปัง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ กิโลกรัม ๑.๗๐ บาท ให้ผลผลิตไม่เกินครัวเรือนละ ๑๐๐ ตัน นี่ก็คือความคืบหน้าเรื่องของการขึ้นทะเบียนแล้วก็ราคาของสินค้าทั้ง ๓ ชนิดนะคะ