ไพฑูรย์ แก้วทอง แสดงความเห็นเกี่ยวกับการส่งคนไทยไปทำงานในต่างประเทศ โดยอธิบายว่าคนไทยไปทำงานในต่างประเทศมี 4 ทาง คือ บริษัทจัดหางานเป็นผู้ส่งคนไปทำงาน ทางที่ 2 คือคนเดินทางไปด้วยตัวเอง ทางที่ 3 คือรัฐจัดส่ง และทางที่ 4 คือนายจ้างพาไป ไพฑูรย์ แก้วทอง ยังอธิบายว่าในประเทศสวีเดนและฟีนแลนด์ มีการเก็บผลไม้เป็นฤดูกาล และมีการส่งคนไปเก็บผลไม้จากประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอตอบกระทู้สดของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คุณสถาพร มณีรัตน์ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณที่ท่านได้เปึนห่วงเปึนใยผู้ใช้แรงงาน ในฐานะผมกับท่านนั้นก็รู้จักกันมานาน ตั้งแต่ท่านยังไม่มาเปึนผู้แทนราษฎร ท่านก็เปึนผู้นําภาคแรงงานอยู่ ผมชื่นชม ในความสามารถของท่านนะครับที่ได้ต่อสู้เพื่อผู้ใช้แรงงานตลอดมา ในประเด็นที่ท่าน ได้กล่าวและตั้งคําถามผม ๒-๓ ข้อเมื่อสักครู่นี้ ผมขอใช้เวลานิดเดียวครับเพื่อให้เข้าใจสภาพเปึนจริง หน้าที่ของกระทรวงแรงงาน ที่สนับสนุนให้คนงานไปทํางานในต่างประเทศ ซึ่งการเดินทางนั้นไปได้อยู่ ๕ ทางนะครับ ทางที่ ๑ ก็คือตัวบริษัทจัดหางานเปึนผู้ส่งคนไปทํางาน ซึ่งจะมีการเก็บค่าใช้จ่าย ตามกฎหมายที่กําหนดไว้นะครับว่า จะเก็บได้ไม่เกิน ๑ เดือนแรกของเงินเดือนที่ได้รับ บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกรวมแล้ว ๓ เดือน เท่ากับเปึน ๔ เดือน ถ้าหากว่าไปทํางาน ได้เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท เดือนแรกนะครับ ก็เก็บได้แค่ ๘๐,๐๐๐ บาท นี่ตามกฎหมาย นะครับ ส่วนที่มีปัญหาเก็บกันมากอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เราสอบถามแล้วเขาไม่บอกเรา แล้วเขาก็กําชับกันว่าถ้าบอกแล้วจะไม่ได้ไป อันนี้เราก็พยายาม ตอนนี้ผมให้ออกระเบียบ ใหม่แล้วครับ บอกว่าต้องมีการบันทึกจากปากคําว่า ลูกจ้างเสียค่าใช้จ่ายจริง ๆ เท่าไร ต้องบันทึก และเวลากลับมาจะได้ทราบว่า เราทราบหรือไม่ทราบนะครับ อันที่ ๑ นะครับ อันที่ ๒ ผู้ที่หางานและก็เดินทางไปด้วยตัวเอง เช่น มีญาติพี่น้องอยู่ อะไรอยู่แล้วก็ติดต่องาน ติดต่อนายจ้างแล้วก็มาขออนุญาตให้ไปทํางาน อันนี้เราก็ใช้การตรวจสอบโดยที่ว่า ขอหลักฐานจากสถานทูตของเราที่อยู่ในประเทศนั้นนะครับ เปึนคนที่ช่วยรับรอง หรือถ้า ประเทศใดที่เรามีทูตแรงงานอยู่เราก็ให้ทูตแรงงานของเรา เมื่อรับรองแล้วเราถึงจะให้ไป พวกนี้ไม่มีการเก็บค่าหัวนะครับ พวกที่ ๓ รัฐจัดส่ง อันนี้ก็คงจะไม่มีปัญหาหรอกครับ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย คงจะไม่ต้องพูด อันที่ ๔ นายจ้างพาไป นายจ้างพาไปในลักษณะที่ การไปเก็บผลไม้นี่เข้าในข้อนี้ครับ คือนายจ้างพาไป และนายจ้างนั้นไม่มีสิทธิที่จะเก็บ ค่าจ้างจากคนที่พาไป เพราะฉะนั้นจึงมีการที่ หลักฐานก็คือนายจ้างกับลูกจ้างมีสัญญา จ้างกัน ในกรณีที่ไปสวีเดนก็มีเงินเดือน ๘,๐๐๐ บาท เบี้ยเลี้ยง ๕๐๐ บาท แต่มีเงื่อนไขอื่น ที่ตามมาในสัญญา ในสัญญานั้นก็คือนายจ้างจะต้องออกค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าที่อยู่ จัดรถในเรื่องของการไปเก็บผลไม้ รวมทั้งค่าอาหาร ค่าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ เมื่อเก็บผลไม้ได้แล้วก็เอาไปขาย เอาผลประโยชน์นั้นแบ่งกัน ส่วนอันสุดท้ายก็คือการไป ฝ๊กงาน อันนี้คงจะไม่ต้องพูด เพราะฉะนั้นเข้าสู่ในประเด็นคําถามของท่านก็คือ จริง ๆ แล้วที่ท่านบอกว่าคนไทยไปเปึน ๑๐,๐๐๐ คน ตั้ง ๑๕,๐๐๐ คนนะครับ อันที่จริง มันคงจะไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ สําหรับการที่จะไปเก็บผลไม้นั้น มีประเทศที่เก็บผลไม้ป์า จริง ๆ มีแค่ ๒ ประเทศ คือสวีเดนกับฟ่นแลนด์ ส่วนโปแลนด์นั้นเอาไปทําการเกษตร อันนี้เปึนลูกจ้าง นายจ้างที่หลอกกันไปบ้าง ทั้งโปแลนด์ จริง ๆ เกิดก่อนที่ผมจะเข้ามารับ หน้าที่ แต่เมื่อคนเดือดร้อนกลับมาเราก็ต้องช่วยเขานะครับ คือก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา ทํางาน ส่วนประเทศที่มีปัญหาที่ท่านพูดนั้นนะครับคือสวีเดน ในประเทศสวีเดนนี้นะครับ ได้มีการดําเนินการเก็บผลไม้ป์านะครับกับประเทศฟ่นแลนด์ทํามาประมาณสัก ๑๐ กว่าป้ นะครับ โดยพวกนี้เปึนฤดูกาลประมาณสัก ๒ เดือนเศษ ๆ ไม่เกิน ๓ เดือน ส่วนเริ่มต้นก็ พวกมาดาม (Madam) พวกที่ไปได้สามีอยู่อะไรอยู่นะครับ ชักชวนญาติพี่น้องไปท่องเที่ยว แล้วก็ไปใช้เวลาสั้น ๆ วีซ่าท่องเที่ยวชั่วคราว ๙๐ วัน สําหรับประเทศสวีเดนนะครับ ได้ดําเนินการไปเมื่อที่เขามาเปลี่ยนแปลงให้บริษัทนําคนของเขา ลูกจ้างเองนี่ครับไปเก็บ ผลไม้แล้วไปขายให้สมาคมผู้รับซื้อ เริ่มต้นเมื่อป้ ๒๕๕๐ ตอนนั้นสมาคมส่งไปได้โควตา ให้ไปนะครับ ๑,๑๕๐ คน และอีกส่วนหนึ่งก็คือพวกมาดามพาไป เมื่อป้ ๒๕๕๑ สมาคม ได้ให้โควตา ๓,๖๘๑ คน แล้วก็ทราบว่ามาดามนั้นส่งไปก็ประมาณ ๒,๕๐๐ คน รวมแล้วก็ ประมาณ ๖,๐๐๐ คน ที่ผ่านมา ๒ ป้ไม่มีปัญหา เพราะว่าผลไม้เก็บแล้วแบ่งกันได้ผล พอสมควร สําหรับป้นี้เขามาสทริกท์ (Strict) เรื่องมาดาม