สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องราคาปุ๋ยที่สูงและเสนอแนวทางแก้ไข โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเป็นผู้ผลิตปุ๋ย และแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากซากพืช ซากสัตว์ และมูลสัตว์ในการผลิตปุ๋ย นอกจากนี้ เธีย ชัยยังเสนอแนวทางในการควบคุมการผลิตปุ๋ยเคมี และมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการปลอมปุ๋ยอินทรีย์ และเสนอให้ใช้ระบบแซงค์ชันในการลงโทษผู้ผลิตปุ๋ยเคมีที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ เธียรชัยยังพูดถึงการกระจายอำนาจการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมี และเสนอแนวคิดในการใช้หัวเชื้อจากปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในการผลิต

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ผมคง ไม่ใช้เวลาที่สภาให้นานมากไปกว่านี้นะครับ ผมจะกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ว่า ปัญหาปุิยที่เราพูดกันมาทั้งหมดนี่นะครับเปึนเรื่องที่สําคัญมาก หัวใจสําคัญก็คือว่า เกษตรกรของเรานี่ครับเขาทําอาชีพเดียว คืออาชีพเกษตร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาจะหวัง ผลได้ก็คือว่า ผลผลิตพืชของเขาที่ปลูกนี่นะครับจะต้องมีผลผลิตที่สูงแล้วได้ราคาดี นี่คือ ความต้องการ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาก็คือว่าเกษตรกรต้องการความแน่นอนในชีวิตครับ ความ แน่นอนก็คือความแน่นอนของรายได้ที่เกิดจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพียง อย่างเดียวนะครับ เช่นเดียวกับท่านประธานที่ท่านเปึนทหาร เพราะฉะนั้นการที่เราจะยิง กระสุนไปแต่ละนัดนี่นะครับ มันต้องยิงเข้าเปัาครับ เกษตรกรก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อปลูก พืชใด ๆ ก็ตามต้องพยายามให้ได้ผลผลิตให้ได้สูงที่สุด โดยต้นทุนต่ําที่สุดนะครับ ผมเชื่อว่า เกษตรไทยก็คิดแบบนี้ทั้งนั้นครับ แต่เหตุทั้งหมดที่ยังไม่สามารถนําไปสู่ความสําเร็จหรือ แก้ปัญหาความยากจนได้ ก็มีอุปสรรคเนื่องจากราคาปุิยดังที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ พิจารณา แล้วก็ส่งข้อมูลมาให้เราทราบแล้วนะครับผมกราบเรียนท่านประธานว่าในข้อนี้ นะครับ ในเรื่องการแก้ปัญหาราคาปุิยแพงนะครับ เราจะไม่สามารถแก้ได้อย่างถาวร ถ้าเราไม่ใช้หลักที่ว่าผู้ใช้ต้องเปึนผู้ผลิต ดังนั้นผมจึงกราบเรียนเสนอผ่านไปยัง ท่านประธาน ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเราจะต้องเปึนผู้ผลิตปุิยครับ ณ ขณะนี้เราอาจจะมี ปัญหาเถียงกันว่า เราจะต้องทําโรงปุิยขนาดใหญ่เปึนโรงปุิยแห่งชาติ ผมคิดว่ามันอาจจะ ไม่ทันการแล้วก็เสียเวลานะครับ สิ่งดีที่สุดก็คือว่าเราทําตามภาวะที่ต้นทุนเรามีอยู่ ขณะนี้ ต้นทุนเรามีอยู่ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือปุิยอินทรีย์จากซากพืช ซากสัตว์ แล้วก็มูลสัตว์นะครับ ได้มีการศึกษากันมากมาย กราบเรียนท่านประธานว่า ยกตัวอย่างทางด้านปศุสัตว์นะครับ เรามีการเลี้ยงโคมากมายนะครับ โค ๑ ตัว โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการถ่ายมูลสัตว์ออกมา ประมาณ ๕ กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะครับ ก็ได้ผลิต โรงงานต้นแบบของปุิยนะครับ ที่เรียกว่าปุิยอินทรีย์เคมี ผมกราบเรียนว่าในเรื่องปุิยได้มี ข้อสรุปออกมาแล้วว่า

๑. ปุิยเคมีมีความจําเปึน ถ้าต้องการเปรียบเทียบกับการที่ได้ให้ ผลตอบแทนสูงยังมีความจําเปึน แต่ก็มีข้อเสียดังที่ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก หลายคนได้กล่าวไว้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาคิดได้เหมาะสมที่สุดขณะนี้ ก็คือว่าเปึน ปุิยสูตรที่เรียกว่า อินทรีย์เคมี โดยมีปุิยอินทรีย์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และเคมี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยน้ําหนักนะครับ ซึ่งการกระทําดังกล่าวนี้เมื่อเกษตรกรใช้ทําให้ผลผลิตต่อไร่ไม่ต่างกับ การใช้ปุิยเคมีล้วน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในส่วนของการใช้ปุิยอินทรีย์อย่างเดียวนะครับ หรือการใช้ปุิยชีวภาพ หรือการใช้ปุิยเคมีอย่างเดียว เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วชัดเจนครับว่า ผลเสียใน ๓ สูตรดังกล่าวมาแล้วไม่มีความแน่นอนในเรื่องผลผลิต และก็ไม่สามารถ แก้ปัญหาทางด้านพืชผลผลิตต่อไร่ได้อย่างสูง ผมกราบเรียนว่าเมื่อปุิยราคาแพงนะครับ มันมีปัญหาติดตามมาที่สําคัญก็คือว่าเกิดการปลอมขึ้นนะครับ ดังที่หลายท่านได้ อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นการแก้ปุิยอินทรีย์เคมีที่ถูกต้อง ก็คือว่าต้องกระจายการผลิต โดยมีการควบคุมการผลิตที่ถูกต้องจากนักวิชาการ แล้วก็มีการตรวจนะครับ ใครจะทํา อาชีพปุิยอินทรีย์เคมีขายต้องมีการขึ้นทะเบียนครับ เหมือนกับเภสัชกรมีการขึ้นทะเบียน องค์กรชุมชนในท้องถิ่นก็คือผู้ตรวจสอบที่ดีที่สุด แล้วก็มีการใช้ระบบ แซงค์ชัน (Sanction) คือการลงโทษจะเปึนการลงโทษแบบสหกรณ์ ก็คือว่าเลิกคบค้าเลย ถ้าอย่างว่าวิสาหกิจ ชุมชนที่ผลิตปุิยเคมีเหล่านี้เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่เราจะต้องใช้บุคลากรไป ตรวจสอบอะไรมากมาย ซึ่งมีเพียงแค่ ๘ คนเมื่อสักครู่นี้ ดังที่ตัวเลขบอกมานี่ผมว่า แก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้นหลักการก็คือว่า

อันที่ ๑ กระจายอํานาจการผลิตปุิยอินทรีย์เคมีนะครับ ซึ่งจะทําให้เกิดการ ทําได้อย่างทั่วถึง ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะครับ ในงบประมาณ ป้ ๒๕๔๗ ป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๙ ป้ ๒๕๕๐ ถ้าผมจําไม่ผิด ก็คือว่าได้ผลิตโรงงานต้นแบบ ไปแล้วประมาณ ๓๐๐ กว่าแห่ง อยู่ที่ภาคอีสานเกือบทั้งหมดเลยครับ ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏผลว่าหลายแห่งทําได้ดี แต่ก็มีอีกหลายแห่งครับที่ล้มเหลว เพราะทุกคนไม่ได้ทํา เพื่ออาชีพ ทําเหมือนเปึนอาชีพเสริม โดยขาดการจัดการบริหารที่ถูกต้อง ผมเรียนว่า ถ้าโรงงานต้นแบบซึ่งราคาไม่ถึง ๑ ล้านบาท ต่อโรงงานนี่นะครับ สามารถผลิตปุิยอินทรีย์ เคมีที่ผมพูดได้ประมาณ ๔–๕ ตันต่อวันนะครับ แล้วเราทําตลอดไปนะครับ ส่งเสริมอาจจะใช้ปุิยขี้วัว ขี้ไก่ ขี้เปึด ได้ทั้งสิ้นนะครับ นํามาเปึนส่วนผสมโดยการใช้หัวเชื้อ ของปุิยเคมีเข้าไปผสมด้วย เราอาจจะขาดหัวเชื้อ แต่ก็ไม่เปึนปัญหาครับ อย่างน้อย ถ้านําเข้าก็นําเข้ามาลดได้ตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ใช่ไหมครับ เพราะเราจะเอาเข้าทําแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็คือการแก้ปัญหาหนึ่ง

ต่อไปเมื่อมีการจดทะเบียนถูกต้องผู้ใช้ปุิยก็จะสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง แล้วว่าปุิยอินทรีย์เคมีตามสูตรไม่ว่าจะเปึนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี หรือจะเปึนของกรมวิชาการเกษตรก็ดี หรือของกรมพัฒนาที่ดินก็ดีว่าสิ่งใดที่น่าจะให้ผลได้ ดีกว่า แต่ในข้อเสนอของผมคิดว่าทางหน่วยงานของรัฐควรจะทําหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปุิย ให้รวมกันเปึนหนึ่งเดียว เพื่อให้เปึนเอกภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับเกษตรกร ท่านประธานครับเรื่องราคาปุิยแพง ความจริงไม่น่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องของการทําลายป์า นะครับ ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าทําไมถึงต้องมีปัญหาทําลายป์า หรือการทําไร่เลื่อนลอย เกิดขึ้นมากมายในช่วงที่ปุิยแพง หรือมีแนวโน้มว่าจะต้องทําไร่เลื่อนลอยมาก ก็เพราะ เหตุผลว่าเกษตรกรเข้าไม่ถึงปุิยครับ เมื่อปุิยราคาแพงหนักเข้าก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินแล้วก็ ไม่คิดว่าจะหาวิธีอื่นที่จะใช้ทดแทนปุิยได้ วิธีลัดที่ดีที่สุดก็คือเหมือนกับชาวเขานะครับ ที่เคยทําไร่เลื่อนลอยก็ตัดไม้ทําลายป์า นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมถึงบอกว่าเรื่องปุิยเปึนเรื่อง สําคัญ

ประเด็นที่ ๒ ที่สําคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเกษตรกรไทยมีความรู้ มีประสบการณ์สูง เมื่อหมดพื้นที่ ยกตัวอย่างการทํานาหรือทําไร่ เมื่อได้เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ก็จะมีการเผาเกิดขึ้น ก็ทําให้อุณหภูมิโลกร้อนทําให้ควันพิษมากมาย ดังปรากฏขึ้นทาง ภาคเหนือไม่ว่าจะจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน จังหวัดลําปาง เปึนประจําอย่างนี้ทุกป้ แต่จริง ๆ แล้วที่เกษตรกรนั้นทําเขาทําด้วยความหลักวิชาเขานะครับ เพราะว่าผลจาก การเผาซังตอของพืชไร่ต่าง ๆ ก็ดีมันทําให้เกิดวัตถุแร่ธาตุบางชนิดโดยเฉพาะโปแตสเซียม นะครับ ซึ่งอยู่ในเถ้าถ่าน แล้วก็ทําให้ผลผลิตของพืชที่ปลูกต่อไปไม่จําเปึนต้องใช้สูตร ซึ่งมี โปแตสเซียมมากมายนะครับ ก็เปึนเหมือนกับการประหยัดต้นทุนนะครับ ในสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบก็คือว่า เราจะต้องแก้ปัญหาปุิยอย่างจริงจัง โดยทําในลักษณะกระจายทั่วไปทุกอําเภอที่มีเกษตรกรอยู่ แล้วขณะเดียวกันก็มีการ พิสูจน์ที่ดินตามจุดต่าง ๆ ว่าลักษณะที่ดินของท่านนั้นจะต้องใช้ปุิยสูตรใดนะครับ เมื่อมี การผลิตปุิยเกิดขึ้นแล้วต้องมีการพิสูจน์ครับว่าปุิยของคุณได้ขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือเปล่า เพื่อที่จะทําให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ และนั่นล่ะครับเมื่อความมั่นใจเกิดขึ้นแล้วก็จะ เปึนแรงจูงใจอันสําคัญที่เขาจะไม่ใช้ปุิยเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอขอบคุณครับ