อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวเรื่องกฎหมายผู้สูงอายุและขอให้หาวิธีการที่ไม่ขัดต่อกฎหมายในการอนุมัติให้กฎหมายฉบับนี้เดินไปข้างหน้า
ท่านประธานที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กราบเรียนว่าที่ท่านประธานวิปฝ์ายค้านได้กรุณา กล่าว คือเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเดินทางไปประเทศญี่ปุ์นนะครับ แต่ว่าความเข้าใจของ ผมแล้วก็สภาพปัญหาในขณะนี้อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัว เนื้อหาสาระของตัวร่างพระราชบัญญัติที่ทางเพื่อนสมาชิก ประทานโทษเอ่ยนามนะครับ คุณจุติ ไกรฤกษ์ เปึนผู้เสนอ ว่ามีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ ถือโอกาสนี้กราบเรียนเลยว่า ตั้งแต่ผมเข้ามาดํารงตําแหน่ง ผมได้ให้นโยบายใหม่กับทางคณะรัฐมนตรีด้วยซ้ํานะครับว่า ในอดีตที่ผ่านมานี่ ถ้าหากว่ามีกฎหมายที่เพื่อนสมาชิกเสนอ และมีการวินิจฉัยว่ากฎหมายเปึนกฎหมาย ทางการเงิน ทางรัฐบาลมักจะรอจนกว่ามีร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลเองเข้ามาประกบ ผมได้ให้นโยบายใหม่ว่า ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถ เสนอกฎหมายได้ เรื่องไหนที่รัฐบาลเห็นชอบกับหลักการ เหตุผล สอดคล้องกับนโยบาย แม้ส่วนราชการไม่พร้อม ไม่มีร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาล ก็จะรับรองให้ และขณะนี้ ทางที่ปรึกษา ทางฝ์ายกฎหมายก็ได้รวบรวมมาให้ผม ซึ่งเตรียมที่จะรับรองอยู่ประมาณ ๑๔-๑๕ ฉบับ ทั้งของรัฐบาล ทั้งของฝ์ายค้านนะครับ ทั้งเพื่อน ส.ส. ฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้าน เพราะฉะนั้นขอให้สบายใจว่า ในเรื่องของการที่จะรับรองกฎหมายที่เปึนประโยชน์ แม้ว่ารัฐบาลไม่มีร่างของตัวเอง ผมยินดีจะทํา เพราะว่าได้เปลี่ยนนโยบายไปแล้ว ทีนี้กรณีของกฎหมายผู้สูงอายุนี่ ปัญหามีอยู่ในเรื่องของขั้นตอนเท่านั้นครับ ก็คือว่า โดยหลักของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒ นะครับ จะเขียนเอาไว้ว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเปึนร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคํารับรองของ นายกรัฐมนตรี ถามว่าใครเปึนคนวินิจฉัยว่าเปึนกฎหมายการเงินหรือไม่ คําตอบก็คือ ท่านประธาน ถามว่าท่านประธานวินิจฉัยตอนไหน ท่านประธานวินิจฉัยตอนที่จะสั่งบรรจุ เข้าสู่ระเบียบวาระหรือไม่ เพราะว่าถ้าเปึนกฎหมายที่ท่านประธานวินิจฉัยว่าเปึนกฎหมาย การเงิน จะไม่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ จะส่งไปให้ทางรัฐบาล คือนายกรัฐมนตรีลงนาม รับรอง ดังนั้นในวันที่ท่านประธานกรุณาบรรจุร่างพระราชบัญญัติของคุณจุติ ไกรฤกษ์ เข้ามา คือกฎหมายผู้สูงอายุ นั่นหมายความว่าท่านประธานได้วินิจฉัยว่าไม่เปึนกฎหมาย การเงิน ทีนี้ตามรัฐธรรมนูญเวลาท่านประธานวินิจฉัยว่าไม่เปึนกฎหมายการเงินนี่ ก็ไม่เขียนอะไรต่อ เพราะถือว่าอันนี้ก็เปึนการรักษาสิทธิของทางสภาผู้แทนราษฎรเอง ของสมาชิกเอง รัฐบาลไม่มีกลไกในการที่จะไปยับยั้งตรงนี้ได้ เว้นเสียแต่ท่านประธานจะ สังเกตว่า ในมาตราถัดไปนี้ รัฐธรรมนูญเขียนว่า เกิดเข้าไปในคณะกรรมาธิการแล้วไปแก้ แล้วมีสาระเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ต้องย้อนกลับไปให้รัฐบาลรับรองอีก ในทางตรงกันข้าม ถ้าประธานวินิจฉัยว่าเปึนการเงิน อันนี้ก็จะมีกระบวนการให้สมาชิกเขาโต้แย้ง เพราะสมาชิกเขาต้องรักษาสิทธิของเขาในการที่จะเสนอ ก็จะเข้าสู่ที่ประชุมของประธาน คณะกรรมาธิการ ทีนี้กรณีนี้เมื่อท่านประธานวินิจฉัยว่าไม่เปึนกฎหมายการเงิน มันเสนอแล้ว จนกระทั่งมีการอภิปรายตามที่ท่านประธานวิปฝ์ายค้านได้เล่า ท่านก็ท้วงขึ้นมาช่วง การอภิปราย แต่มันเลยขั้นตอนของคําวินิจฉัยของท่านประธานไปแล้ว การวินิฉัย ท่านประธานจะเกิดขึ้นอีกครั้งตามรัฐธรรมนูญก็คือ เมื่อมีการไปดําเนินการแก้ไขเพิ่มเติม แล้วทําให้กฎหมายซึ่งท่านประธานเคยวินิจฉัยว่าไม่เปึนกฎหมายการเงินนี่กลับมาเปึน กฎหมายการเงินอีก ในมาตรา ๑๔๔ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่รักษาการช่วงที่ผมไม่อยู่นี่ ส่งไปเพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยนี่ มันอยู่ที่ประเด็นนี้ครับ ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นว่า เนื้อหาสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ เพราะเกิดความสับสนว่าถ้าจะมาวินิจฉัย ว่าเปึนกฎหมายการเงินในขั้นตอนนี้ แล้วนายกรัฐมนตรีมารับรองตอนนี้ มันจะสอดคล้อง กับกระบวนการที่กําหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับหรือไม่ ทีนี้ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้า เพื่อนสมาชิกทั้งสองฟาก มีความเห็นพ้องต้องกันอยู่แล้วว่าต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เดิน ไปข้างหน้า ก็อยากจะขอหารือว่าทําวิธีการใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมายแล้วก็เดินไปข้างหน้า ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้วไม่มีใครอยากจะโต้แย้งละครับ กฎหมายฉบับนี้ก็อยากให้ออกไป เพราะคิดว่าจะเปึนประโยชน์ในการทําให้เกิดระบบชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการได้รับสวัสดิการ แต่ที่ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ได้กรุณาชี้แจง ก็เพื่อให้ความ มั่นใจเท่านั้นเองว่า แม้กฎหมายที่ออกไม่ทันเดือนเมษายน ก็มีกระบวนการที่จะ ดําเนินการในเรื่องของเบี้ยยังชีพได้ตามที่รัฐบาลได้ดําเนินการไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ที่จริงถ้าเราเห็นไม่ต่างกันนะครับ ผมก็อยากจะ ปรึกษาว่ากรรมาธิการพิจารณาไปได้ไหม แล้วก็เมื่อพิจารณาแล้วมีการแก้ไขอะไรนี่ ค่อย กลับมาให้รับรองตามขั้นตอนในมาตรา ๑๔๔ ก็จะเปึนวิธีการที่น่าจะเปึนทางออกที่ เหมาะสมครับ