สุนัย จุลพงศธร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการยกระดับประสิทธิภาพสถาบันหม่อนไหม โดยกล่าวหาว่าการจัดตั้งกรมใหม่นั้นขัดกับนโยบายของรัฐบาล และอาจนำไปสู่การขยายงานและเพิ่มค่าใช้จ่าย สุนัย จุลพงศธร สังเกตว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขยายกำลังคนและเงิน แต่ประสิทธิภาพยังไม่ดีขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดระบบให้เล็กลงและไม่ขยายการได้รับเงินอุดหนุน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ส.ส. สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ เราได้มีการปรึกษาหารือกัน ในพรรค เราเห็นด้วยในหลักการว่าการยกระดับประสิทธิภาพจากสถาบันหม่อนไหม เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเปึนเรื่องดีครับท่านประธาน แต่อยากจะได้ข้อเท็จจริงจากทาง ส่วนราชการที่รับผิดชอบว่าในกระบวนการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ในนโยบายหลัก ของรัฐบาลนั้น เราได้มีแนวนโยบายมานานแล้วในหลายรัฐบาลด้วยกันว่า โครงสร้างของ ระบบราชการนั้นมันใหญ่มาก และมันกําลังเปึนภาระต่อประชาชนในเรื่องของ งบประมาณแผ่นดิน ในเรื่องของการเก็บภาษีอากร ดังนั้นหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ได้มีการวางแนวปฏิบัติ มีปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ปรับปรุงระบบราชการ จํากัดบุคลากร ไม่ให้องค์กรขยายไปมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหน่วยงานใหม่ ๆ นั้น ถือเปึนเรื่องใหญ่มาก ท่านประธานครับ ผมเองอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องว่าในขณะที่เปึนสถาบันหม่อนไหมอยู่แล้ว มันมีความจํากัดอะไรในการ ยกระดับความสามารถ ในการยกระดับประสิทธิภาพ ถึงขั้นต้องยกมาเปึนกรม ต้องแก้ไข เรื่องนี้ เพราะกระผมเกรงว่าจะขัดกับนโยบายของท่านนี่ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง การเฉลิมพระเกียรติเพื่อให้สมกับพระเกียรติ ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถนั้น กระผมว่าข้าราชการจะต้องบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยต้นทุนที่ต่ําสุด ไม่ใช่พอคิดจะขยายงาน คิดเพิ่มประสิทธิภาพก็ขยายเปึนกรม ต่อไป ก็เปึนบทบาทเปึนกระทรวงอะไรกันต่อไป ที่ผมกราบเรียนท่านตรงนี้ครับว่า วันนี้การบริหารราชการแผ่นดินนั้นไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ อยู่ในภาวะที่วิกฤติเศรษฐกิจ เงินทองก็ไม่มี ท่านจะขยายเปึนกรมก็ต้องเพิ่มพนักงาน เจ้าหน้าที่ราชการเพิ่มขึ้น เสียงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก อะไรเปึนหลักประกันว่าจะ ทําให้ประสิทธิภาพนั้นดีขึ้น นี่ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ มันไม่ขัดกับหลักนโยบายของท่านหรือครับว่า ในการบริหารนั้น ต้องเร่งรัดประสิทธิภาพมากกว่าที่จะขยายคน ขยายเงิน ผมเกรงว่าวันนี้ไม่ใช่เฉพาะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้นครับ ด้วยความหวังดีครับท่านรัฐมนตรีครับ ในหลายกระทรวงก็มีภาวการณ์ที่จะขยายกําลังคนอย่างนี้ ระบบราชการของเรามีปัญหา อยู่อย่างหนึ่งครับท่านประธานครับว่า พอพูดถึงว่าประสิทธิภาพต่ําจะยกระดับ ประสิทธิภาพปัูบ ก็คิดอย่างเดียวคือ ขยายคน ขยายเงิน ในภาวการณ์อย่างนี้เราก็มี แนวนโยบายแล้วว่าจะต้องจํากัดระบบราชการนั้นให้เล็กลงให้กะทัดรัด เราจึงมีการ เออร์ลี่ รีไทร์ (Early Retire : โครงการสมัครใจลาออก) เราทําอย่างนี้เราให้ราชการออก เพื่อจะให้เกิดประสิทธิภาพ แต่นี่ท่านกําลังจะตั้งกรมขึ้นอีก ผมเกรงว่าจะเปึนแบบอย่าง หรือจะถือว่าเปึนข้ออ้างของรัฐบาลที่จะขยายการได้ ยกตัวอย่างสักนิดเถอะครับ ในหลาย กระทรวง ทบวง กรม เปึนเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น ที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการนั้นเมื่อก่อนนั้นมี ๑๔ กรม เราเรียกว่า ๑๔ องค์ชาย ตอนหลัง ก็เปลี่ยนเปึน ๔ แท่ง ๑๔ กรมยุบ กะว่าจะให้มีเจ้าหน้าที่น้อยลง ที่เรียกว่า ปฏิรูป การศึกษา พอทําไปทํามาปรากฏว่ากรมต่าง ๆ ขยายขึ้นมาอีกแล้วครับ ส่วนงานต่าง ๆ ก็ยกระดับขึ้นมาเปึนกรมอีกแล้ว ในที่สุดมันก็กลายเปึนงูกินหาง และภาระตกที่ไหนครับ ภาระตกกับประชาชนที่เปึนคนเสียภาษี ยิ่งวันนี้รัฐบาลก็รีดนาทาเร้นเรื่องภาษีกันไม่ใช่น้อย ใช้เงินดูแล้วจะไม่มีประสิทธิภาพ แสนล้านบาทออกไปว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แจกคนละ ๒,๐๐๐ บาท แจกก็ไม่ทั่ว นี่ทําท่าว่าไม่มีผลอะไรอีกแล้ว จะขออีกแสนล้านบาทอีกแล้ว มีข่าวออกมาอีกแล้ว ท่านประธานครับ การลงทุนจากต่างประเทศมาในประเทศไทย บีโอไอ (BOI : Board of Investment : สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ก็บอกมาแล้วว่า ป้นี้ไตรมาสแรกลดลงไป ๗๒ เปอร์เซ็นต์ การขยายตัวเศรษฐกิจก็ลดลง แล้วทําไมท่านจึง เลือกวิธียกระดับประสิทธิภาพของงานหม่อนไหมของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถนี้ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ด้วยการขยายคน ขยายเงินอย่างนี้ล่ะครับ ตรงนี้ในเบื้องต้นเปึนประเด็น ที่ผมอยากจะเรียนถามท่านกรณ์ จาติกวณิช เห็นด้วยครับในการส่งเสริมงานลักษณะนี้ เห็นด้วย ทุกอย่างเห็นด้วยหมด แต่ไม่ได้ทํากันง่าย ๆ ถ้าเปึนอย่างนี้ไม่ต้องเอาท่านไปเปึน ละครับ ใครก็เปึนได้ถ้าจะเริ่มต้นประสิทธิภาพด้วยการขยายเงิน ขยายคนละก็จบหมด ละครับ ผมจําได้ว่าครั้งแรกที่ท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร มาเปึนนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ห้องตึกสันติไมตรี เรียกประชุมครั้งแรกท่านก็บอกว่า จังหวัดไหนมีปัญหาอะไรบ้างบอกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละคนขึ้นมาก็บอกว่า ขาดคนครับ ขาดเงินครับ อีกจังหวัดหนึ่งก็ขึ้นมา ขาดคนครับ ขาดเงินครับ ท่านก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้นะครับ ถ้าใครขึ้นมาบอกว่าขาดคน ขาดเงิน แก้ปัญหาด้วยวิธีขาดเงินและขาดคนแล้วก็จะไม่ให้เปึนผู้ว่าราชการจังหวัด เท่านั้นละครับ เงียบ นั่นหมายความว่า การแก้ปัญหามันต้องแก้ด้วยกระบวนการบริหารจัดการ ไม่ใช่ เริ่มต้นพอมีปัญหาก็ขาดเงิน ขาดคน ถ้าอย่างนั้นมันง่ายไปครับท่านประธานครับ ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีนั้นมีความสามารถสูง มากกว่าที่จะเปึนข้าราชการประจําธรรมดาที่คิด แบบธรรมดา จึงอยากจะขอทราบรายละเอียดก่อนแล้วเราจะได้ช่วยกันคิดครับ ท่านประธานครับ อย่าเพิ่งจบอะไรง่าย ๆ กราบขอบพระคุณครับ