วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบและพิจารณาการตัดสิทธิของผู้บริหารรัฐกิจ และการยื่นบัญชีทรัพย์สินสมาชิกสภา โดยเรียกร้องความชัดเจนในข้อเท็จจริงและกฎหมาย และเสนอแนะวิธีการที่จะทําให้การยื่นบัญชีง่ายขึ้น
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติที่เพื่อนสมาชิกเองกําลังพิจารณาอยู่นั้น เปึนเรื่องที่สําคัญแล้วก็เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะบุคคล ที่ทําหน้าที่ทั้งในส่วนของข้าราชการ ทั้งทางฝ์ายข้าราชการประจําและข้าราชการการเมือง เองนั้นก็คงจะต้องตระหนักในเรื่องของการทําหน้าที่ และโดยเฉพาะในเรื่องของ การทําหน้าที่และก่อให้เกิดประโยชน์บางสิ่งบางอย่างนั้น ก็เปึนเรื่องที่สมควรที่จะมี การดําเนินการ แต่ผมเองนั้นก็คงจะมีเรื่องที่ขออนุญาตสอบถามว่า ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ปัจจุบัน คือป้ ๒๕๕๐ นั้น ได้ให้อํานาจกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไว้มากพอสมควร โดยเฉพาะได้มีการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาซึ่งเปึนส่วนของการเมืองขึ้นมา แล้วคดี ทุกส่วนนั้นก็เปึนส่วนที่ทางนักการเมืองเองเมื่อเกิดปัญหาก็จะถูกโยนเข้าไปสู่กระบวนการ ดังกล่าว แต่ก่อนที่จะเข้าไปนั้นก็มีกระบวนการในการตรวจสอบ แต่ผิดกันที่ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นได้กําหนดไว้ว่า ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองนั้นให้อํานาจในเรื่อง ของการตรวจสอบไว้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะไปตรงกับในส่วนของกฎหมายของ ป.ป.ช. ป้ ๒๕๔๒ แต่วันนี้มันกลับกันแล้วครับ ดังนั้นถ้ามองให้ดีว่าบุคคลตามกฎหมายหรือ คนที่ทําหน้าที่ ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะทําทุจริต หรือถ้าคนคิดจะทําทุจริตนั้นเขาก็คงจะต้องดูว่าสิ่งที่เขากระทํานั้นมันมีช่องทางหรือเปล่า แต่วันนี้ถ้าบุคคลที่ถูกเสมือนว่า ถูกกล่าวหาว่าเปึนคนผิด ตามกฎหมายก็บอกว่า ถือเสมือนว่าเขาต้องเปึนคนบริสุทธิ์ก่อน เพราะเราเปึนกฎหมายลักษณะการกล่าวหา แล้วก็มาพิสูจน์กันว่าสิ่งที่กล่าวหานั้นคุณมีหน้าที่หาหลักฐานมาหักล้าง ดังนั้นในเมื่อเปึน กฎหมายประเภทนี้ผมเชื่อมั่นว่าการที่จะหาเอกสารหลักฐานมาหักล้างนั้นเปึนเรื่อง ยากลําบาก เพราะฉะนั้นถ้าทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือคนที่ร่างกฎหมายนั้น คงจะต้องมองเจตนารมณ์ของกฎหมาย มองเจตนารมณ์ของบุคคลที่ถูกกล่าวหา ผมอยากจะสอบถามว่าในความต่างของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งระบุไว้ในส่วนของ การพิจารณา การพิจารณาในการตัดสิทธิ หรือการเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าบุคคลที่กระทํา ความผิดนั้นกลับไปพิจารณาตามส่วนของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น แต่รัฐธรรมนูญ ในป้ ๒๕๕๐ นั้นกลับเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนั้นถ้าเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ เปึนธรรมและเหมาะสม ไม่มีใครละครับที่จะไม่ยอมรับ เพราะคนเองนั้นผมบอกได้เลย ครับว่า คําว่า จนต่อการตัดสิน มันก็ต้องดูเหตุผลและสิ่งต่าง ๆ ที่เปึนเรื่องกําหนด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องมีโอกาสให้เขาต่อสู้ทางการเมือง วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา นักการเมืองนั้น เปึนศาลซึ่งพอตัดสินแล้วคดีความต่าง ๆ เปึนอันรู้กันว่ายุติ แต่จะทํา อย่างไรละครับในส่วนตรงนี้จะมีวิธีการที่จะเข้าไปดูแลแก้ไขในการต่อสู้คดีดังกล่าว ที่ผม กล่าวมาแล้วว่าประเทศของเรานั้นเปึนลักษณะการกล่าวหาต้องมาหักล้าง ในกฎหมาย หลายฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ณ วันนี้ ผมยกตัวอย่างครับ ถ้าเกิดมี การกล่าวหาว่าบริษัทนี้ผลิตยา ผลิตของซึ่งไม่ตรงกับมาตรฐาน คนที่กล่าวหานั้นวันนี้แจ้ง แล้วในอดีตต้องไปนําสืบ ต้องไปทําอะไร เขาไม่มีเงินหรอกครับ โดยเฉพาะประชาชน แต่วันนี้กลับตาลปัตรต้องจัดให้บริษัท บริษัทต้องออกเงินในการนําสืบ ในการที่จะหา ข้อมูลต่าง ๆ ให้กับบุคคลที่กล่าวหา ของเรานี่ไม่เหมือนกัน ผมขออนุญาตครับว่าสิ่งนี้ต้อง ถามให้ชัดเจนและท่านกรุณาตอบด้วย
อีกส่วนเปึนเรื่องของการเสนอบัญชีทรัพย์สิน ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกท่าน วันนี้หลักเกณฑ์ของท่านเองในการยื่นบัญชี ทรัพย์สินของสมาชิกสภากระทั่งท้องถิ่น บางส่วนเองนั้นค่อนข้างที่จะละเอียดมากเกินไป หรือเปล่า บางส่วนเองนั้นสอบถามแล้วไม่ชัดเจน แม้กระทั่งใน ครม. ผมเคยสอบถาม ในขณะที่ดํารงตําแหน่งเปึนรัฐมนตรีว่า เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงก็ยังตอบไม่ได้ เขาบอกว่า ทรัพย์สินเรายื่นตามปกติ อสังหาริมทรัพย์หรือของต่าง ๆ ที่เปึนทรัพย์สินทุกอย่าง ยื่นตามปกติ บัญชีทุกอย่าง แต่หุ้นวันนี้มีปัญหาครับ ถ้าเอาจริง ๆ มีหลายคนถูกยื่นบัญชี ทรัพย์สินโดยไปพาดพิงว่าถือหุ้นซึ่งเปึนหุ้นสัมปทาน ถามไปถามมาใน ครม. ครับ เขาบอก หุ้นทุกตัวถ้าจะเอาจริง ๆ เปึนหุ้นสัมปทานหมด แม้กระทั่งหุ้นแบงก์ เพราะแบงก์ไปออก ใบค้ําประกันให้กับบริษัทซึ่งเปึนสัมปทานของรัฐก็มีความผิดเหมือนกัน บางบริษัท บริษัทหนึ่ง ยกตัวอย่างนะครับ อย่าง ปตท. เขาแตกลูกหุ้นออกมา แล้วก็ไปบวกกับอีก บริษัทหนึ่ง มาเกิดอีกบริษัทหนึ่ง ตอนแรกบอกไม่เปึน แต่เมื่อหุ้นตรงนั้นไปรับสัมปทานปุ็บก็กลายเปึนบริษัทซึ่งมีสัมปทาน แล้วถามว่าบุคคล ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้มีอย่างเดียวกันครับ คือมีอาชีพที่ไม่ต้องทําและ ทําเฉพาะอาชีพเดียว คืออาชีพนักการเมืองกินเงินเดือนเฉพาะเงินเดือน ๑๕๐,๐๐๐- ๑๖๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ท่านคิดว่าพอไหมครับที่จะใช้จ่าย หรือจะมีมรดกตกทอดเอาเงิน ไปทําอย่างอื่น ถ้าถือหุ้นเกินกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คงทําไม่ได้ ผมสอบถามว่าในส่วนวิธีการ ที่จะวินิจฉัยหรือร่างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นท่านต้องให้เกิด ความชัดเจนกับผู้ปฏิบัติ ถ้าไม่ชัดเจนท่านต้องไม่เอาความผิดกับเขา เพราะการปฏิบัติ อย่างนั้นเปึนการเลือกปฏิบัติ หรือเปึนการปฏิบัติกับบุคคลซึ่งไม่ทราบในเรื่องข้อเท็จจริง เรื่องกฎหมายอย่างชัดเจน ท่านประธานครับ ในเรื่องดังกล่าวเมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปว่าอายุความ ในกฎหมายฉบับป้ ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้น อายุความเพียง ๕ ป้ แต่วันนี้ท่านร่างไปร่างมาอายุความ ๒ ป้ ๕ ป้ และไม่เกิน ๑๐ ป้ ถามว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวเหล่านี้ ถ้าจะบอกว่าคดีความมันเยอะ มันมาก จนกระทั่งล้นมือ ป.ป.ช. หรือไม่สามารถดําเนินการได้ให้สิ้นสุดโดยเร็ว ท่านก็ต้องมีวิธีการในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ โดยอาจจะมีการเพิ่มหรือหาบุคคล หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวนั้น ให้มันเพิ่มมากขึ้น ผมเองนั้นต้องขออนุญาตครับว่าโดยสายงานแล้วทุกคนมีอาชีพ ทุกคนมีอาชีพแน่นอนครับ แต่พอมาทําหน้าที่อยู่ในตําแหน่งของนักการเมืองแล้วนี้ อาชีพมันแทบจะหมดไป หรือถ้ามีอาชีพอยู่แล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงอาชีพ หรือก็ต้อง หยุดอาชีพ หรือจะต้องทําอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นหลุดพ้นตัว ท่านประธานครับทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมอยากจะฝากว่ามีวิธีการอย่างไรไหมที่จะทําให้ บุคคลอย่างพวกเรา ในฐานะนักการเมืองนั้นไม่ถูกมองจากพี่น้องประชาชน เพราะเราเปึน ตัวแทนครับว่าเปึนบุคคลที่อันตราย เปึนบุคคลที่ถูกมองว่ามีแต่อยากจะได้ผลประโยชน์ หรือรับผลประโยชน์ หรือเปึนบุคคลที่ทําอะไรในความหมายคือหวังผลประโยชน์ ซึ่งพวกเราเอง ผมคิดว่าทุกคนเองคงไม่เปึนอย่างนั้น ถ้าเปึนแบบนั้นนะครับ ผมตอบได้เลยว่าคนที่ ลงสมัครเลือกตั้งมาจากประชาชน ประชาชนเองคงไม่ตัดสินใจเลือก เพราะเดี๋ยวนี้ข้อมูล ข่าวสารนั้นมันชัดเจน ท่านประธานครับ มีอันหนึ่งซึ่งผมฝากว่าถ้ามันเปึนไปได้ บัญชีทรัพย์สินทุกคนยื่นนี่ครับก่อนรับตําแหน่ง พอครบ ๑ ป้ ส.ส. ก็ยื่นอีกครั้งหนึ่ง พอออกจากตําแหน่งก็ยื่นครบอีก ๑ ป้นะครับหนังสือ บางคนมีทรัพย์สินมากเซ็นกัน เปึนเล่มเปึนแฟัม แล้วผมคิดว่าของท่านเองที่สํานักงานก็อาจจะไม่มีที่บรรจุหรือที่เก็บแล้ว ในปัจจุบัน เพราะถ้ายื่นกันบ่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวบุคคลกันบ่อย หรือมีการเลือกตั้ง บ่อย ๆ ครั้ง จะเปึนไปได้ไหมครับว่าฉบับที่ส่งเข้าไปอันแรกกับฉบับที่จะยื่นอีกครั้งหนึ่ง ในป้สุดท้ายหรือพ้นจากตําแหน่งเอาเปึนเพียงแต่ใบหน้าหรือใบแทรกว่าขณะนี้มีอะไร เพิ่มเติมหรือลดลง ซึ่งอันแรกมันยืนยันอยู่แล้วครับท่าน มันจะง่ายกว่าไหมครับ ง่ายต่อ การดําเนินการ เพราะถ้าเกิดลืมยื่นก็มีความผิดอีก ทั้ง ๆ ที่ต้นฉบับยื่นพอมาหมดวาระปุ็บ เอกสารมันเยอะจริง ๆ ครับ ทั้งตัวของบุคคลที่ยื่น ครอบครัว เกิดมีลูกไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ต้องยื่น สามีภริยา ผมอยากจะฝากครับว่าทําอะไรให้มันง่ายสําหรับคนที่จะยื่นและ คนที่จะตรวจมิเปึนการดีหรือครับ ในเรื่องตรงนี้ต้องขออนุญาตฝากว่า ถ้าเปึนไปได้นี่ครับ เอกสารจริง ๆ แล้วนี่ท่านเก็บไว้ จํานวนมากแล้วเอามาเปรียบเทียบกันมันก็เปึนการเพิ่มงานให้ท่าน แต่ถ้าท่านยืนยันว่า ต้นฉบับตรงนี้ตอนก่อนรับตําแหน่งตรวจถูกต้องแล้ว ถ้าโดนร้องหรือโดนอะไรค่อยว่ากัน แต่ถ้าตรวจเสร็จแล้ว พอพ้น ๑ ป้ท่านยื่นเหมือนเดิม ท่านก็เขียนเหมือนเดิมทรัพย์สิน ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้ามันเพิ่มท่านก็บอกว่าเพิ่มรายการนี้รายการที่ ๒ รายการที่ ๓ หรือ มีอะไรที่เพิ่มเติมรวมแล้วตัวเลขเหลือเท่าไรนะครับ มันจะได้ดูแล้วทุกคนเองก็มี ความตั้งใจอยู่แล้วที่จะทําให้ถูกระเบียบ ถูกต้องตามส่วนที่ท่านกําหนดหลักเกณฑ์ไว้ ผมเองส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับกรณีการที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในการที่จะ ตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าเปึนเรื่องทุจริตนะครับ แต่ก็ต้องถือเสมือนว่าคนที่ยื่นบัญชี หรือยื่นทรัพย์สินทุกคนนั้นเปึนผู้บริสุทธิ์ ถ้ามีอะไรนะครับ ไม่ใช่บอกว่าพอหมดเวลาปุ็บ ๒ อาทิตย์ยื่น ใน ๑ เดือนยื่น หมดแล้วคุณไม่สามารถ ปล่อยเขาเถอะครับ ถ้าเขามี เอกสาร มีหลักฐานที่เขาเปึนข้อเท็จจริง ท่านก็ต้องยืดหยุ่นครับ ไม่มีใครหรอกครับ ที่ทํางานแล้วจะเรียกว่าไม่หลงลืมนะครับ แต่การหลงลืมบางสิ่งบางอย่างนั้นก็ขอให้อยู่ใน ดุลยพินิจที่ท่านสามารถวินิจฉัย และให้เขาสามารถชี้แจงได้ครับ ขอบคุณครับ