อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือเรื่องโครงการรับจํานําข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ฤดูการผลิตปี 2551/2552 และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าข้าวโพดต่างด้าวเข้ามาในประเทศ และขอกราบเรียนท่านประธานและสมาชิกให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ติดขัด
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ์ายค้านและรัฐบาลทั้งที่ ได้แสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจงานของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ติดต่อประสานงานแสดงความทุกข์ร้อนต่อปัญหาโครงการ แทรกแซงราคาพืชผลเกษตร เพราะทราบดีว่าปัญหาเหล่านี้เปึนภารกิจร่วมกันที่ทาง รัฐบาลถือเปึนนโยบายหลัก เพราะฉะนั้นในประเด็นที่กระผมรับผิดชอบในเรื่องของพืชผล เกษตรนั้น ได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องของโครงการรับจํานําแทรกแซงราคาข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ฤดูการผลิตป้ ๒๕๕๑/๒๕๕๒ และในช่วงบ่ายวันนี้ก็ได้มีกระทู้ถามสดนะครับ โดยท่านนคร มาฉิม จากจังหวัดพิษณุโลก ก็ในประเด็นปัญหาเรื่องของราคาพืชผล ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และผมก็จะได้ตอบอีกครั้งหนึ่ง สําหรับเฉพาะ หน้าที่ให้เกิดความเข้าใจร่วมกันต่อสภาแห่งนี้ ก็ในเรื่องของโครงการรับจํานําข้าวโพดนั้น จะเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะที่เพาะปลูกอยู่มาก และผลผลิตออกมาในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือก็ดี ภาคเหนือก็ดี ภาคกลางก็ดีนั้น ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อ รัฐบาลได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ ๒๒ ธันวาคม (วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑) ที่ผ่านมา วันที่ ๒๓ ธันวาคม (วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๑) ท่านนายกรัฐมนตรี จึงได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ว่าสามารถดําเนินการได้ในการ ปฏิบัติราชการเท่านั้น ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้จนกว่าจะมีการแถลง นโยบายต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้นด้วยความห่วงใยของบรรดา ส.ส. แล้วก็คณะรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์จึงได้รายงานสถานการณ์ของปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี แต่เนื่องจากข้อจํากัดในด้านของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐) จึงได้กําหนดไว้ว่า ทันทีที่แถลงนโยบายต่อ รัฐสภา รัฐบาลมีอํานาจในการบริหารราชการแผ่นดินก็จะนําเรื่องของการช่วยเหลือ เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดนั้นเข้าสู่การพิจารณาในวาระแรกของการประชุม เพราะฉะนั้น เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเปึนที่เรียบร้อย จึงได้มี การประชุมคณะรัฐมนตรีและได้มีมติที่สําคัญในเรื่องของโครงการแทรกแซงราคาข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ดังต่อไปนี้ครับ
ประการที่ ๑ ก็คือการขยายปริมาณการรับจํานําข้าวโพด ซึ่งเดิมในรัฐบาล ชุดที่ผ่านมานั้นได้กําหนดปริมาณของการรับจํานําไว้ที่ ๕ แสนตัน โดยใช้วงเงินกู้เพื่อมา รับจํานํานั้นเปึนเงิน ๔,๒๕๐ ล้านบาท โดยมีระยะเวลาของการรับจํานําตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนและสิ้นสุดเอาเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม โดยกําหนดราคากิโลกรัมละ ๘.๕๐ บาท สําหรับความชื้นไม่เกิน ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อระยะเวลาในช่วง หลังจากวันที่ ๑๖ ธันวาคม เปึนต้นมา ปรากฏว่ายังมีผลผลิตที่อยู่ในมือของเกษตรกร ชาวไร่ข้าวโพด โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางเปึน จํานวนมาก ซึ่งรวมถึงภาคตะวันออกด้วย ด้วยเหตุนี้เองในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งแรกจึงได้กําหนดขยายจาก ๕ แสนตัน เปึน ๗๕๐,๐๐๐ ตัน และ
ประการที่ ๒ ขยายระยะเวลาออกไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกัน นั้นได้ขยายวงเงินที่จะใช้ในการรับจํานําข้าวโพดอีก ๒,๑๒๕ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี คณะรัฐมนตรีได้เห็นว่ามีข้อสังเกตบางประการจากการรับจํานําในช่วงแรกว่าปริมาณการ รับจํานําข้าวโพด ๕ แสนตันนั้น เต็มโควตาภายในเวลาเพียง ๑ เดือนเท่านั้นเอง และมีการ สืบข่าวในทางลับและรายงานจากส่วนราชการว่าได้มีการลักลอบนําข้าวโพดต่างด้าวจาก ต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิในการรับจํานํา จึงได้เปึนมติคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการตรวจสอบ สอบสวน เพื่อมิให้ข้าวโพดต่างด้าวนั้นเข้ามา ทําร้ายกีดกันโอกาสของชาวไร่ข้าวโพดคนไทย นอกจากนั้นแล้วคณะรัฐมนตรีจึงได้กําหนดกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเปึนธรรมและเกิด ความรอบคอบโปร่งใสในการรับจํานําข้าวโพดด้วยการเพิ่มเติมมาตรการ ๒ มาตรการ
๑. ก็คือการกําหนดให้มีโควตาจังหวัดบนพื้นฐานของการผลิตจริง เหมือนกับการล้อมรั้ว เพราะเดิมในโครงการรับจํานํา ๕ แสนตันแรกนั้นไม่ได้มีการกําหนด โควตาจังหวัดเลย จึงมีการทะลักเข้ามาของข้าวโพดต่างด้าว แล้วก็ไหลเข้ามาตั้งแต่ จังหวัดชายแดนเข้ามาสู่จังหวัดที่อยู่ด้านใน เพราะส่วนต่างของราคาที่เราได้กําหนด ทั้ง ในการกําหนดในโครงการรับจํานําช่วงแรก ๕ แสนตันนั้น คือราคา ๘.๕๐ บาท ในขณะที่ ราคาข้าวโพดต่างด้าวนั้นอยู่เพียงกิโลกรัมละ ๓.๕๐ บาทเท่านั้นเอง ส่วนต่างถึง ๕ บาท ต่อกิโลกรัม หรือ ๕,๐๐๐ บาทต่อตัน ตรงนี้เองคือมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาว่าขอให้มี โควตาจังหวัด โดยคํานึงถึงความเปึนธรรมและข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของผลผลิตที่มีการ ผลิตจริงที่รายงานในช่วงรัฐบาลที่แล้วและรายงานล่าสุดที่เข้าสู่คณะรัฐมนตรี
๒. ก็คือมาตรการในการกําหนดวงเงินการรับจํานําเปึนรายเกษตรกร ได้ กําหนดว่าจะให้มีการรับจํานําได้ไม่เกินรายละ ๑ แสนบาท โดยที่ลดจากรายละ ๓๕๐,๐๐๐ บาท ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่า การที่ต้อง กําหนดอย่างนี้เพราะเหตุว่า จากการรับจํานํา ๕ แสนตันแรกนั้น กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนการรับจํานํารายละไม่เกิน ๑ แสนบาทครับ ตรงนี้จึงนํามาซึ่งการกําหนดในวงเงิน ดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีแนวปฏิบัติ เพราะทราบดีกว่าอาจจะมีเกษตรกรบางส่วนที่มี การปลูกมากกว่า ๑๑-๑๒ ตัน ดังนั้นก็ได้กําหนดเปึนแนวปฏิบัติว่าให้จํานํา ๑ แสนบาทก่อน ส่วนที่เกิน เช่น เกินไป ๑ แสนบาทหรือ ๒ แสนบาท ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวง พาณิชย์ คือเจ้าหน้าที่ อคส. องค์การคลังสินค้า ตลอดจนคณะกรรมการดูแลปัญหาราคา พืชผลระดับจังหวัด ซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนประธาน และในระดับอําเภอก็มี นายอําเภอเปึนผู้ดูแลนั้น ตลอดจนการขอความร่วมมือไปถึงองค์กรปกครองท้องถิ่นและ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้รีบดําเนินการโดยด่วนสําหรับเกษตรกรรายซึ่งมีผลผลิตของข้าวโพด เกินกว่าการจํานําในวงเงิน ๑ แสนบาท และเมื่อรวบรวมได้แล้วก็จะได้มีการขออนุมัติใน การรับจํานําเฉพาะในส่วนนั้นเปึนกรณีพิเศษ มาตรการดังกล่าวนั้นต้องเรียนว่าโดย ข้อเท็จจริงปัญหานี้ไม่ใช่มีเฉพาะตอนนี้ครับ ป้นี้ก็จะเกิดอีก เนื่องจากว่าปริมาณการผลิต ข้าวโพดกับปริมาณการใช้ข้าวโพดส่วนใหญ่ใช้ให้กับโรงงานอาหารสัตว์ เราผลิตข้าวโพด ได้โดยเฉลี่ยป้หนึ่ง ๓.๗ ล้านตัน โรงงานอาหารสัตว์ใช้อยู่ประมาณ ๓.๗-๓.๘ ล้านตัน ก็ พอดี ๆ เพราะฉะนั้น ๓ ป้ที่ผ่านมาจึงไม่มีการเข้าไปแทรกแซงราคาด้วยโครงการรับจํานํา ข้าวโพดแต่อย่างใด แต่เนื่องจากว่าในช่วงหลายป้มานี้เราได้เข้าไปส่งเสริมสนับสนุน ประเทศเพื่อนบ้าน โดยผ่านโครงการความร่วมมือเจ้าพระยา-อิระวดี เจ้าพระยา-แม่โขง ที่เรียกว่า แอคเมค (ACMEC : Ayeyawady-ChaoPhraya-Mekong Economic Cooperation กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง) โดยเฉพาะการ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสําหรับ ๓ ประเทศ ซึ่งมีฐานะเศรษฐกิจด้อยกว่าเรา ซึ่งเปึน หลักการของอาเซียน และประเทศไทยเปึนประธานอาเซียน และก็เปึนประเทศซึ่งมีฐานะ ทางเศรษฐกิจศักยภาพสูงกว่าจึงได้ให้การสนับสนุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เรียกว่า เอไอเอสพี (AISP : ASEAN Integration System of Preferences โครงการให้สิทธิ ประโยชน์ทางภาษีแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน) ในประเทศพม่า ลาวและกัมพูชา นั่นหมายความว่าการนําข้าวโพดเข้ามานั้นไม่ต้องเสียภาษี ตัวเลขจึงปรากฏอย่างนี้ครับ ว่าเมื่อ ๓ ป้ที่แล้วตัวเลขของการแจ้งการผลิตภายใต้การส่งเสริมเกษตรพันธะสัญญา ที่เรียกว่า คอนแทรคท์ ฟาร์มมิง (Contract farming : การจัดการทางความสัมพันธ์ ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้รับซื้อผลผลิตแบบแนวดิ่ง) นั้นใน ๓ ประเทศ มีผลผลิต แจ้งขึ้นทะเบียนไว้ประมาณ ๑ แสนตัน ถัดมาเมื่อ ๑ ป้ ตัวเลขแจ้งมาเพิ่มเปึน ๓ แสนตัน มาป้ที่แล้วนี่ครับฤดูการผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ซึ่งเราเริ่มเป่ดรับจํานํา ตัวเลขแจ้งมาเพิ่มเปึน ๑,๒๐๐,๐๐๐ ตัน ๑,๒๐๐,๐๐๐ ตัน ที่รออยู่จ่อชายแดน ในขณะที่ เรารับจํานําไปแล้ว ๕ แสนตัน ดังนั้นปัญหาตรงนี้ก็ต้องเรียนว่า การดําเนินการที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไป ในทางปฏิบัติในฐานะที่ผมเพิ่งได้รับมอบหมายแต่งตั้ง อย่างเปึนทางการให้ดูแลในเรื่องของโครงการรับจํานําข้าวโพด เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ที่ผ่านมานี้เอง เปึนประธานคณะกรรมการกํากับการรับจํานําโครงการแทรกแซงราคา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฤดูการผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ผมได้ปฏิบัติตามนโยบายของท่าน นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการที่จะให้ การช่วยเหลือให้เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดนั้นได้รับประโยชน์สูงสุด อะไรที่เปึนอุปสรรค โดยเฉพาะในแนวทางการบริหารก็ได้กําชับและเร่งรัดให้กับองค์การคลังสินค้าได้เพิ่มจุด รับจํานําให้มากที่สุด โดยประสานความร่วมมือขอความเห็นจากท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรทุกคนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนั้นได้มีส่วนร่วมในการที่จะดูแลแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนั้นแล้วก็ขอให้เร่งรัดในเรื่องของการเพิ่มจํานวนเจ้าหน้าที่ เพราะต้องเรียนว่า ๓ ป้ที่ผ่านมา ไม่มีการรับจํานําแทรกแซงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แต่อย่างใด และคราวนี้ เนื่องจากว่าการดําเนินการเปึนการเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้วและรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นก็จึงมีข้อขัดข้องในเรื่องของการบริหารในระดับของหน่วยงาน จึงได้ให้มีการเพิ่ม เจ้าหน้าที่เพื่อที่จะทําให้การออกใบประทวนรวดเร็วขึ้น และได้ขอความร่วมมือให้ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) นั้นได้จ่ายเงินตามใบประทวนที่เกษตรกร นั้นไปขึ้นเงินอย่างรีบด่วน ผมเชื่อว่านี่คือประเด็นที่เราตรงกัน แต่สิ่งที่ผมเรียนเพิ่มเติม ก็คือว่าในขณะที่เราต้องดูแลเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดของเราเพื่อไม่ให้ถูกกีดกัน ถูกเบียดเบียนสิทธิที่เขาพึงจะได้ในราคาข้าวโพด ๘.๕๐ บาทต่อกิโลกรัมนั้น จากการที่มี ขบวนการทุจริต และมีการเอาข้าวโพดต่างด้าวมาสวมสิทธิเปึนจํานวนมาก โดยที่ไม่ได้มี การสร้างแนวรั้วในการกําหนดโควตาจังหวัด ตรงนี้เปึนปัญหาใหญ่ ดังนั้นผมก็ได้มีการ ประชุมคณะกรรมการกํากับในรอบแรก เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อสรุปปัญหา รวบรวมรายการผลผลิตที่แต่ละจังหวัดได้ส่งมาตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านครับได้มีการนําเสนอข้อมูลตรงกัน เปึนข้อมูลเดียวกันคือ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้ส่งให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพาณิชย์ก็มาดูว่าหลังจากที่มีการจํานํา ๕ แสนตัน ไม่ใช่แค่ ๕ แสนตัน ได้มีการรับฝากไว้อีกแสนกว่าตัน จนทําให้ปริมาณก่อนที่ รัฐบาลจะเข้ามาดูแลนั้นอยู่ที่ ๖๓๐,๐๐๐ กว่าตัน การเพิ่มโควตาอีก ๒๕๐,๐๐๐ ตัน จึง เหลือในความเปึนจริงอีก ๑๒๐,๐๐๐ กว่าตัน เพราะฉะนั้นจึงได้มีการกําหนดโดย กรมการค้าภายในและ อคส. ในการจัดโควตาจังหวัดออกไป บางจังหวัดก็ได้มาก ได้น้อย ตามฐานการผลิตจริง และตัวเลขที่มีการจํานํางวดแรกไปแล้ว และยังเหลืออยู่ แต่ อย่างไรก็ตาม ผมได้เห็นปัญหาจากที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดที่ มีปัญหา อย่างจังหวัดน่าน จังหวัดลพบุรี จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย จังหวัดแพร่ จังหวัดตาก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัด เชียงราย จังหวัดเพชรบูรณ์ เปึนต้น ผมได้นัดประชุม ครั้งที่ ๒ ในสัปดาห์เดียวนะครับ ในวันศุกร์ และจะได้มีการพิจารณาเรื่องที่สําคัญซึ่งฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ ท่านจะให้ข้อมูล และประสานกับผมในช่วงบ่ายของวันนี้
ประการที่ ๑ ก็คือการพิจารณาว่าจะมีการขยายปริมาณการรับจํานํา เพิ่มขึ้นหรือไม่
ประการที่ ๒ ก็คือจะมีการพิจารณาเรื่องโควตาจังหวัดอย่างเปึนธรรม และโปร่งใส
ประการที่ ๓ ก็คือการพิจารณาแก้ไขปัญหาผลผลิตตามโครงการ คอนแทรคท์ ฟาร์มมิ่งซึ่งขณะนี้รอจ่ออยู่แล้วที่ชายแดน ๑.๒ ล้านตัน ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ได้เข้ามาแล้วหลายแสนตัน
ประการที่ ๔ ก็คือว่าการเพิ่มจุดรับจํานํา แก้ไขกฎระเบียบ เพื่อให้การ รับจํานําสามารถกระทําได้โดยสะดวก ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดลําปาง ซึ่งทั้งจังหวัดไม่มีจุด รับจํานําเลยครับ ได้กําชับไปแล้วว่าต้องมีทุกจังหวัดและโดยเฉพาะในอําเภอที่มีผลผลิต มากจะต้องเป่ดรับ แต่เนื่องจากว่าปัญหาเรื่องการรับจํานําส่วนใหญ่ผู้ที่เปึนโกดังก็ดี เปึน โรงสีก็ดี เปึนลานก็ดีนั้น ได้รับจํานํามาในหลายป้ที่ผ่านมา แล้วก็มีปัญหาถูกขึ้นบัญชีดํา ไปจํานวนไม่น้อย บางจังหวัดนี่ถูกขึ้นบัญชีดําจนกระทั่งหาสักแห่งหนึ่งไม่ได้ ก็หาทางออก ว่าถ้าเปึนเช่นนั้นจะขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการได้มีการเสนอแก้ไขหลักเกณฑ์ เช่น ให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเปึนคู่สัญญารับผิดชอบ ทางแพ่งต่อทางองค์การคลังสินค้า และได้เป่ดจุดรับจํานําภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกัน เช่นนี้ ก็จะทําให้จุดรับจํานําซึ่งเปึนปัญหาใหญ่กับพืชทุกชนิดสามารถดําเนินการได้อย่าง คล่องตัว และ
คําถามสุดท้ายในการประชุมวันศุกร์ก็คือว่า การรับจํานําขณะนี้ ๗๕๐,๐๐๐ ตัน และกําลังพิจารณาที่จะเพิ่มอีก ๒๕๐,๐๐๐ ตัน เปึน ๑ ล้านตันนั้น ในวงเงินเฉพาะการรับจํานํายังไม่รวมค่าบริหารและอื่น ๆ เปึนเงินที่จะต้องใช้ ๘,๕๐๐ ล้านบาท สต๊อก (Stock : คลังสินค้า) เหล่านี้จะเอาไปไว้ที่ไหน จะทําอย่างไร ประเด็น เหล่านี้ คือประเด็นที่ต้องดูอย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านสมาชิกผ่านท่าน ประธานไปถึงสมาชิกว่า ข้อมูลต่าง ๆ และความเห็นของท่านเปึนประโยชน์อย่างยิ่งต่อ การดําเนินการบริหารของกระทรวงพาณิชย์ และยินดีที่จะมีส่วนร่วมในการที่จะแก้ไข ปัญหานี้เพื่อเปัาหมายสูงสุดที่เปึนนโยบายของรัฐบาลก็คือว่า เกษตรกรจะต้องได้ ประโยชน์สูงสุดจากโครงการรับจํานําข้าวโพดในครั้งนี้ และ
๒. กระบวนการทุจริตในการนําข้าวโพดต่างด้าวเข้ามาสวมสิทธิและก็ เบียดบังประโยชน์ของชาวไร่ข้าวโพดชาวไทยนั้นจะดําเนินการโดยเฉียบขาด อย่างที่ผมได้ ดําเนินการไปตรวจสอบตรวจค้นที่จังหวัดตราด และขณะนี้ได้แต่งตั้งให้ พลตํารวจโท อัศวิน ขวัญเมือง เปึนประธานในการตรวจสอบ โดยเฉพาะ ๑๐ จังหวัด ซึ่งมีตัวเลข ปริมาณผิดปกติ ไม่ได้หมายความว่าทุจริตนะครับ แต่ตัวเลขของการเข้ารับจํานํากับ ตัวเลขผลผลิตที่มีการแจ้งทั้งครั้งแรก ครั้งที่ ๒ นั้นมันผิดปกติจริง ๆ ก็จะได้มีการ ตรวจสอบ แต่แยกแยะแก้ไขปัญหาทุจริตส่วนหนึ่ง แต่การเร่งรัดการรับจําก็จะดําเนินการ อะไรที่เปึนปัญหาติดขัดจะเร่งแก้ไขโดยเร็วนะครับ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านถึง ท่านสมาชิกในเบื้องต้นเท่านี้