อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องสนามบินและความเข้มงวดในการปกป้องพื้นที่สนามบิน พร้อมหารือเรื่องการก่อการร้ายที่สนามบิน และเรียกร้องการพิจารณากฎหมายเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ นอกจากนี้ยังอภิปรายเรื่องประวัติของตนเองและอธิบายว่าตนเองลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี 2535 โดยมีบัตรสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และชี้แจงเรื่องการรับราชการทหารของตนเอง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับตัว กระผมแล้วก็คาบเกี่ยวไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็จะมีอยู่ที่จริง แล้วผมนับได้ ๕ ประเด็นนะครับ เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกยังจะมีการอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่มเติม รวมทั้งเรื่องของประเทศ กัมพูชา ถ้าเปึนเช่นนั้นก็จะขอว่า ๒ เรื่องนี้จะยังไม่ชี้แจงนะครับ จะได้ชี้แจงรวดเดียวไป ก็จะมี ๓ ประเด็นครับที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายพาดพิงมาถึงกระผมนะครับ แล้วก็ อภิปรายไม่ไว้วางใจกระผม
ประเด็นแรกก็คือเกี่ยวกับเรื่องสนามบินที่ท่านบอกว่าคณะรัฐมนตรีได้ พยายามตรากฎหมายที่จะทําให้มีผลในการไปลดโทษหรือหาทางที่จะช่วยเหลือประชาชน หรือใครก็ตามที่อาจจะไปทําผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสนามบินหรือการก่อการร้ายก่อน หน้านี้ ขอกราบเรียนท่านประธานว่า ไม่ได้มีผลอย่างนั้นเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ในการปรึกษาหารือของพวกเราในคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่า การปกปัองพื้นที่สนามบิน จําเปึนจะต้องมีความเข้มงวดกวดขันมากขึ้น ผมก็ได้ให้นโยบายกับทางกระทรวง คมนาคมว่าช่วยไปดูสิว่า จะมีแนวทางอย่างไรบ้างที่เราจะปกปัองพื้นที่สําคัญรวมทั้ง สนามบินที่เปึนความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม นี่คือที่มาของตัวร่าง พระราชบัญญัติ กระทรวงคมนาคมกลับไปแล้วก็รายงานกลับไปยังคณะรัฐมนตรี ว่าสิ่งที่ จะทําในการปกปัองสนามบินก็คือ
๑. ในเรื่องของมาตรการทางฝ์ายบริหารที่ทําไปได้เลย เช่น การจัดตั้ง จุดตรวจต่าง ๆ นะครับ ในพื้นที่เข้า-ออกสนามบิน กับ
๒. ก็มีความวิตกกังวลว่าภายใต้กฎหมายปัจจุบันนี้ อํานาจหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเปึนของท่าอากาศยานก็ดี จะเปึนของเจ้าหน้าที่ตํารวจในพื้นที่ของ ท่าอากาศยานก็ดี ยังไม่เพียงพอ เมื่อเปึนเช่นนั้นก็ไปยกร่างกฎหมายขึ้นมากําหนดให้ เรื่องของการที่จะเข้าไปทําอะไรให้สนามบินไม่สามารถดําเนินการได้เปึนความผิด แล้วก็เพิ่มอํานาจเจ้าหน้าที่ คณะรัฐมนตรีก็พิจารณาเรื่องนี้แล้วก็รับหลักการครับ รับหลักการแล้วก็ส่งให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาในรายละเอียด ต่อไปว่าโทษที่ลงนี่เหมาะสมแล้วหรือไม่อย่างไร แต่ไม่ว่าการพิจารณาของกฤษฎีกา จะเปึนอย่างไรก็ตามครับ กฎหมายใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งนี่ครับจะไม่มีผลกระทบ อะไรกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ดังนั้นถ้าหากว่าใครทําผิดกฎหมาย จะเปึนกฎหมายอย่าง ที่ท่านกล่าวหานะครับว่า พ.ร.บ. นั้น พ.ร.บ. นี้จะก่อการร้าย หรือจะกฎหมายอาญา หรือเรื่องอะไรก็ตามนี่ครับ เขาก็ยังต้องมีความรับผิดตามกฎหมายเหล่านั้นเหมือนเดิม ครับ เพียงแต่จะมีความผิดเพิ่มถ้าหากว่ามีเหตุการณ์หลังจากนี้ตามกฎหมายใหม่ อีกฉบับหนึ่งเท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ทราบว่าเปึนเพราะความไม่เข้าใจของท่าน หรือท่านเข้าใจแล้วพยายามจะทําให้เกิดความเข้าใจว่าการออกกฎหมายนี้ไปช่วย เหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งมันไม่เปึนข้อเท็จจริงเลยนะครับ
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนประเด็นแรกที่อยากจะชี้แจงว่าผมไม่เข้าใจว่าทําไม ท่านจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าความผิดตามกฎหมายเดิมทั้งหมดมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งเปึนกฎหมายพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ
ประเด็นที่สอง ที่ท่านอภิปรายผมนะครับ เปึนเรื่องประวัติของผม ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าที่จริงถ้าไม่มีอคติต่อกัน การสอบถามข้อเท็จจริงต่าง ๆ ก็สามารถที่จะทําได้ แล้วก็ใช้สามัญสํานึกได้ครับ ผมลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๕ สมัยนั้นไม่มี กกต. ครับ แต่ว่าก็มีรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติ ที่บังคับอยู่ว่า ใครจะลงสมัครต้องเปึนสมาชิกพรรคการเมือง ที่จริงผมก็นึกไม่ออกนะครับ ว่าใครจะลงมาสมัคร ส.ส. แล้วก็ไม่เปึนสมาชิกพรรค แล้วเข้าใจว่ากรมการปกครอง หรือกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นซึ่งเขามีความรับผิดชอบจะปล่อยให้สมัครได้ครับ ท่านพยายามจะทําให้คนนึกไปว่า คนอย่างผมจะมีสิทธิเหนือคนอื่น เหมือนกับว่าเขาจะรู้ ผมมาเปึนนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก มันเปึนไปไม่ได้หรอกครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่าผมรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งสิ้นป้ ๒๕๓๔ ขณะนั้นเกิด รสช. ขึ้น กําลังมีการร่างรัฐธรรมนูญ กําลังจัดให้มีการเลือกตั้ง ผมตัดสินใจที่จะเข้ามาทํางานการเมืองก่อนหน้านี้มานานแล้ว ผมก็ลาออกจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาสมัครเปึนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ต้นป้ ๒๕๓๕ ผมเดินเข้ามาสมัครแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็จะออกบัตรสมาชิกให้ครับ ผมก็มีอยู่ ในมือนี่ครับ เพราะว่าผมพกอยู่ตลอดเวลา บัตรประจําตัวสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นี่ มีรูปผมนะครับ มีเลขที่สมาชิก ชื่อ ที่อยู่ ซึ่งขณะนั้นผมอยู่ที่ซอยสวนพลูนะครับ แล้วก็ มีการลงนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย วันที่ออกบัตร วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๕ ผมเข้าใจครับ ท่านอาจจะไปตรวจสอบจากหลักฐาน ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมก็สันนิษฐานได้อย่างเดียวว่า ตอนที่มีการจัดทําฐานข้อมูลใหม่ ซึ่งเปึนฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ก็อาจจะมีการพิมพ์ข้อความซึ่งผิดจากเดือนมกราคมไป เปึนเดือนมิถุนายน เรื่องก็มีเท่านั้นเองครับ แต่ผมก็กลัวว่าท่านจะหวาดระแวงไม่เชื่ออีกว่า เอ๊ะ หลักฐานตรงนี้มันของจริงหรือไม่จริง ท่านครับ ผมต้องให้พรรคไปค้นโกดังมานะครับ สมุดบัญชีเล่มนี้คือเวลาเขารับสมัครสมาชิกพรรคครับ ถ้าท่านสงสัยนะครับ ตรวจดู ได้ครับ ป้ ๒๕๓๕ เขตสาทร เขตบางซื่อ มีชื่อผมครับเปึนชื่อที่ ๒ ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๕ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนนะครับว่า เรื่องเมื่อสักครู่นี้ผมไม่แน่ใจว่าท่านเข้าใจ หรือไม่เข้าใจนะครับ เรื่องนี้ผมยกประโยชน์ให้ว่าท่านตรวจสอบ จากข้อมูลคอมพิวเตอร์ มันบอกเดือนมิถุนายนท่านก็เชื่อ แต่ว่าท่านมาถามผมก็ได้ครับ เจอกันอยู่ตลอดเวลา ผมจะให้ท่านดูบัตรสมาชิกได้ แล้วเรื่องมันก็ไม่น่าเปึนไปได้อยู่แล้ว ละครับ ใครจะมาสมัคร ส.ส. โดยไม่เปึนสมาชิกและเขาปล่อยมา และมาสมัครทีหลัง ๓ เดือน ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ท่านหยิบยกขึ้นมาให้เสียเวลาสภาทําไมนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่เปึนข้อกล่าวหาหนักหนาสาหัสมาก แล้วก็เปึนเรื่องที่ท่านพร่ําพูดมาหลายต่อหลายครั้ง แล้วผมก็พยายามชี้แจง แต่ว่าโอกาส ในการที่จะชี้แจงเต็ม ๆ ก็คงไม่มีเท่าวันนี้ ก็คือเรื่องของการรับราชการทหาร ซึ่งผมพร้อม จะชี้แจงทั้งในแง่มุมของกฎหมาย และที่สําคัญไปกว่านั้นก็คือเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งการรักษามาตรฐานเดียวในบ้านเมืองของเราครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมทราบดีว่าชายไทยทุกคนมีหน้าที่ในการที่จะรับราชการทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ผมนั้นไปศึกษาต่อในต่างประเทศตั้งแต่อายุ ๑๑ ป้ แล้วก็ศึกษาต่อจนกระทั่งเรียนจบ ปริญญาตรี เมื่อป้ ๒๕๒๙ ก็คืออายุ ๒๒-๒๓ ป้นั่นแหละครับ กราบเรียนท่านประธานว่า การรับราชการทหารนี่ต้องทําความเข้าใจนะครับ ท่านสมาชิกจะพยายามพูดอยู่ ตลอดเวลาว่า ทุกคนจะต้องรับราชการทหารเหมือนกับรับได้ด้วยวิธีเดียวครับ คือต้องไป เกณฑ์ทหาร ซึ่งความจริงไม่ต้องออกไปข้างนอกละครับ เอาเฉพาะในสภานี้ ผมก็เชื่อว่ามี สมาชิกจํานวนมากที่ไม่ได้ผ่านการเกณฑ์ทหาร แต่ไม่ได้ผิดครับ ไม่ผิดเพราะว่าไปเรียน รด. ก็มี ไปสมัครเปึนทหารก็มี เปึนอาจารย์ก็มีนะครับ ซึ่งจะได้รับการยกเว้น หรือเปึนครูก็ จะได้รับการยกเว้น ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า การรับราชการทหารนั้นมันมี ช่องทางหลัก ก็คือแน่นอนครับ ผ่านการเกณฑ์ ก็คือ พ.ร.บ. รับราชการทหาร ป้ ๒๔๙๗ นะครับถ้าผมจําไม่ผิด ซึ่งอันนั้นก็เปึนช่องทางหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันกฎหมายก็เขียน ชัดเจนครับ ว่าการรับราชการทหาร ถ้าไม่ได้เปึนไปตามกฎหมายฉบับนั้น ก็สามารถที่จะ ไปรับราชการทหาร พูดง่าย ๆ คือตามระเบียบข้าราชการทหาร ป้ ๒๕๒๑ ก็คือกรณีที่ไป สมัคร ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประมาณกลางป้ ๒๕๒๙ ผมก็เดินทางกลับมาประเทศไทย ที่จริงความเข้าใจผม ผมก็ เข้าใจว่าเมื่อผมเปึนนักเรียนในการดูแลของสํานักงาน ก.พ. ก็จะมีการขอผ่อนผันให้ นะครับ แต่ว่าเมื่อผมเดินทางกลับมาถึง ผมก็ไปขึ้นทะเบียน เดือนกรกฎาคม ป้ ๒๕๒๙ อย่างที่ท่านพูดนั่นละครับ มีต้นขั้วอะไรทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งผมเองก็ได้ไปดําเนินการ ตรงนั้น ส่วนที่จะล่าช้าไปนั้นก็เปึนเรื่องซึ่งเกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนนะครับ แล้วก็มีการจะเสีย ค่าปรับหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่ประเด็นก็คือว่าวันที่ผมกลับมา ผมก็ได้คิดว่าผมก็ควรจะมา ทําหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติบ้านเมืองรับราชการทหาร ในยุคนั้นจะมีความต้องการผู้ที่ จบปริญญาเข้าไปในทํางานอยู่ในโรงเรียนนายร้อย จปร. หรือสถาบันการศึกษาของ กองทัพค่อนข้างมาก แล้วก็ค่อนข้างที่จะเปึนที่นิยมกัน เพราะเราก็ถือว่าความรู้ที่เราได้มา จากต่างประเทศ เรามารับราชการทหารด้วย แล้วก็เอาความรู้มาใช้ประโยชน์กับกองทัพ กับประเทศชาติบ้านเมืองด้วย ผมก็มีความคิดที่จะสมัครรับราชการทหาร พร้อม ๆ กันไปก็ ต้องบอกเลยครับว่า ผมก็มีความคิดที่จะศึกษาต่อด้วย เพราะว่าในการสอบแล้วก็จบจาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดมานั้น ทางมหาวิทยาลัยเองก็มีความประสงค์ที่จะให้ผมกลับไป เรียนต่อ เพราะฉะนั้นมันก็มีความจําเปึนที่ผมก็จะต้องพยายามดําเนินการ ๒ ทางพร้อม ๆ กันไป ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่เลยครับ ทีนี้หลังจากที่ผมได้ดําเนินการตรงนี้แล้ว ท่านสมาชิก เคยพูดในหลายที่ครับ เหมือนกับว่าเมื่อรับ สด. ๙ มาแล้ว ผมไม่ยอมไปเกณฑ์ทหาร แล้วหลังจากที่ไม่ไปเกณฑ์ทหาร ก็เลยพยายามหาช่องทางวิ่งวุ่นอยู่ว่าจะลบล้างความผิด ของตัวเองได้อย่างไร ที่จริงท่านทราบดีว่าไม่ได้เปึนอย่างนั้นนะครับ ที่ท่านทราบดีว่าไม่ได้ เปึนอย่างนั้นเพราะเอกสารที่ท่านอ่านมันบอกเองว่า ผมนี่สมัครเข้าไปก่อนที่จะ ครบกําหนดที่จะต้องไปเกณฑ์ทหาร ท่านดูเอกสารของท่านสิครับ ที่บอกเขาทักท้วงว่า ใบสมัครเอกสารไม่ครบทั้งหลายเกิดขึ้นก่อนเดือนเมษายน ป้ ๒๕๓๐ ทั้งสิ้น แล้วท่านก็ เอาเหตุผลมาว่าไปเอาเอกสารเท็จไปสมัคร จะเปึนไปได้อย่างไรครับในเมื่อเขาก็รับผมเข้า รับราชการตั้งแต่กลางป้ ๒๕๓๐ ในขณะที่เอกสารที่ท่านบอกว่าเปึนเท็จมันออกป้ ๒๕๓๑ ผมจะเอาเอกสารเท็จไปแสดงก่อนเอกสารนั้นออกมาเปึนป้ได้อย่างไร แค่นี้ก็ชัดเจน อยู่แล้วว่าท่านมีความสับสนอย่างมากว่าเกิดอะไรขึ้น ทีนี้ประเด็นก็มีอยู่ว่า การเข้ารับ ราชการทหารของผม ทาง จปร. ได้รับไปถูกต้องหรือไม่ ที่จริงผมไม่เคยมีข้อสงสัยเรื่องนี้ เลยนะครับ จนกระทั่งช่วงที่มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนี่แหละครับ กลุ่มของท่าน นั่นแหละครับ เอาเอกสารที่ท่านอ่านออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งผมก็แปลกใจนะครับ เพราะว่าทางฝ์ายท่านเปึนรัฐบาลมานานมาก ถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องก็คงจะมีการดําเนินคดี อะไรจัดการกันไปแล้ว ผมเห็นเอกสารความจริงความทุกข์แรกของผมก็คือว่า บุคคลที่ถูก พาดพิงในนั้นว่าเขาถูกลงโทษทางอาญา ทางวินัย เขาถูกลงโทษจริงหรือเปล่า มารับ เคราะห์เพราะว่ามีการกระทําอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือเปล่า ผมก็ให้คนไปสอบถาม ก็ได้รับ การยืนยันครับว่า บุคคลทั้งสอง ไม่เคยได้รับโทษแต่ประการใดที่มีการพาดพิงถึงตรงนั้น แล้วก็เอกสารจนถึงวันนี้ครับที่ท่านอ่าน ผมก็ไม่ชัดเจนว่าเปึนเอกสารในขั้นตอนไหน อย่างไร เพราะมีการนําเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในคณะกรรมาธิการทหารของ สภาผู้แทนราษฎร ในช่วงเดือนที่ผ่านเช่นเดียวกัน ก็ยังไม่มีการยืนยันกันชัดเจนว่าอันนี้ เปึนข้อยุติ อันนี้เปึนความเห็นเบื้องต้นหรืออะไรอย่างไร แต่ว่ากรณีจะเปึนอย่างไรก็ตามครับ ท่านก็ได้ยอมรับว่าผมได้สมัครเข้ารับราชการทหารแล้วก็ได้รับการบรรจุตั้งแต่ กลางป้ ๒๕๓๐ในการบรรจุนั้นท่านก็บอกว่ามันทําได้ ๒ กรณี กรณีที่ ๑ ก็คือ ถ้าอายุไม่ถึง ๒๑ ป้ ก็เอา สด. ๙ ไปสมัคร กรณีที่ ๒ ท่านก็บอกว่าถ้าอายุเกิน ๒๑ ป้ ต้องมี สด. ๙ และ สด. ๔๓ หรือมีหนังสือผ่อนผัน ถูกต้องใช่ไหมครับ ผมก็จะกราบเรียนละครับว่าเมื่อมีการ สงสัยในเรื่องนี้ ในที่สุดก็ไปค้นพบเอกสารที่ผมถืออยู่นี่ครับ เดี๋ยวท่านจะว่าทําใหม่นะครับ ผมสแกน (Scan) มาให้เห็นว่ามันเก่าขนาดไหน แล้วก็มีชื่อผมอยู่ในฐานะบุคคลที่ได้รับ การผ่อนผันตั้งแต่ปลายป้ ๒๕๒๙ โดยผ่อนผันป้ ๒๕๓๐–๒๕๓๒ ครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าผมเอง มีความตั้งใจที่จะไปศึกษาต่อ นี่คือเหตุผลว่าทําไมโรงเรียนนายร้อย จปร. จึงให้ผมเข้าไป รับราชการได้อย่างถูกต้อง เพราะในช่วงนั้นเปึนช่วงที่ผมได้รับการผ่อนผันอยู่ ผมก็สมัคร เข้าไป ก็ได้รับการบรรจุครับ ช่วงแรกนี่ครับ เนื่องจากท่านอาจจะไม่เคยรับราชการทหารนะครับ ช่วงแรกก็เข้าไปเปึนข้าราชการกลาโหมนะครับ พลเรือนนะครับ ที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า หูกระทะ ซึ่งตรงนี้หลายคนก็ไปตีความว่าไม่เปึนทหารไม่ใช่นะครับ พ.ร.บ. รับราชการ ทหารเขาเขียนครอบคลุมเลยครับว่า ข้าราชการทหารนั้น หมายถึงข้าราชการกลาโหม พลเรือนด้วย เพราะฉะนั้นผมก็เริ่มรับราชการทหารตั้งแต่กลางป้ ๒๕๓๐ นะครับ ทีนี้ท่านก็ อาจจะไม่ทราบนะครับว่าในการสอนที่โรงเรียนนายร้อย จปร. นี่นะครับ แม้ว่าในช่วงแรกจะ เปึนทหารแต่ก็ไม่มียศ เพราะยังไม่ได้ผ่านการฝ๊ก ในที่สุดวิธีการที่เขาทําก็คือว่า เขาก็จะ จัดหลักสูตรเพื่อฝ๊กทหาร นักเรียนนายทหาร ซึ่งท่านถามว่า เอ๊ะ ทําไมรอนานจังกว่าจะมี การดําเนินการในเรื่องของการติดยศ เหตุผลก็คือว่า การฝ๊กหลักสูตรนี้เขาจะมีเปึนรอบ ๆ เหมือนกับการฝ๊กอบรมของส่วนราชการอื่น ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าท่านเข้าสมัครรับราชการ วันนี้อยากจะผ่านการฝ๊กอบรมไหนก็ฝ๊กได้ทันทีก็ต้องรอว่าเมื่อไรเขาจัด เปึนรุ่น เปึน หลักสูตร ผมก็ฝ๊ก ฝ๊กเหมือนกับเพื่อน ๆ หลายคนที่นี่ฝ๊ก รด. ครับ ความต่างก็เพียงว่า เวลาท่านฝ๊ก รด. เวลาอยู่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ท่านก็ไปสัปดาห์ละครึ่งวัน แต่ว่านี่ เขาฝ๊ก ต่อเนื่องไปเลยครับ ช่วงแรกก็ฝ๊กที่วิภาวดี แล้วช่วงท้ายก็เหมือนกับท่านทั้งหลาย ที่ผ่านการฝ๊ก รด. ก็คือไปเขาชนไก่ ผมก็มีรูปอยู่นะครับ รุ่นที่ผมฝ๊กอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ แล้วก็มีรูปนี้ยืนพิงต้นไม้อยู่ ถ่ายเล่นกันในช่วงที่ฝ๊กทหารนะครับ แล้วก็แถมให้อีกรูป ก็ได้ครับ ตอนเข้าเวรเมื่อได้รับการพระราชทานยศแล้ว ไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อนเลย ผมก็เข้าไปอย่างถูกต้อง แล้วก็เข้าไปรับราชการทหาร ท่านถามว่าผมมีลูกศิษย์ลูกหาไหม ผมก็กราบเรียนว่าเมื่อตอนเปึนฝ์ายค้าน ผมพาคณะเดินทางไปเยี่ยม ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ปรากฏว่าเจอนายทหารเยอะครับ ซึ่งถูกส่งไปจากภาคอีสานบ้าง ภาคเหนือบ้าง วิ่งเข้ามาหาบอกว่าเปึนลูกศิษย์ผมครับ และผมก็เชื่อว่าท่านรู้แน่ว่าผมมีลูกศิษย์ลูกหา เพราะว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงปฏิวัติ ผมยังเคยอ่านในเว็บไซต์เลยครับ กล่าวหาว่าลูกศิษย์ผมพยายามปฏิวัติเพื่อให้ผมได้เปึนนายกรัฐมนตรีต่อมา แล้วก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมก็สอนหนังสือตามปกติ ทีนี้พอถึงช่วงของป้ ๒๕๓๑ พอฝ๊กเสร็จเรียบร้อยก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการในการขอพระราชทานยศ ในการ ขอพระราชทานยศก็มีการมาขอเอกสารหลักฐานที่จะต้องใช้ก็รวมถึง สด. ๙ ก็ปรากฏว่า สด. ๙ มันหาย ก็ไปขอใบแทนครับก็เท่านั้นเอง ขอใบแทนออกมาก็ไม่ได้มีผลอะไรทั้งสิ้น กับการรับราชการทหารกับการรับพระราชทานยศ ก็ได้รับพระราชทานยศต่อมาเปึน ว่าที่ร้อยตรี แล้วก็เปึน ร้อยตรี ทีนี้พอถึงช่วงปลายป้ ๒๕๓๑ นี่ครับก็เปึนช่วงที่ทาง มหาวิทยาลัยที่ผมอยากจะกลับไปเรียนต่อก็ประสานมานะครับ ผมก็ตัดสินใจว่าจะต้องไป เรียนต่อ แต่ว่าในการไปเรียนไปสอนหนังสือด้วย ก็ทําเรื่องลาไปปฏิบัติภารกิจ ที่นั่น แล้วในที่สุดก็ได้รับอนุมัติให้ลาออก ซึ่งใครที่รับราชการก็จะทราบว่าหลักเกณฑ์ ในเรื่องการลาจนถึงการลาออกมันก็มีขั้นตอน มีระเบียบ มีผู้บังคับบัญชาหลายชั้น แล้วก็ ต้องมีการอนุมัติ ซึ่งผมก็ได้รับการอนุมัติถูกต้องทุกประการ ถ้าท่านถามว่าสุดท้าย ผมทําหน้าที่ของผมในการรับราชการหรือยังนะครับ ก็ต้องกราบเรียนอย่างที่เรียนว่า การรับราชการทหารตามระเบียบข้าราชการทหาร ป้ ๒๕๒๑ ก็กําหนดเอาไว้ว่าให้รับ ราชการทหารไปได้ถ้าตามวุฒิของผมก็คือเปึนเวลา ๑ ป้ ผมก็ทําเกิน ๑ ป้ แน่นอนนะครับ ทั้งหมดนี้ก็เปึนเรื่องของความถูกต้องทางกฎหมาย แล้วก็ไม่มีอะไรที่เปึนเรื่องที่บ่งบอกถึง การขาดคุณธรรม จริยธรรม ไม่ได้มีอะไรที่บ่งบอกถึงการขาดมาตรฐานหรือไปสร้าง มาตรฐานใหม่สําหรับประเทศไทย ขอให้ท่านมั่นใจเถอะครับ ผมมาดูตรงนี้ผมก็ยืนยันว่า ทุกเรื่องไม่มี ๒ มาตรฐาน แล้วผมก็รับการตรวจสอบแล้วก็ยินดีที่จะชี้แจงตามที่ท่านมี ข้อสงสัย อย่างไรก็ตามถ้าท่านก้าวล่วงเลยไปถึงขั้นที่บอกว่า ผมจะต้องเดินอยู่บน ความหวาดกลัวในเรื่องของกองทัพเรื่องอะไร เปึนเรื่องไร้สาระทั้งสิ้นครับ ผมไม่ทราบ ท่านกลัวใครบ้างนะครับ แต่ผมไม่กลัวครับ ผมไม่กลัวและผมก็ปฏิบัติหน้าที่ ท่านสังเกต เอาง่าย ๆ ก็แล้วกันครับ เวลาที่มีนโยบายที่จะต้องไปปฏิบัติก่อนหน้านี้จะเปึนเรื่องภาคใต้ จะเปึนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพหรืออะไรก็ตาม ท่านไม่เคยได้ยินเลยในหลายป้ ที่ผ่านมาที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้ามีบุคคลของกองทัพไปทําอะไรผิดต้องรับโทษ ท่านไม่ได้ยินมานานมากแล้วนะครับ ผมเปึนนายกรัฐมนตรีที่พูดอย่างนี้ แล้วก็ได้รับ การขานรับอย่างดีจากท่านผู้บัญชาการทหารบก ไม่ว่าจะเปึนกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่า อาจจะมีทหารไปละเมิดสิทธิพี่น้องประชาชนในภาคใต้ ไม่ว่าจะเปึนในกรณีของโรฮิงญา ซึ่งต่างประเทศตั้งข้อสงสัยขึ้นมา เพราะฉะนั้นไม่ได้มีอะไรอย่างที่ท่านพูดเลยครับ ที่บอกว่าผมมานั่งหวาดกลัวอะไร ผมทําหน้าที่ด้วยความสบายใจนะครับ แล้วก็ทําหน้าที่ บนมาตรฐานที่ชัดเจน และผมก็เชื่อว่าจริง ๆ หลายเรื่องท่านต้องทราบ แต่ท่านก็มองข้าม ไม่ยอมไปดูหลักฐานต่าง ๆ ประกอบที่เกี่ยวข้อง ไม่ตั้งข้อสงสัยว่าทําไมสิ่งที่ท่านหยิบยก เอามาพูดมันไม่มีข้อเท็จจริงอื่น ๆ ที่รองรับ เรื่องนี้ทางกระทรวงกลาโหม ก็เคยมาชี้แจงกรรมาธิการทหาร ก็ยืนยันว่าการบรรจุผมเข้ารับราชการมีกฎระเบียบ มีแนว ปฏิบัติแน่ชัดแล้วก็มั่นใจว่าทุกอย่างดําเนินไปบนความถูกต้องอย่างที่ผมได้กราบเรียน ครับ ขอขอบคุณครับ