อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องการใช้ยศทหารประกอบชื่อ อธิบายเหตุผลที่ไม่ใช้ยศทหารประกอบชื่อบุคคล และเสนอกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพื่อประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจ และลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเมืองเกี่ยวกับกรณีที่รัฐมนตรีกษิตถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย และเรียกร้องให้รัฐสภาให้โอกาสในการแถลงนโยบาย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ฟังท่านสมาชิก ขอประทานโทษเอ่ยนาม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง อภิปรายเปึนเวลา ๓ ชั่วโมงนะครับ อยากจะกราบเรียนว่า ในส่วนที่เปึนประเด็นที่พาดพิงไปถึงบุคคลอื่น แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมโดยตรงนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะได้มีการดําเนินการในการขึ้นมาชี้แจงต่อไป แต่ว่ามีบางประเด็นที่ ผมอยากจะกราบเรียนในเบื้องต้นต่อท่านประธาน แล้วก็จะได้ทําให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้อง
เรื่องแรก บังเอิญท่านบอกว่าเปึนเรื่องเล็ก ๆ นะครับ แต่บอกว่ามันสะกิดใจ ท่าน คลางแคลงใจอยู่ แล้วบังเอิญพูดมาก็ทําให้หลายคนอาจจะมีความข้องใจในตัวผม ในลักษณะที่เสียหายมาก ที่จริงแล้วถ้าท่านอยู่ฟังก็จะได้มีความรู้นะครับ ก็คือมีการ ตั้งคําถามว่าทําไมผมถึงไม่ได้ใช้ยศทหารนําหน้าชื่อผมนะครับ มีการตั้งข้อสงสัยไป ก็อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๗ ครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น คือ พลเอก ครวญ สุทธานินทร์ ได้ออก คําชี้แจงของกระทรวงกลาโหม เรื่องการใช้ยศทหารประกอบชื่อบุคคล เหตุผลที่ต้องมี คําชี้แจงนี้ก็บอกว่า เนื่องจากปรากฏว่านายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน ทั้งประจําการและนอกประจําการบางนาย ใช้ยศทหารประกอบชื่อในกิจการและโอกาสที่ ไม่เหมาะกับกาลเทศะ กล่าวคือในบางกิจการหรือโอกาสที่ไม่สมควรจะเป่ดเผยให้ บุคคลภายนอกวงการทหารทราบว่าตนเปึนทหาร ก็กลับเป่ดเผยให้ทราบ ทั้งนี้ย่อมเปึน เหตุนํามาซึ่งความเสื่อมถึงวงการทหารโดยทั่วไปด้วย ฉะนั้นจึงชี้แจงทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๔ ในการปฏิบัติราชการหรือทํางานในส่วนราชการฝ์ายพลเรือน องค์การหรือรัฐวิสาหกิจฝ์ายพลเรือน ผู้มียศทหารจะใช้ยศประกอบชื่อเท่าที่จําเปึนหรือจะ ไม่ใช้ยศประกอบชื่อก็ได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมทราบเรื่องนี้มาโดยตลอดครับ แล้วที่จริงก็เคย มีอดีต ส.ส. ท่านหนึ่ง ก็เคยกล่าวหาผมรุนแรงในเรื่องนี้ จนกระทั่งเรื่องไปถึงศาลนะครับ ก็ต้องมีการยอมความและขอขมากัน ก็กราบเรียนง่าย ๆ ครับว่าที่ผมไม่ได้ใช้ยศทหาร เพราะผมทราบครับว่าในอาชีพทางการเมือง เข้ามาแล้วในระบอบประชาธิปไตย มีทั้ง คนชอบและคนไม่ชอบ มีเรื่องที่จะต้องถูกโจมตี ซึ่งอาจจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียได้ ผมก็ คิดว่าผมมาทํางานการเมือง ความเปึนทหารต้องไม่ได้ติดมาในลักษณะที่ทําให้ต้องมาถูก โจมตีเสื่อมเสียด้วยครับ มิฉะนั้นท่านประธานคงนึกออกนะครับ พอใครทําอะไรชั่ว สมมุติ มียศตํารวจ มันก็ทําความเสื่อมเสียให้กับตํารวจได้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลนี้ครับ ผมเข้าใจดีว่าการทําหน้าที่ตรงนี้เปึนเรื่องที่ต้องมีการโต้แย้ง มีเรื่องที่ต้องขัดแย้ง ผมก็จึง ตัดสินใจว่าเมื่อผมเข้ามาสู่การเมือง ผมก็จะไม่ใช้ยศทหารประกอบชื่อบุคคล ซึ่งก็เปึนไป ตามเจตนารมณ์ของคําชี้แจงของกระทรวงกลาโหมซึ่งเปึนแนวทางที่ออกมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๑๗ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเรื่องเล็ก ๆ นะครับ ซึ่งผมถือเปึนสาระ เพราะว่า ท่านกล่าวหาอาจจะมีการพาดพิงไปถึงเรื่องของสถาบันก็จําเปึนต้องชี้แจงเพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้อง
ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะชี้แจงในช่วงนี้นะครับ เอาช่วงท้าย ๆ ก่อน เพราะว่าท่านมีการอภิปรายพาดพิงมาถึงการทํางานของผม ก็มีเรื่องของเศรษฐกิจ นิดเดียวครับ ที่พูดว่าผมเดินทางไปประเทศญี่ปุ์น กลับมาแล้วก็พูดทํานองดีอกดีใจว่าไป กู้เงินมาได้ ที่จริงไม่ใช่ละครับ ผมไม่เคยได้แสดงความดีอกดีใจอะไรในเรื่องของการที่จะ กู้ยืมเงินนะครับ แต่ว่าเงินกู้ประเทศญี่ปุ์น ที่ทางฝ์ายประเทศญี่ปุ์นแจ้งผมมาเองว่าเขา พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ก็เปึนโครงการรถไฟฟัาสายสีแดง ซึ่งผมก็เห็นว่าเปึนโครงการ ที่ดี แล้วก็สมควรสนับสนุนต่อไป แล้วก็ที่ผ่านมาที่รัฐบาลดําเนินการในโครงการนี้ก็พบ ความเปึนจริงว่ายังไม่เรียบร้อยในเรื่องของแหล่งเงินทุน เขาแจ้งมาผมก็มาแจ้งให้กับ ประชาชนทราบ แต่ว่าก็จะดําเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของการเจรจาต่อไป ไม่ใช่ ว่าดีอกดีใจว่ากู้เงินได้ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามานี่ครับ เรื่องของการจัดงบประมาณขาดดุลก็เปึนแนวทางต่อเนื่อง เรื่องของความคิดที่จะต้อง กู้เงินจากต่างประเทศมาประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจในเรื่องของสถานการณ์ ในช่วงป้นี้ป้หน้าก็เปึนเรื่องที่มีความต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วด้วยซ้ํา ฉะนั้นกราบเรียน ว่าจริง ๆ ในความรู้สึกของผมมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องดีอกดีใจหรือภาคภูมิใจอะไร เปึนการ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไปตามความจําเปึน เพราะว่าพูดตามความเปึนจริงแล้ว วันนี้เรา ต้องการเงินมาช่วยประคับประคองไม่ให้คนของเราตกงานครับ แต่เมื่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าโลกมันหายไปถึงร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๔๐ รายได้ของรัฐบาลจากภาษี อากรก็ลดลงไปด้วย ทางเลือกมันก็มีครับ ขึ้นภาษี กู้เงิน หรือขายทรัพย์สมบัติของชาติ ผมก็ตัดสินใจว่าในบรรดา ๓ แนวทางนี้ แนวทางที่ดีที่สุดก็คือ กู้เงินมาใช้ลงทุนในโครงการที่จะเปึนประโยชน์ และภาษีอากร นะครับ อย่างที่ท่านท้าทายเมื่อสักครู่ผมให้นโยบายกระทรวงการคลังไปแล้วครับ ถ้ามี ความจําเปึนจะต้องจัดเก็บเพิ่มขึ้น ตัวแรกที่จะดูก็คือเรื่องของเบียร์ เหล้าครับ เพราะว่าอันนี้ เปึนแนวทางซึ่งผมก็ได้ใช้หาเสียงเอาไว้นะครับ อันนี้จะได้ทําความเข้าใจกับท่านในเรื่อง ของการกู้เงิน ที่จริงถ้าถามถึงการดีอกดีใจในการกู้เงิน ผมเคยนั่งข้างล่างตรงนั้นนะครับ แล้วเคยฟังรัฐบาลชุดก่อนพรรคประชาธิปัตย์เมื่อป้ ๒๕๔๐ ตอนนั้นรัฐมนตรีทนงครับ เปึน คนมาเล่าให้สภาฟังด้วยความภูมิอกภูมิใจว่าสามารถให้ญี่ปุ์นเอาเงินไปให้ ไอเอ็มเอฟ (IMF : International Monetary Fund กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) มาให้เรากู้เงินได้ ครับ สมทบกับไอเอ็มเอฟมาให้เรากู้เงินได้ แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีทักษิณก็นั่งอยู่ ตรงนี้ครับ นั่นละครับเปึนครั้งเดียวที่สภาเคยได้รับแจ้งว่ารัฐบาลมีความดีใจว่าสามารถ กู้เงินได้ ที่ผมจําได้ในตลอดระยะเวลาการเมืองที่ผมมาอยู่นะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของการเข้าสู่ตําแหน่งแล้วก็ประเด็นของ ท่านรัฐมนตรีกษิตความจริงไม่อยากจะเสียเวลามากนะครับ แต่กรณีท่านรัฐมนตรีกษิต ผมตั้งขอสังเกตอย่างเดียวเท่านั้นเองครับ เหตุการณ์เรื่องของสนามบินเกิดขึ้นตั้งแต่ปลาย เดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องต้นเดือนธันวาคม มีคนไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคดีที่ เกี่ยวข้องกับสนามบิน ผมว่า ๒–๓ คดีเปึนอย่างน้อย ไม่มีการเอ่ยชื่อท่านรัฐมนตรีกษิต เลยครับ แล้วท่านประธานสังเกตไหมละครับว่าคนที่ไปแจ้งความวันที่ ๒๓ ธันวาคม ไปแจ้งก็ต่อเมื่อท่านรัฐมนตรีกษิตได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเปึนรัฐมนตรีแล้ว ผมจึงว่าอันนี้มันก็เปึนเรื่องการเมืองนะครับ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น เพราะถ้าหากว่า คนมองว่าท่านรัฐมนตรีกษิตมีบทบาทสําคัญในการไปทําผิดก่อการร้ายจริง ผมไม่คิดว่า เขาจะรอให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งละครับ ต้องไปแจ้งความร่วมกับคดีอื่น ๆ ที่มีการแจ้ง ความก่อนหน้านั้นแล้ว อันนี้ก็เปึนตัวที่ผมคิดว่าบ่งบอกนะครับว่าอะไรเปึนอะไร
สําหรับประเด็นในเรื่องของการที่ผมมาตามระบบ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามระบบที่ว่า นี่ก็คือตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกพรรคการเมืองก็ยอมรับด้วยการลงสมัครรับ เลือกตั้ง ที่จริงท่านจะมาพูดถึงคะแนนเสียงหรืออะไรก็ตาม ถ้าพูดถึงคะแนนเสียงที่ ให้กับพรรคการเมืองนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้น้อยกว่าพรรคพลังประชาชนเพียงแค่ แสนคะแนนนะครับ แค่พรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นที่ได้รับเสียงจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ มาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ถือว่ามีประชาชนจํานวนมากกว่าที่ลงคะแนนให้อยู่แล้ว ส่วนจํานวน ส.ส. นี่ครับท่านประธานครับ เมื่อการเลือกตั้งถูกวินิจฉัยว่ามีการกระทําผิด กฎหมายเลือกตั้ง ก็เท่ากับว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็มีการลงโทษตาม กฎหมาย ซึ่งโทษตามกฎหมายก็ไปถึงเรื่องการยุบพรรค เมื่อยุบพรรครัฐธรรมนูญก็เป่ด โอกาสให้สมาชิกที่พรรคถูกยุบนั้นเข้าไปหาสังกัดใหม่ได้ แล้วก็มีสิทธิ มีอิสระในการ ตัดสินใจในทางการเมืองว่าจะสนับสนุนใครขึ้นมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมก็ เชื่อครับว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกเสียงส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนผมมาอยู่ตรงนี้ ก็เพราะ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจากสภาพบ้านเมืองเมื่อป้ที่แล้ว แล้วผมก็พยายามทําหน้าที่ อย่างเต็มที่ที่จะให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ แล้วผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนั้น ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งซ่อมเมื่อต้นเดือนมกราคมที่รัฐบาลชนะถึง ๒๑ เขต เลือกตั้งจาก ๒๗ เขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะกราบเรียนครับว่า ผมจึงมี ความชอบธรรมทุกประการที่จะบอกว่าการเข้าสู่ตําแหน่งเปึนไปตามระบบครับ ถามว่าผม อยากมาแถลงนโยบายในอาคารแห่งนี้ไหม อยากครับ ต้องถามว่าใครล่ะครับที่ขัดขวาง ผมพยายามยึดตามระบบ แต่ผมไม่ต้องการให้เสียเลือดเนื้อ ผมก็ตัดสินใจว่าดีที่สุดก็คือ การแถลงต่อรัฐสภา รัฐสภาก็ประกอบไปด้วยสมาชิกของ ๒ สภา ซึ่งท่านประธานก็เปึน ผู้ที่นัดให้เราไปประชุมกันที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเปึนประเด็นที่ จะขอกราบเรียนนะครับ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่านก็คือ ท่านอดีตหัวหน้าบัญญัติ บรรทัดฐาน โดยมีท่าน รัฐมนตรีประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เปึนเลขาธิการพรรค ซึ่งทั้ง ๒ ท่านก็พร้อมที่จะชี้แจง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วก็ได้ยืนยันนะครับ ผมก็ทราบเมื่อวานนี้ท่าน อดีตหัวหน้าบัญญัติก็ไปยืนยันว่าผมเองในฐานะรองหัวหน้าพรรคนั้น ไม่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในเรื่องของการจัดทําโครงการและในเรื่องเงิน แต่ว่าการดําเนินการที่จะกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถที่จะทําแล้วก็ดําเนินการ ไปได้ตามกฎหมาย สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนก่อนก็คือว่าที่ท่านสมาชิกอภิปรายบางทีให้ คนเข้าใจว่า
ประการที่ ๑ ผมไปสมรู้ร่วมคิดพูดเฉียดไปเฉียดมาว่ามีการพบปะ ที่โรงแรมนั้น พบปะกับบุคคลนี้ รู้จักกับคนนั้นคนนี้ เช่น บริษัททีพีไออะไรต่าง ๆ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องเลยนะครับ แล้วก็ ถ้าท่านคิดว่าผมเกี่ยวข้องก็คงจะต้องมาแสดงเอกสารหลักฐานหรือข้อมูลที่บอกว่าผมได้ เข้าไปพบปะอย่างที่ท่านได้กล่าวหา
ประการที่ ๒ เมื่อผมมาเปึนนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมไม่เคยเข้าไปแทรกแซง เกี่ยวกับกระบวนการการสืบสวนสอบสวนขององค์กรใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เรื่องนี้ ที่ท่านอภิปรายมาแล้วก็อาจจะพูดถึงเรื่องของการสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งผมเข้าใจว่าเปึน คดีที่เริ่มต้นจากการสอบสวนเรื่องของบริษัทก็ดําเนินต่อไป ท่านอภิปรายผมฟังดูบางครั้ง คนเข้าใจผิดได้ว่าแม้กระทั่งเมื่อคืนนี้หรืออะไรผมไปทําอะไรเพราะว่าเกรงกลัว ไม่มีครับ เมื่อคืนนอนหลับสบายอยู่ที่บ้านนะครับ แล้ววันนี้ก็พร้อมที่จะมาชี้แจง ทีนี้เหตุการณ์ ในช่วงที่ผมเปึนรองหัวหน้าพรรคนี่ครับก็เปึนช่วงที่เกิดขึ้นประมาณปลายป้ ๒๕๔๗ ต่อเนื่องถึงป้ ๒๕๔๘ หลังจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ป้ ๒๕๔๘ นี่นะครับท่าน อดีตหัวหน้าบัญญัติท่านได้ตัดสินใจลาออก เพื่อเป่ดโอกาสให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่และผู้บริหารชุดใหม่ ผมก็เข้ามาทําหน้าที่ตั้งแต่ เดือนเมษายนครับ คือได้รับเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๕ แล้วก็ได้รับ การรับรองจาก กกต. เดือนเมษายนนะครับ เข้าใจว่าประมาณกลางเดือนเมษายน ทีนี้หน้าที่ของผมก็จะมี ๒ ส่วนครับ
ส่วนแรกก็คือ ถ้าท่านบอกว่ามันมีเงินบริจาคเข้ามาสู่พรรคการเมือง ก็ต้องแจ้งให้ กกต. ทราบ อันนี้ไม่ได้แจ้งเปึนรายป้นะครับ เงินบริจาคเข้ามาเขาจะ มีการกําหนดให้มีการแจ้งเปึนระยะ ๆ ไป เพราะฉะนั้นเข้ามาแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะ ทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์ต้องมีการเซ็นแจ้งเงินบริจาคไปยัง กกต. ซึ่งผมก็ได้ทําสมบูรณ์ ตั้งแต่มาเปึนหัวหน้าพรรค มีเงินเข้ามา มีการบริจาคเข้ามา ผมก็จะมีการรายงาน
ส่วนที่ ๒ ก็คือเมื่อผมเข้ามาเมื่อป้ ๒๕๔๘ บังเอิญเปึนช่วงที่จะต้อง มีการรับรองงบดุลของป้ ๒๕๔๗ ขอประทานโทษนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเข้าใจว่า การรับรองเรื่องของกรรมการบริหารพรรคอาจจะเปึนช่วงเดือนมีนาคมนะครับ ได้รับเลือก เดือนมีนาคมเช่นเดียวกัน ก็คือผมมีหน้าที่ที่จะต้องมารับรองงบดุลป้ ๒๕๔๗ ซึ่งต้องเสนอ ต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคด้วยนะครับ กระบวนการจะเปึนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ก็คือว่าเมื่อผมเข้ามาผมก็ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ของพรรครวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการเงินของพรรค เขาก็จะรวบรวมครับ แล้วก็จะมีการให้มีผู้สอบบัญชี เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งผู้สอบบัญชีก็เข้ามาดูว่างบดุลที่จัดทําขึ้นเปึนไปตามเอกสารหลักฐาน ต่าง ๆ ที่มีอยู่ที่พรรคเขาก็จะรับรอง จากนั้นเขาก็เสนอมาให้ท่านเหรัญญิกพรรค ก็คือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ในขณะนั้น ท่านก็ได้ตรวจสอบว่าถูกต้องตามเอกสาร ต่าง ๆ ที่พรรคมีอยู่ ท่านก็ได้ลงนามแล้วก็เสนอมาที่ผม ผมก็เห็นว่าผ่านกระบวนการ การตรวจสอบมาแล้ว ผมก็ได้ลงนามรับรองงบดุลนะครับ ส่วนปัญหาในเรื่องของ ป้ ๒๕๔๘ ซึ่งผมก็ไปรับรองในป้ ๒๕๔๙ ตามคําอภิปรายของท่านสมาชิกก็จะมีประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในการเลือกตั้งในช่วงต้นป้ ตรงนี้ครับสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่า นอกจากงบดุลแล้วเรื่องค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งก็ต้องมีการแสดงใน ส่วนของพรรคซึ่งก็ได้มีการแสดงไปครับ แล้ว กกต. ก็ตรวจสอบครับ ในการตรวจสอบของ กกต. ก็จะมีการซักถามในประเด็นที่มีความสงสัยว่าถูกต้องหรือไม่ ก็กราบเรียนว่า กกต. ก็มีหนังสือมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงกลางป้ ๒๕๔๘ ตั้งข้อสังเกตในบางประเด็นครับ แต่ไม่มีประเด็นอะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ท่าน สมาชิกอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กราบเรียนว่า ผมได้ทําหน้าที่ของผมในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในการรายงานเงินบริจาคต่าง ๆ และในการรับรอง งบดุลได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ก็จึงไม่มีประเด็นอะไรเลยครับที่จะต้องมาตั้ง ข้อสงสัยเกี่ยวกับผมในการทําหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ