จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อภิปรายเรื่องโครงการเรียนฟรี 15 ปีของกระทรวงศึกษาธิการ โดยอธิบายว่าโครงการนี้มี 5 หมวดสําคัญที่ให้เงินฟรีแก่นักเรียน รวมทั้งหมด 18,000 กว่าล้านบาท และได้โอนเงินทั้งหมดให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมขออนุญาตตอบข้อข้องใจของเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ ท่านถามว่า ทําไมเรียนฟรี ๑๕ ป้อย่างมีคุณภาพ จึงไปขยายฐาน ๑๕ ป้ตรงอนุบาล แปลว่าท่านหมายความว่า ๑๕ ป้ประกอบด้วย ป. ๑ ถึงชั้น ป. ๖ ๖ ป้ แล้วก็ ม. ๑ ถึง ชั้น ม. ๖ ๖ ป้ รวมเปึน ๑๒ ป้ ทําไมไม่ไปต่อยอดอาชีวะอีก ๓ ป้ข้างบน หรือไม่ก็ระดับ ปริญญาข้างบนใช่ไหมครับ แต่ทําไมถึงไปต่อยอดฐานล่างตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ ถึง อนุบาล ๓ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ที่เราไปเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ ถึงอนุบาล ๓ ให้เรียนฟรีด้วยเพื่อบวกกับ ๑๒ ป้ข้างบนเปึน ๑๕ ป้นั้น ก็เพราะต้องการให้เชื่อมต่อกับ ศูนย์เด็กเล็กที่รัฐบาลชุดนี้ก็ให้ความสําคัญเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าศูนย์เด็กเล็กนั้น สังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญกับ เด็กตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงตายเหมือนกับที่ผมกราบเรียน แล้วก็เหตุผลอีกประการหนึ่ง ก็คือว่า เปึนเรื่องที่รัฐบาลให้ความสําคัญกับการลงทุนด้านการศึกษาเปึนอย่างยิ่ง ความจริง อนุบาล ๑ ถึงอนุบาล ๓ ลงทุนสูงมากนะครับ แต่รัฐบาลยินดีที่จะลงทุน เพราะเห็น ความสําคัญของการพัฒนาเด็กตั้งแต่เล็กๆ และในช่วงอายุประมาณขวบถึง ๗ ขวบ ช่วงนั้นจะเปึนช่วงที่เด็กจําเปึนต้องใช้พัฒนาการทางด้านสมองและร่างกาย ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง อันนี้ก็คือเหตุผล ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่า เมื่อท่านจบ การเรียนฟรี ๑๕ ป้ในชั้นมัธยมปลายหรือ ปวช. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ) ๑ ปวช. ๒ ปวช. ๓ ซึ่งรัฐบาลก็จัดเรียนฟรีให้เช่นเดียวกัน เพราะถือว่าเปึนระดับมัธยมปลาย เช่นเดียวกันนั้น รัฐบาลจะทอดทิ้งหลังจากท่านจบมัธยมปลาย เพราะรัฐบาลยังมีนโยบาย กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา คือ กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) ซึ่งเริ่มต้นมา ตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ชวน ๑ แล้วก็ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ให้เด็ก สามารถกู้ยืมเรียนต่อในระดับ ปวส. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) หรือในระดับ มหาวิทยาลัยได้ต่อไปอีก และรัฐบาลชุดนี้ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ก็ได้อนุมัติเงิน กู้ยืมเพื่อกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้เด็กเรียนต่อนั้นในวงเงินที่สูงขึ้น รัฐบาลชุดที่แล้ว ป้ที่แล้วอนุมัติเงินไว้ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ป้นี้เราจัดวงเงินกู้ยืมให้เด็กเพิ่มขึ้นอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตเรียนให้เห็นภาพว่า รัฐบาลชุดนี้คิดอย่างไร และให้ความสําคัญกับการศึกษาอย่างไร อย่างไรก็ตามมีเพื่อน สมาชิกก่อนหน้านี้ ๑ ท่านได้อภิปราย ซึ่งเปึนประเด็นที่ผมคิดว่าผมจําเปึนจะต้องตอบ และจําเปึนที่จะต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพราะว่าท่านแสดงความคิดเห็นทําให้ เกิดความเข้าใจว่า โครงการเรียนฟรี ๑๕ ป้อย่างมีคุณภาพของรัฐบาล เปึนโครงการที่เป่ด โอกาสให้มีการทุจริต ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า โครงการนี้ภายใต้ การดําเนินการ หลักของกระทรวงศึกษาธิการ วิธีการที่ประกาศออกมาเปึนวิธีการ ที่โปร่งใสสุจริตที่สุดเท่าที่จะทําได้แล้วครับ รายละเอียดที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่า การเรียนฟรี ๑๕ ป้ของรัฐบาลชุดนี้ฟรีใน ๕ หมวดสําคัญ ๑. ฟรีเรื่องค่าเล่าเรียน ๒. ฟรีเรื่องตําราเรียน ๓. ฟรีเรื่องอุปกรณ์การเรียน แล้วก็ ๔. ฟรีเรื่องชุดนักเรียน และ ๕. กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ๔ โครงการ เงินทั้ง ๕ หมวดใช้เปึนเงินทั้งสิ้น ในป้งบประมาณรายจ่ายกลางป้เพิ่มเติมที่เพิ่งผ่านรัฐสภาไปมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น มีจํานวนเงิน ๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่า เมื่อวานผมได้ทําพิธีโอนเงินทั้งหมดครบถ้วน ๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ครับ ไปให้สถานศึกษาทั่วประเทศแล้วครับ ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ไม่ได้เก็บไว้ที่กระทรวงเลยแม้แต่บาทเดียว ทั้งหมดก็เพราะต้องการกระจายเงิน กระจาย อํานาจไปให้สถานศึกษาได้เปึนผู้บริหารจัดการเงินทุกบาททุกสตางค์ด้วยตัวของ สถานศึกษาเอง ในหมวดค่าเล่าเรียน ชัดเจนว่าสถานศึกษาก็จะเก็บไว้บริหารจัดการ โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนกับนักเรียน แต่มีอยู่ ๒ หมวดครับ อีกหมวดหนึ่งคือกิจกรรม พัฒนาคุณภาพผู้เรียน อันนั้นก็เปึนอีกหมวดหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องเก็บไว้เพื่อดําเนินการ จัดกิจกรรมโครงการทัศนศึกษา กิจกรรมค่ายวิชาการ กิจกรรมค่ายคุณธรรม จริยธรรม ลูกเสือ และสอนคอมพิวเตอร์ ๔๐ ชั่วโมงต่อคนต่อป้ โดยโรงเรียนบริหารจัดการ แต่อีก ๓ หมวดที่เหลือคือ ๑. ตําราเรียน ๒. อุปกรณ์การเรียน กับ ๓. ชุดนักเรียน ในเรื่อง อุปกรณ์การเรียน สมุด ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด ยางลบ กับชุดนักเรียน ๒ ชุดต่อคนต่อป้ ๒ หมวดนี้โรงเรียนจะเปึนคนนัดผู้ปกครองมารับเงินสดเพื่อที่จะนําไปจัดซื้อชุดนักเรียนกับ อุปกรณ์การเรียนด้วยตัวของผู้ปกครองเอง ผมคิดว่าไม่มีอะไรโปร่งใสไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ครับ แล้วผู้ปกครองก็จะนําเงินสดนั้นไปจัดซื้อชุดนักเรียนให้กับลูกของตัวเอง หรือเด็ก ในปกครองของตัวเอง ถ้าปัญหาจะเกิดขึ้นก็อยู่ที่จุดที่ผู้ปกครอง