รัชดา ธนาดิเรก เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบถ่วงดุลการบริหาร และการกำหนดให้องค์กรที่มีความเป็นอิสระเป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาวิจัย และเสนอให้สถาบันที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอเรียนเสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. .... ที่เสนอโดยดิฉันและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล เดียวกับที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อรัฐสภาก็คือ เพื่อให้สอดคล้องตามที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ที่กําหนดให้รัฐบาล ดําเนินการจัดทํากฎหมายว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผล ผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน อย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๓ (๓) ยังได้กําหนดว่ากฎหมายที่จะ จัดทําขึ้น ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนหนังและวิธีการดําเนินการจัดทําหนังสือ สัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภามีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับ การศึกษาวิจัยที่มีความเปึนอิสระซึ่งดําเนินการก่อนการเจรจาทําหนังสือสัญญา โดยไม่มี การขัดกันระหว่างประโยชน์ของรัฐกับผลประโยชน์ของผู้ศึกษาวิจัยไม่ว่าในช่วงเวลาใด ของการบังคับใช้หนังสือสัญญา ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) นี้ได้กําหนดให้ คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก รีบดําเนินการจัดทําร่างพระราชบัญญัติให้ได้ภายในหนึ่งป้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะ เลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีความสําคัญต่อการดําเนินการของรัฐบาลและ รัฐสภาที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการด้านการต่างประเทศค่ะ ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๑ ป้ที่สภาของเราก็พิจารณาเอกสารนับเปึนหมื่นหน้า โดยมีเวลาที่จะใช้ในการศึกษา รายละเอียดเพียงสั้น ๆ สืบเนื่องมาจากฝ์ายราชการนั้นไม่มีความชัดเจน ไม่แน่ใจว่าเอกสารสัญญาระหว่างประเทศใดที่ต้องนําเสนอให้กับรัฐสภาพิจารณาบ้าง ด้วยความไม่แน่ใจต่าง ๆ จึงทําให้ส่วนราชการต้องนําเสนอเอกสารทุกฉบับเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภานะคะ การที่รัฐสภาต้องเร่งพิจารณาเอกสารจํานวนมาก ในระยะเวลาอันสั้น ดิฉันเชื่อมั่นว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านคงตระหนักดีถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นว่าการพิจารณานั้นอาจจะเปึนไปอย่างไม่รอบคอบและทุกมิติได้ หรือบางครั้ง นะคะ ที่ผ่านมา การดําเนินการด้านการต่างประเทศของรัฐบาลบนพื้นฐานของการ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาในด้านความโปร่งใสของฝ์ายบริหารได้ ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นจนต้องนําเข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคท้ายแล้ว ก็อาจจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศกับภาคีหนังสือสัญญานั้น ๆ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อการดําเนินการร่วมกับประเทศไทยของเรา ดังกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ถือว่าเปึนหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ดังนั้นความไม่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ จึงเปึนปัญหาของการทํางานของ ทั้งคณะรัฐบาลและส่วนราชการ การที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศจึงจําเปึนอย่างยิ่งนะคะ นอกจากนั้นความไม่ชัดเจน ของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นี้ยังนําไปสู่ปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การศึกษาวิจัย ในรัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดไว้ว่าหน่วยงานใดที่จะต้องเปึนองค์กรเปึนผู้รับผิดชอบ ในการศึกษาวิจัย การให้ประชาชนรับทราบข้อมูล การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จะมีกระบวนการและวิธีการใดในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กําหนดไว้ จึงทําให้เปึนประเด็น วิพากษ์วิจารณ์ของภาคประชาชนเปึนอย่างยิ่ง
ด้วยปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวที่เกิดขึ้นจากการขาดความชัดเจน ในมาตรา ๑๙๐ ดิฉันและพรรคประชาธิปัตย์จึงตระหนักถึงความจําเปึนที่จะต้องเร่ง ให้มีการพิจารณาพระราชบัญญัติการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ ข้าราชการทํางานอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าวันหนึ่งวันใดจะต้องถูกฟัองร้องหรือว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลทางลบต่อสถานภาพการทํางานหรือไม่
๒. การที่มีร่างพระราชบัญญัตินั้นจะทําให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อน การดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
๓. จะทําให้สามารถตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้ถือเปึนหน้าที่ของสภาเราที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนในการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นเกิดขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพ และเช่นเดียวกับทางคณะรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นโดยที่มีความแตกต่างอยู่บางประการ แต่โดยเนื้อหา และสาระหลักแล้วพรรคประชาธิปัตย์เห็นสอดคล้องเช่นเดียวกับที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้เสนอขึ้นนะคะ
ในรายละเอียดคงจะเปึนเรื่องของเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายกัน อย่างกว้างขวางต่อไป แต่ข้อสังเกตที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นในบางส่วนของ พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติ) ที่จัดทําโดยคณะรัฐมนตรีที่ยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่โดยรวมก็คือ
๑. ยังไม่ชัดเจนในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจนะคะว่า หนังสือเอกสาร สัญญาใดที่จะเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ แม้ว่าจะมีการกําหนดไว้ในมาตรา ๔ การจัดทํา หนังสือสัญญาดังต่อไปนี้ ให้ดําเนินการตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัตินี้ ในมาตรา ๔ ประกอบด้วย ๕ วงเล็บด้วยกัน ซึ่งสร้างความชัดเจนได้มากขึ้นกว่าที่ระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ อย่างไรก็ตามในมาตรา ๔ นี้นะคะได้เขียนไว้ว่า หนังสือสัญญาใดเปึนหนังสือสัญญาตาม (๓) (๔) หรือ (๕) ให้เปึนไปตามที่คณะรัฐมนตรี กําหนดตามข้อเสนอแนะของกระทรวงการต่างประเทศ เท่ากับว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ มอบภาระอันหนักหน่วงให้กับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ การต่างประเทศนั้นประกอบด้วยหลายมิติด้วยกัน บางเรื่องเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม บางเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เกี่ยวกับเรื่องของไบโอเจเนติค (Biogenetic) หรือว่าชีวพันธุกรรม ซึ่งการที่จะให้กระทรวงการต่างประเทศเปึนผู้รับผิดชอบตัดสินใจ แต่เพียงผู้เดียวว่าหนังสือสัญญาใดเข้าข่ายตาม (๓) (๔) (๕) ดิฉันคิดว่าจะเปึนภาระมาก เกินไป และสุดท้ายอาจจะเปึนประเด็นที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ของทางคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ชัดเจนก็คือในส่วนของวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในมาตรา ๙ ของร่าง พ.ร.บ. รัฐบาลบอกว่าการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามมาตรา ๗ ให้กระทําผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการนี้ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดอาจกําหนดให้ดําเนินการโดยวิธีอื่นด้วยก็ได้ คําว่า ระบบเครือข่ายสารสนเทศของหน่วยงานที่รับผิดชอบ นั้นหมายถึงอะไรบ้างคะ เว็บไซต์ (Website) วิทยุ ปัาย บอร์ด (Board) ต่าง ๆ หรืออะไรได้อีก ในการที่จะรับฟังและ เผยแพร่ข้อมูลความคิดเห็นของประชาชน แท้จริงแล้วจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีช่องทางให้ ประชาชนได้สื่อสารความในใจสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัวต่อตัว ดิฉันคิดว่าน่าจะระบุ ให้ชัดเจนนะคะว่า ควรจะจัดให้มีเวทีประชาพิจารณ์กี่ครั้ง ที่ใดบ้าง มากกว่าที่จะกําหนด เพียงแค่ผ่านเครือข่ายสารสนเทศค่ะ
อีกประเด็นหนึ่งในมาตรา ๑๐ เขียนไว้ว่า การศึกษาวิจัยตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความเปึนอิสระในการดําเนินงาน และผู้ซึ่ง หน่วยงานหรือองค์กรนั้นมอบหมายให้ดําเนินการศึกษาวิจัย ต้องไม่มีประโยชน์ได้เสียเปึน การส่วนตัวหรือมีอคติในเรื่องที่ดําเนินการศึกษาวิจัย ประเด็นนี้แม้ว่าจะมีความชัดเจน และตอบโจทย์ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ได้ระบุไว้ แต่ความหมายของคําว่า องค์กรที่มี ความเปึนอิสระในการดําเนินงาน องค์กรไหนคะ หน่วยงานที่รับผิดชอบเปึนหน่วยงานที่ กําหนดตัวผู้วิจัยเอง ถ้าเปึนเช่นนั้น ความอิสระจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หน่วยงานหรือองค์กร นั้นมอบหมายให้ดําเนินการศึกษาวิจัยต้องไม่มีประโยชน์ได้เสีย คํานี้แม้ว่าจะเพิ่มความ ชัดเจนขึ้นในนิยามของคําว่าเปึนอิสระ แต่ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าหน่วยงานไหนควรจะเปึน ผู้รับผิดชอบ และในความเปึนจริง ในการทําการศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การทํา เอฟทีเอ (FTA : Free Trade Area เขตการค้าเสรี) การทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ ในประเด็น เช่น สิ่งแวดล้อม หรือว่าสิทธิมนุษยชนนั้นจําเปึนอย่างยิ่งค่ะ ควรที่จะให้ สถาบันที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการทําวิจัยเปึนผู้รับผิดชอบหลัก
อีกประเด็นหนึ่งนะคะ ที่ดิฉันคิดว่ายังไม่ค่อยที่จะมีความสมบูรณ์เท่าไรนัก ในร่างของคณะรัฐมนตรี ก็เปึนเรื่องของช่วงเวลาของการศึกษาผลประโยชน์และ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดําเนินการตามหนังสือสัญญา ในมาตรา ๑๗ ร่างของ คณะรัฐมนตรีได้ระบุไว้ว่า เมื่อหนังสือสัญญามีผลใช้บังคับแล้ว ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ จัดให้มีการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาที่มีต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ ตลอดจนผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนของประเทศ และผลกระทบต่อบุคคล และให้เสนอแนะมาตรการแก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ท่านประธานคะ เมื่อหนังสือสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว เพิ่งจะมาศึกษาว่าการทําสัญญานั้นมีผลกระทบอย่างไรกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วมันจะไป ทันกาลอะไร เหมือนกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในอดีต เราเซ็นสัญญาระหว่างประเทศไป มากมาย แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่นั่น การเยียวยาก็ยังไปไม่ถึง สักที และในร่างของคณะรัฐมนตรีนี้มาระบุให้ทําการศึกษาหลังที่หนังสือสัญญา มีผลบังคับใช้แล้ว แล้วมันจะเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ได้อย่างไรนะคะ ด้วยความ ไม่สมบูรณ์ ๔ ประการที่ดิฉันได้เรียนต่อท่านประธานไปแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. .... ซึ่งน่าจะ เปึนอีกทางเลือกหนึ่งให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา ในร่างของพรรคประชาธิปัตย์นั้น แบ่งออกเปึน ๕ หมวดหลัก ๆ ด้วยกันนะคะ ก็คือ
หมวด ๑ คณะกรรมการประสานการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
หมวด ๒ การเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ
หมวด ๓ การศึกษาวิจัยข้อมูลและผลกระทบในการจัดทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ
หมวด ๔ การจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ
หมวด ๕ การติดตามและตรวจสอบการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่าง ประเทศ
ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ได้แบ่งออกเปึน ๕ หมวดหลักนั้น เพื่อสร้าง ความชัดเจนในการปฏิบัติของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ในหมวด ๑ ที่ว่าด้วยคณะกรรมการประสานการเจรจาหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ ในหมวดนี้ให้ความสําคัญกับคณะกรรมการประสานการเจรจาหนังสือ สัญญา อย่างที่เรียนไปแล้วในตอนต้นว่า ร่างของคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจให้กับ กระทรวงการต่างประเทศ เปึนผู้วินิจฉัยว่าเอกสารสัญญาใดจะเข้ามาตรา ๑๙๐ บ้าง ซึ่งในความเปึนจริงในเอกสารสัญญาแต่ละประเภทนั้นมีความละเอียดอ่อนยากที่จะให้ กระทรวงการต่างประเทศจะเปึนผู้ที่มีความรู้แตกฉาน และเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทุกประเด็น การที่จะกําหนดให้มีคณะกรรมการประสานเจรจาจะช่วยให้การพิจารณาเอกสารสัญญา ระหว่างประเทศเปึนไปอย่างรอบคอบมากขึ้น ซึ่งในมาตรา ๖ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ นั้น เราได้เสนอให้มีคณะกรรมการประสานการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปึนประธานกรรมการ ผู้แทน กระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทน กระทรวงสาธารณสุข เปึนต้นท่านประธานคะ การที่ร่างฉบับนี้ได้เสนอให้มีคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน ไม่ได้หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์อยากให้ เกิดการแทรกแซงในการบริหารประเทศของคณะรัฐบาลนะคะ เพราะบทบาทนี้เราได้ กําหนดกรอบไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๑๒ ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
๑. ประสานงานกับหน่วยงาน องค์กร หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และ สนับสนุนให้การเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมี ธรรมาภิบาล
๒. ให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะแก่คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาในส่วนของกระบวนการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และมาตรการปัองกัน เยียวยา และแก้ไขผลกระทบ
๓. พิจารณากฎหมาย ระเบียบ และประกาศเพื่อการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ของหน่วยงาน องค์กร หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และ
๔. ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการ
ดังนั้นบทบาทของคณะกรรมการประสานการเจรจาจะไม่ได้มีเรื่องใดที่ เกี่ยวข้องกับการแทรกแซง แต่เปึนเพียงคณะทํางานที่จะช่วยให้การทํางานของรัฐบาล และหน่วยงานราชการมีประสิทธิภาพ และพิจารณาข้อมูลในหลาย ๆ มิติได้ครบถ้วนมาก ขึ้นค่ะ
ในหมวด ๒ เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่าง ประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอ
มาตรา ๑๔ ให้คณะรัฐมนตรีจัดทําแผนการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่าง ประเทศเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบโดยจัดทําเปึนแผนสี่ป้ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับ แผนการบริหารราชการแผ่นดินตามที่บัญญัติในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าการที่ผู้บริหารประเทศจะต้องมีการวางแผนว่า ในรอบแต่ละป้นั้นเราจะไปเซ็นสัญญาหรือว่ามีแผนการด้านการต่างประเทศอย่างไรบ้าง คงไม่ใช่เรื่องที่ลําบากเกินความสามารถ โดยเฉพาะในเรื่องที่จะไปเซ็นสัญญาการค้าเสรี กับกลุ่มประเทศภาคีใด เราควรที่จะรู้ตัวล่วงหน้า เพื่อที่จะกําหนดให้มีการศึกษาวิจัยก่อน การทํากรอบเจรจาหรือการจัดทําหนังสือสัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากการ ทํางานใด ๆ ไร้ซึ่งแผนแล้ว ดิฉันคิดว่าผลที่เกิดขึ้นคงไม่เปึนประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง อย่างแน่นอน ในหมวด ๒ นี้
มาตรา ๑๗ ได้กําหนดไว้ด้วยนะคะว่า ในการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่าง ประเทศ คณะเจรจาจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศจะต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผู้แทนหน่วยงานราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารัตถะ ของหนังสือสัญญานั้น ๆ
เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและสร้างความโปร่งใส ในการเจรจา ให้ผู้มีส่วนได้เสีย นักวิชาการ ตัวแทนองค์กรประชาสังคม ผู้แทนภาคเอกชน โดยการเสนอชื่อของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีตัวแทน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมเปึนผู้สังเกตการณ์ และให้ข้อเสนอแนะ ในการเจรจา
ในมาตรานี้ชี้ให้เห็นถึงความเป่ดกว้างที่จะให้ภาคประชาชนและ นักวิชาการผู้มีความรู้ในด้านต่าง ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะเจรจา เพราะอย่างที่เรียนไว้ นะคะว่ากระทรวงการต่างประเทศหรือหน่วยงานหลักในแต่ละเรื่องคง ไม่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เพราะว่าการเซ็นสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการเป่ดการค้าเสรีนั้นมีมิติมากมายที่ต้องพิจารณา อย่างเช่น กรณีการเป่ด เสรีการค้าอาเซียนเกาหลีหรืออาเซียนเจแปน พบว่า