สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเกี่ยวกับผลการสํารวจของเอแบคเกี่ยวกับประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ และเสนอผลการนําเสนอผลงานวิจัย โดยระบุว่า 46.8% ของกลุ่มประชาชนมีประโยชน์มาก และ 53.2% ไม่มีประโยชน์หรือน้อย นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนและการร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน เพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กระผมเองก็ได้ฟังข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ ผลการสํารวจของเอแบค (ABAC : Assumption Business Administration College มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บริหารธุรกิจ) นะครับ แล้วก็ได้เข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ (Web site) ของเอแบค บังเอิญว่าประเด็นคําถามที่บอกว่าประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ มีมากน้อยเพียงใด

ในส่วนของการนําเสนอผลนั้นนี่ครับ ได้รวมเอาคนที่ตอบว่ามากถึงมากที่สุด ไว้ด้านหนึ่ง กับน้อยถึงไม่มีประโยชน์เลยไว้อีกด้านหนึ่งนะครับ แล้วก็ตัวเลขก็ออกมาว่า ร้อยละ ๔๖.๘ นี้เห็นว่ามีประโยชน์มากถึงมากที่สุดนะครับ แต่ร้อยละ ๕๓.๒ นี่ไม่ใช่ไม่มี ประโยชน์เลยนะครับ คือคนที่ระบุว่าน้อย แล้วก็คนที่ระบุว่าไม่มีประโยชน์ บังเอิญว่า ทางสํานักวิจัยเขาเอาไปรวมกันนะครับ เราก็เลยไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วระหว่างน้อยกับ ไม่มีประโยชน์นี่แบ่งกันอย่างไรนะครับ แต่จะอย่างไรก็ตามนะครับ ประเด็นนี้ก็เปึน ประเด็นที่รัฐบาลเองแล้วก็บรรดากลุ่มประเทศในอาเซียนนี่ตระหนักเปึนอย่างดีว่าในช่วง ความร่วมมือหลายสิบป้ที่ผ่านมาประชาชนก็ยังสัมผัสอาเซียนได้น้อยมาก นี่คือเหตุผลว่า ทําไมการจัดการประชุมสุดยอดครั้งนี้เราได้ตั้งหัวข้อเอาไว้ เนื่องจากว่าเราได้มีกฎบัตรนะครับ ซึ่งเหมือนกับกฎกติกาของการทํางานอาเซียนใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้เพียงเมื่อ เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราได้ตั้งหัวข้อเอาไว้ว่ากฎบัตรอาเซียนสําหรับประชาชนอาเซียน แล้วก็ในการจัดการประชุมผู้นําอาเซียนครั้งนี้จะเปึนครั้งแรกครับที่จะเป่ดโอกาสให้ กลุ่มต่าง ๆ ซึ่งถือได้ว่าเปึนตัวแทนของสังคมสามารถที่จะส่งตัวแทนมาพบปะกับผู้นําของ ทั้ง ๑๐ ประเทศได้โดยตรง ไม่ว่าจะเปึนกลุ่มของเยาวชน ไม่ว่าจะเปึนกลุ่มตัวแทนของ รัฐสภา ไม่ว่าจะเปึนกลุ่มของภาคประชาสังคมนะครับ หรือเราอาจจะเรียกว่าเปึน เอ็นจีโอ (NGO : Non-Governmental Organization : องค์กรพัฒนาเอกชน) ก็ได้ ซึ่งทุกกลุ่มนี้ จะมีโอกาสได้เข้าพบกับผู้นําอาเซียนในวันเสาร์ในช่วงเช้า นอกเหนือจากการที่จะได้พบ กับภาคธุรกิจนะครับ ซึ่งเปึนปกติที่จะจัดให้พบกับทางผู้นําอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นตรงนี้ ก็คือจุดที่เราต้องการที่จะเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่ของความร่วมมืออาเซียน ให้อาเซียนนั้นเปึนการรวมกลุ่มเปึนการทํางานที่เข้าไปถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น มากกว่า เปึนความร่วมมือซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียงเฉพาะของรัฐบาลหรือผู้นํา แต่ว่า ถ้าถามว่าในการประชุมครั้งนี้จะส่งประโยชน์อะไรบ้าง ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า หัวข้อในการประชุมตลอดทั้งสัปดาห์นี่จะมีหลายเรื่องที่เปึนประโยชน์กับประเทศชาติ แล้วก็ประชาชนของเราอย่างมากครับ

ในภาพรวมอยากจะกราบเรียนก่อนว่า มาถึงวันนี้สถานการณ์ของโลกได้ เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีประเทศไหนละครับในขณะนี้ที่สามารถที่จะต่อสู้ในเรื่องการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจได้โดยลําพัง โดยเฉพาะถ้าประเทศนั้นหรือเศรษฐกิจนั้นเปึนขนาดกลางหรือ ขนาดเล็ก ในภูมิภาคเราเองกระผมเชื่อว่าทุกท่านก็ทราบดีว่า การเติบโต ของเศรษฐกิจ อย่าง เช่น ประเทศจีนก็ดี ประเทศอินเดียก็ดี ซึ่งเปึนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีประชากรจํานวนมากนะครับ ก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของเศรษฐกิจขนาดเล็กหรือ ขนาดกลางทุกประเทศในภูมิภาคนี้ สิ่งที่เรากําลังจะทําก็คือว่าถ้าเราสามารถสร้าง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อาเซียนซึ่งเปึน ๑๐ ประเทศนี้มีประชากรถึง ๕๗๐ ล้านคน แล้วมีกําลังซื้อนี้สูงทีเดียวนะครับ เรียกได้ว่าไม่ได้ต่ํากว่าเศรษฐกิจอย่างประเทศจีนมาก นักนะครับ ถ้าเราสามารถที่จะทําให้เกิดการร่วมมือทางด้านการค้าการลงทุนมากขึ้น นั่นก็ หมายถึงการเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ เพิ่มการสร้างงานให้กับประชาชนคนไทย ซึ่งในการประชุมครั้งนี้อย่างที่ท่านสมาชิกทราบดีนะครับ เนื่องจากว่าท่านก็เปึนส่วนหนึ่งที่ ได้อนุมัติให้รัฐบาลไทยไปลงนามในข้อตกลงทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการค้าก็ดี การลงทุน ก็ดี รวมไปถึงการที่จะเป่ดเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึน กรณีของประเทศจีน กรณีของประเทศอินเดีย หรือกรณีของประเทศญี่ปุ์น ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะเปึนการช่วยทําให้ขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจ ในภูมิภาคอาเซียนดีขึ้น เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันนะครับ ข้อตกลงที่ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประชุมกันที่ภูเก็ตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แล้วจะได้ รายงานให้กับที่ประชุมผู้นําทราบ จะเปึนการขยายสิ่งที่เราเรียกว่าความริเริ่มเชียงใหม่ ก็คือเปึนข้อตกลงซึ่งเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ในสมัยของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เมื่อประมาณป้ ๒๕๔๒ ที่ได้ตกลงกันว่าประเทศในภูมิภาคนี้จะนําเอาเงินสํารองส่วนหนึ่ง มาวางไว้ ในกรณีที่มีประเทศใดต้องการที่จะใช้เงินสํารองนั้นเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการเงิน หรือวิกฤติทางเศรษฐกิจ ผลของการประชุมในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็คือได้เพิ่มวงเงินตรงนี้ ไปถึงร้อยละ ๓๓ นะครับ แล้วก็ขณะเดียวกันได้เปลี่ยนกลไกตรงนี้จากการที่เปึนการทํางาน ระหว่าง ๒ ประเทศ มาเปึนลักษณะของการทํางานในระดับของหลายฝ์ายหรือพหุภาคี (คําเรียกการทําสนธิสัญญาที่มีคู่สัญญาหลายฝ์าย) ซึ่งตรงนี้ก็จะเปึนการสร้างหลักประกัน สําคัญอย่างหนึ่งในแง่ของการมีเงินสํารองที่จะช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคนี้ โดยที่ไม่ ต้องวิ่งตรงไปพึ่งที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (IMF : International nonetary fund) ยิ่งไปกว่านั้นนะครับ ความร่วมมือแล้วก็สิ่งที่จะได้มีการพูดคุยตกลงกัน ในสุดสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งผมแล้วก็ท่านประธานาธิบดีของอินโดนีเซียจะได้นําไปใช้ในการ ประชุมของกลุ่ม จี ๒๐ (G 20 : Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors) ก็คือกลุ่มเศรษฐกิจ ๒๐ แห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยจะมีการจัดการ ประชุมกันที่กรุงลอนดอนในวันที่ ๒ เมษายน หลักของเราก็คือว่าอาเซียนจะเปึน แบบอย่างในการยืนยันว่าแม้ว่าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นนั้น เราจะไม่มีการใช้มาตรการ กีดกันทางการค้าระหว่างกันและกัน และเราก็จะใช้ท่าทีนี้ในการไปเรียกร้องต่อกลุ่ม เศรษฐกิจและกลุ่มประเทศอื่น ๆ ว่า ในการแก้ไขปัญหาของเขาก็ไม่ควรที่จะสร้าง มาตรการในด้านการกีดกันทางการค้าการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศในภูมิภาคนี้ หรือประเทศกําลังพัฒนาอีกจํานวนมาก ซึ่งตรงนี้ก็จะเปึนสิ่งสําคัญที่จะทําให้เราสามารถ ที่จะฟันฝ์าวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ด้วยความสบายใจมากยิ่งขึ้นนะครับว่าจะไม่ถูกกีดกัน จากบรรดาเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือประเทศที่พัฒนาแล้วนะครับ

นอกจากนั้นก็จะได้หารือถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการประสานแผนการ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและมีความเปึนอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น และนอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจแล้วนะครับ มีอีกหลายปัญหาซึ่งคาดว่าจะมีการ หยิบยกขึ้นมา แล้วก็จะช่วยแก้ไขปัญหาซึ่งปัจจุบันนั้นประเทศไทยต้องเผชิญอยู่ เช่น กรณี ของคนหลบหนีเข้าเมืองนะครับ โดยเฉพาะกลุ่มโรฮิงญา (ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม ในประเทศพม่า) ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้มีการประชุมหรือมีการหยิบยกหารือกันนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะมีความพยายามที่จะผลักทั้งภาระและความรับผิดชอบมาอยู่ที่ประเทศไทย แต่ว่าจากการที่ได้มีการเจรจาเบื้องต้น แล้วก็คาดว่าที่จะได้มีการเจรจาในสุดสัปดาห์นี้ ปัญหานี้จะได้รับการยอมรับจากหลายประเทศในอาเซียนให้เปึนปัญหาของภูมิภาค และมีการร่วมกันแก้ไขอย่างเปึนระบบ ซึ่งก็จะเปึนการลดภาระประเทศไทยด้วย แล้วก็ทํา ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อการแก้ไขปัญหานี้

มีอีกหลายเรื่องครับซึ่งเราจะผลักดันให้เดินไปข้างหน้า เช่น การจัดตั้ง องค์กรสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ซึ่งก็จะทําให้อาเซียนนั้นเปึนการรวมกลุ่มที่มี ความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของโลกตะวันตก แล้วก็จะเป่ดทางไปสู่ความสามารถ ในการที่จะเจรจาร่วมมือกันทางการค้าการลงทุนได้ต่อไปด้วย ที่จริงแล้วยังมีการประชุมที่ คาบเกี่ยวในช่วงนี้นะครับ ที่จะได้มีการดําเนินการ เช่น ผมจะได้ใช้โอกาสของการประชุม ผู้นําอาเซียนครั้งนี้จัดพบปะในระดับทวิภาคี (คําเรียกการทําสนธิสัญญาที่มีคู่สัญญา ๒ ฝ์าย) กับผู้นําของทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ผมยังไม่ได้มีโอกาสพบ ผมมีโอกาสเดินทางไป เยือนเฉพาะกรณีของประเทศลาวกับประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ได้พบกับท่าน ประธานาธิบดีฟ่ลิปป่นส์ที่ดาวอส แต่ว่าในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้ผมจะพบกับผู้นําที่ เหลือครบถ้วนทั้งกลุ่มอาเซียน แล้วก็ก่อนการประชุมยังมีการประชุมในเรื่องของ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทย ซึ่งก็จะมีการ เร่งรัดโครงการความร่วมมือการค้าการลงทุน ซึ่งจะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งกับจังหวัด ชายแดนภาคใต้ของเราด้วยครับ