มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พูดถึงปัญหาข้าวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสต็อกข้าว และหาวิธีการจัดการกับข้าว ๒.๑ ล้านตันที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งออกข้าวและไม่ห้ามส่งออกข้าวเพื่อไม่ให้ตลาดข้าวโลกพุ่งมาประเทศไทย
ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตตอบเลยนะครับ อันดับแรกเลยต้องกราบขอบพระคุณ ส.ส. พรรคฝ์ายค้านทุกท่าน โดยเฉพาะอาจารย์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี กรุณาให้ความรู้ผม แล้วก็ ต้องขอบคุณทุกท่านจริง ๆ ๔ เดือนนี้ได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่ายิ่ง ทีนี้ถามบอกว่า การทํางานในตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปึนอย่างไร ที่ผมจับประเด็นมา ๒-๓ วัน ความจริงต้องบอกว่าผมนึกว่าวันแรก วันที่ ๒ แล้วก็มาวันนี้วันที่ ๓ ก็เตรียมตัว ที่จะฟังว่ามีประเด็นอะไรบ้าง เท่าที่ฟังก็จะมีเรื่องการบริหารงานเรื่องข้าว เรื่องหมู เรื่องผลไม้ตกต่ํา เรื่องปุิย อันนี้คือหลัก ๆ ถ้าไม่พูดเรื่องข้าวเลย ผมพูดจริง ๆ นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพทุกท่านว่าผมจะนอนตายตาไม่หลับครับ เพราะถ้าผมไม่พูดเรื่องนี้เลยก็ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไรแล้วนะครับ เรื่องข้าวผมต้องเรียน อย่างนี้เบื้องต้นก่อน ตอนที่ผมเข้ามาเปึนรัฐมนตรีผมจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้เปึน ภาษาง่าย ๆ แล้วก็เข้าใจได้ เพราะว่าพ่อแม่พี่น้องทางบ้านทุกคนได้ฟังเรื่องนี้แล้วจะได้ เข้าใจ ป้ก่อนโน้นในรัฐบาลก่อนมีการรับจํานําข้าวอยู่ที่ประมาณ ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท แล้วแต่ราคา ปรากฏว่าสต็อกของข้าวในรัฐบาลมีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๕ ล้าน ๑ แสนกว่าตัน แล้วก่อนที่ผมจะมารับตําแหน่งไม่นานก็มีการขายข้าวในสต็อก ออกไป ๓ ล้านตัน มันก็เหลือข้าวอยู่ประมาณ ๒ ล้าน ๑ แสนตัน อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ๒ ล้าน ๑ แสนตัน ที่เหลือถามว่าตอนผมเข้ามา ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เรื่องความสะอาด คงไม่ต้องพูดถึง ผมพยายามจะฟังเหมือนกันว่าแต่ละผู้อภิปรายจะพูดถึงเรื่องความสะอาด ของผมหรือเปล่า ผมว่าพวกท่านคงเชื่อถือผมได้ในระดับหนึ่งพอสมควร ๒ ล้าน ๑ แสนตัน ผมทําอะไร คําสั่งเบื้องต้นเลยคือผมให้มีการตรวจสต็อกข้าว ผมอยากดูว่าข้าวมีเหลืออยู่ จริงไหม ตั้งแต่ผมยังไม่เข้ามาเปึนรองนายกรัฐมนตรีหรือมาเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เขามีการบอกว่ามันมีสต็อกลม มันไม่มีอยู่จริง มันมีโรงสีเล่นกล มันมีอะไรก็แล้วแต่ ผมก็ได้ออกคําสั่งให้ท่านปลัดกระทรวง ให้ข้าราชการ ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจตรา ผมให้เขาตรวจตราอยู่ทุก ๆ ๑๕ วัน ทั้งหมดถึง ๖ ครั้ง รายงานบอกมาว่า ๒ ล้าน ๑ แสนตันนี้ มันหายไป ๑๓,๐๐๐ กว่าตัน แต่ถึงกระนั้นก็ตามที่ท่านเห็นผมไปออกโทรทัศน์บ่อย ๆ ผมพยายามชี้แจงให้คนได้เข้าใจว่าข้อมูลต่าง ๆ เรื่องข้าวมันมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดสมมุติผมทํายุทธศาสตร์เรื่องข้าวซึ่งผมเปึนคนพูดเสมอว่า ป้นี้เปึน ป้ทองของชาวนาไทยแล้วก็คนไทยทั้งประเทศ ถ้าผมไม่ชี้แจงตลอดพวกท่านจะหาว่า ผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แล้วทําไมมันถึงต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาครับ ผมอยากจะเรียนว่า อย่างนี้ครับ การเช็กสต็อกข้าวนั้นเปึนเรื่องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนที่สุดเมื่อเช็กสต็อกแล้วต้องมา ตัดสินใจต่อว่า ๒.๑ ล้านตันนี้จะเอาทําอะไร ในช่วงแรกนะครับ ทําไมถึงยังไม่ขายออกมา ถึงไม่ตัดสินใจขายออกมา เหตุผลนะครับ ผมต้องย้อนกลับไปมีท่านผู้อภิปรายบางท่าน เล่าประวัติผมว่าทํางานอยู่บริษัทรถยนต์ มาอยู่ อสมท มาอยู่ตรงนี้ ผมอยากทําความเข้าใจ อีกครั้งหนึ่ง ผมขอประกาศตัวชัด ๆ สมัยเด็ก ๆ ทํางานเริ่มต้น ทํางานการขาย ทําการตลาด ทําโฆษณา ทําประชาสัมพันธ์ แล้วผมก็ก้าวขึ้นเปึนผู้บริหารระดับสูง ถามว่าผมอยากเรียก ตัวผมเองว่าอย่างไร ผมขออนุญาตผมเรียกตัวผมเองว่า ผมเปึนนักยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นการเปึนนักยุทธศาสตร์มันจะต้องมองมิติรอบด้าน ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง ต้องดูและปรับปรุงตลอดเวลา อันนี้มาโยงอะไรเกี่ยวกับการเช็กสต็อกข้าว ๒.๑ ล้านตัน เบื้องต้นเมื่อผมเข้ามารับตําแหน่ง ช่วงตอนนั้นมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประมาณแถว ๆ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ถ้าจําไม่ผิดนะครับ แล้วก็มีการแถลงนโยบาย โดยท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ทีมคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นสักพักหนึ่งก็เริ่มทํางาน มันต้องตัดสินใจก่อนว่าข้าว ๒.๑ ล้านตันนี่คุณจะจัดการกับเขาอย่างไร ในระหว่างนั้น ตามข้อมูลที่ได้มาจากทั่วโลก แล้วโดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลกเกิดวิกฤติครับ ในเวียดนามตอนเหนือไม่เคยเกิดปรากฏการณ์ พายุหิมะก็เกิด อินเดียการแห้งแล้งก็เกิด เอาเปึนว่าหลายประเทศเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ มันมีสัญญาณบอกเหตุโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าวิกฤติ อาหารโลก และการห้ามส่งออกข้าว โอกาสอย่างนั้นถ้าท่านเปึนนักยุทธศาสตร์ท่านต้อง มองเห็นแล้วท่านต้องพูดความจริง สิ่งหนึ่งที่ผมจะบอกแล้วผมตัดสินใจนะครับ ผมพูด ให้ได้ยินชัด ๆ ประชาชนทั้งประเทศแล้วก็ในสภาแห่งนี้ผ่านไปด้วยว่า ก่อนผมจะตัดสินใจ ออกมาพูดว่า ราคาข้าวส่งออกโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจะถึงตันละ ๓๐,๐๐๐ บาท หรือเกวียนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ผมไม่ใช่ไม่คิด ผมคิดแล้วคิดอีก ข้อที่ ๑ ที่ผมคิด คิดอะไรครับ ยังไม่เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนไหนมาก่อนที่ตัดสินใจออกมาพูดอย่างนี้ ท่านจะบอกว่าพูดบ้า ๆ พูดมาก ชี้แจงข้อเท็จจริง อันนั้นผมไม่รู้ เพราะอะไรครับ ท่านก็ได้ยิน ท่านพูดกันอยู่บ่อย ๆ ว่าเรื่อง ๕ เสือ ๖ เสือ ๗ เสืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งนี้เปึนการทําลาย วัฒนธรรมบางอย่าง เพราะว่าปกติราคาส่งออกจะต้องถูกปกป่ดเงียบ ๆ รู้กันเฉพาะ บางกลุ่ม ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ความสะอาด ความบริสุทธิ์ใจ แล้วผมสงสารชาวนา ผมไม่อยากให้ชาวนาต้องไม่รู้เรื่องรู้ราว แบบที่เขาเรียกกันว่า หลังสู้ฟัาหน้าสู้ฝน แล้วในที่สุดก็ไปถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาบอกว่า ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน คราวนี้ประเด็นสําคัญไปอยู่ตรงไหนครับ เมื่อผมออกมาบอกว่าชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว ตอนนั้นราคาข้าวอยู่ที่ตกประมาณ ๑๑,๐๐๐ บาท แล้วผมบอกว่าถ้าครบ ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วค่อยขาย ท่านต้องแยกให้ดี ๆ ระหว่างข้าวผู้ส่งออกคือข้าวสาร ในโลกนี้การขายข้าว ของประเทศไทยถ้าจะว่าจริง ๆ มีอยู่ ๔ ประเภท ๑. ข้าวหอมมะลิ ๒. ข้าวขาว ๓. ข้าวเหนียว แล้วก็มีข้าวพันธุ์พิเศษ ข้าวที่เขาเรียกพาร์บอยล์ ไรซ์ (Parboil rice) เราคุยกันเฉพาะ ๒ ประเภทแรกคือ ข้าวหอมมะลิกับข้าวขาว ตอนที่ผมมาบอกนะครับ ผมบอกชาวนา อย่าเพิ่งขายข้าวนี่ไม่ใช่ผมไม่รู้ประสีประสา ถึงผมจะเข้ามาไม่กี่เดือนผมว่าผมศึกษา ข้อมูลค่อนข้างละเอียด เมื่อกี้ผู้อภิปรายเขาบอกมีการปลูกข้าวนาปรัง ข้าวนาป้ ข้าวนาป้ มันหมดไปตั้งแต่ป้ที่แล้วแล้ว ตอนนี้ไม่ต้องมาพูดถึงละครับมันจบไปแล้ว มันขายหมดไป ตั้งแต่ป้ที่แล้วแล้ว ส่วนข้าวนาปรังกําลังจะออก สิ่งที่ผมได้เตือนและได้บอกก่อนล่วงหน้า ก็คือกําลังจะบอกว่า ข้าวนาปรังเตรียมตัวให้ดี ๆ ยังไม่ต้องรีบขาย อย่าให้เขาไปหลอกซื้อ ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท มันไม่ใช่อีกแล้ว แล้ววันหนึ่งท่านเชื่อไหมครับ เมื่อกี้ผมบอกว่า ๒ เหตุผล ทําให้สุขภาพจิตผมเสียก่อนที่ผมจะประกาศราคาออกมาว่า มันจะไป ๓๐,๐๐๐ บาท ข้อ ๑ มันเปึนการแหวกม่านประเพณีของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ปกติที่เขาไม่ทํากัน แต่ข้อ ๒ ท่านรู้ไหมครับสุขภาพจิตผมเสียคืออะไร มันเหมือนคนที่ยิ่งกว่าหมอดูอีก อยู่เฉย ๆ ข้าว ๑๑,๐๐๐ บาท แล้วลุกขึ้นมาบอกว่า จะ ๓๐,๐๐๐ บาท เอาอนาคตทั้งชีวิตของตัวเองเอาไปวางเดิมพันไว้กับคนทั้งประเทศ ๖๔ ล้านคน ถ้าผมบอกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วมันไปไม่ถึง ท่านว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมบอกเลยนะครับ ท่านไม่ต้องเอากระดาษมาให้ผม ๒ แผ่น ๓ แผ่น ๔ แผ่นหรอกครับ ผมจะเขียนใบลาออกเอง ผมยืนยันว่าผมเปึนคนอย่างนั้นแล้วผมรับผิดชอบตัวผมเอง ด้วยนะครับ ผมขออนุญาตเอาใบอะไรให้ดู ความจริงผมไม่อยากโชว์อะไรพวกนี้แต่ผมมี ความจําเปึน ท่านดูสิครับ พอผมบอกมาสักพักเดียวราคาข้าวหอมมะลิที่ผมบอกว่า จะ ๓๐,๐๐๐ บาท มันขึ้นไป ๓๙,๑๖๐ บาท ตอนนั้นอัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่ ๓๑.๘๙ บาท ด้วยซ้ํา ข้าวสารเจ้าธรรมดาขึ้นไปถึง ๓๒,๐๐๐ บาท ท่านอย่าลืมนะครับผมบอกตัวแรกจะ ขึ้น ๓๐,๐๐๐ บาท แตะ ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วค่อยขาย แต่มันขึ้นไปแตะเกือบ ๔๐,๐๐๐ บาท คูณด้วยราคาตอนนี้อีก ๔๐,๐๐๐ บาท ด้วยซ้ํา อันนี้ผมบอกก่อนอีกครั้งหนึ่ง ผมเอาเกียรติยศกับความเปึนนักยุทธศาสตร์ของผมเดิมพันกับคนทั้งประเทศ ท่านว่า ผมได้อะไรจากเรื่องนี้ สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คือชาวนาเกือบ ๒๐ ล้านคน ท่านเคย คํานวณหรือเปล่าทุกคนที่อ้างตัวว่าเปึนลูกชาวนา มาจากลูกหลานชาวนา ประชากรเรา ๖๔ ล้านคน ถัวเฉลี่ย ๓ คนเศษเปึนชาวนา ๑ คน ผมสงสารเขาครับ ผมมีโอกาสได้เรียน หนังสือมาทุกวันนี้ ผมได้เปึนตัวเปึนตนมาทุกวันนี้ผมอยากตอบแทน แล้วผมมาทําตรงนี้ ผมก็อยากตอบแทน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องนี้ แล้ววันหนึ่งก็มาถึงครับ เมื่อข้าวหอมมะลิไปแตะ ๓๐,๐๐๐ บาท ผมก็บอกชาวนาขายเถอะครับ โอกาสทอง มาถึงแล้ว มันก็มีคําถามว่าจะขายเท่าไร ผมก็บอกว่าราคามันยังยืดหยุ่นอยู่ แล้วแต่ ใครตกลงกับใครพอใจตรงไหน ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับ ราคา ท่านเชื่อไหมครับว่าแล้ววันสําคัญก็มาถึง ผมจะหาเอกสารทันหรือไม่ทันไม่รู้นะครับ เพราะว่าตรงนี้ตัวคนเดียวไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะมาอธิบายท่านด้วยครับ ผมบอกว่าข้าว มันมี ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ตัวแกน ๆ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวหอมมะลิ ถ้าผมจะพูดให้เปึน ภาษาสวย ๆ ผมอาจจะไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ผมย้ํานะครับว่าผมเปึนคนทํางาน ในประวัติศาสตร์ ชาติไทยตั้งแต่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ และมาถึงวันนี้ จริงอยู่นะครับ ผมไม่ได้เปึนคนกําหนดให้มันเกิดขึ้นเพราะผมกุมตลาดโลกทั้งโลกไม่ได้ แต่วันนี้ผมยืนยัน ข้าวราคาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทยคือใบที่อยู่ในมือผม นี่คือข้าวเปลือกครับ ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ ๑๙,๐๐๐ บาท ข้าวเจ้า ๑๔,๐๐๐ บาท ข้าวเหนียว ๗,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ตามความชื้น ผมมาพูดเรื่องนี้ผมจะบอกว่าอะไรครับ เพราะเปึนราคาที่บอกแล้ว มติ ครม. บอกแล้วว่าให้ซื้อตามอย่างนี้ จะซื้อจะจํานําจะอะไรก็แล้วแต่ แต่ในท้ายที่สุดมันก็ย้อนมา แผ่นนี้ครับ ตัวละครหรือผู้แสดงมีอยู่ ๓ คน มีชาวนา มีโรงสี มีผู้ขายข้าว ทั้งข้าวถุง ข้าวส่งออก อันนี้คือราคานี้ คุณจะบอกว่าอย่างไรก็แล้วแต่ นี่คือความจริง และนี่คือสิ่งที่ ทุกคนต้องยอมรับครับ คราวนี้ผมมาบอก ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมต้องการให้ชาวนา มีความสุข ผมอยากให้เงินกระจายออกไป ผมทําเรื่องสามเหลี่ยมบอกว่าคน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศมีรายได้ปานกลางลงไปจนกระทั่งฐานะยากจน วันนี้เมื่อกี้ท่านสาธิตพูดถึง ผมขออภัยผมเอ่ยชื่อท่านได้ใช่ไหม ได้นะครับ ท่านพูดถึงเกษตรกร พูดถึงชาวนาผมยืนยัน ท่านเชื่อไหมว่าที่ท่านบอกม็อบมาทั้งหมด ผมจดได้มากกว่าท่านจดอีก แล้วผมจดทุกม็อบ เพราะผมบอกแล้วอย่างไรผมเปึนนักยุทธศาสตร์ผมต้องทํางานละเอียดอย่างนี้ ทั้งหมด เลยนะครับถ้าจะว่าชาวนาจริง ๆ มีม็อบประมาณ ๒-๓ ที่ แล้วม็อบทั้งหมดที่เกิดขึ้น จากชาวนาเปึนม็อบข้าวเหนียว เถียงกันเรื่องความชื้น ล่าสุดที่จังหวัดเชียงราย ๗,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ ๙,๐๐๐ บาท ในที่สุดเขาก็ ตกลงกันที่ ๘,๐๐๐ บาท จะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ถามว่าชาวนาทั้งประเทศ ๒๐ ล้านคน มีม็อบไหม คําตอบมันบอกชัดเจนอยู่แล้ว ป้นี้ผมพูดจริง ๆ นะครับ ผมไม่ได้พูดโดย ไม่อ้างอิงหรือคิดเลื่อนลอยขึ้นมา สภาวิจัยแห่งชาติทํารีเสิร์ช (Research) ชาวนาเปึนหมื่น ๆ คน ผมขี้เกียจเอารีเสิร์ชมาให้ดู เกือบทุกจังหวัดมีความสุขหรือไม่ คําตอบบอกเลยส่วนใหญ่ เขามีความสุข
ผมอยากจะกลับมาย้อนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการส่งออกข้าว เรื่อง ๒.๑ ล้านตัน ตัดสินใจอย่างไร ท่านดูนะครับ เงื่อนไขของโลก ตลาดโลก ย้ําอีกครั้งถึงเราจะเปึน ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เราไม่สามารถกุมชะตาชีวิตโลกได้ เมื่อสักครู่ มีผู้อภิปรายพูดเรื่องเอเฟท พูดถึงตลาดคอมโมดิตี้ (Commodity) พูดถึงตลาดล่วงหน้า ทําไมผมจะไม่เข้าใจ ผมเข้าใจ แต่ผมบอกให้เลยมันมองได้ ๒ มิติ คนกลุ่มหนึ่งบอกว่า ถ้าคอมโมดิตี้ ถ้าตลาดล่วงหน้าคือการปัืนราคาข้าวไม่ใช่ของจริง แต่ที่ผมกําลังพูดคือ ราคาซื้อขายที่เปึนจริงและเปึนความเปึนเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ แต่คราวนี้มันกลับมาโยง ท่านเปึนห่วงท่านกังวล ผมอยากพูดเรื่องข้าวถุงสักเล็กน้อย เรื่องมันพันกันเปึนท่อน ๆ หมดนะครับ ตอนแรกมีข้าวอยู่ ๒.๑ ล้านตัน วันหนึ่งอันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ ความจริงตัวเลขนี้จะเปลี่ยนตลอด นี่ผมอัพเดท (Update) ให้ท่านดูล่าสุด ๕ เดือน เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ประเทศไทย ประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม ๑ ๒ ๓ ปรากฏว่าประเทศอินเดีย กับประเทศเวียดนามตัดสินใจอะไรครับ เกือบครึ่งป้ที่ผ่านมางดส่งออกข้าว โดยเฉพาะ ข้าวขาว ประเทศอินเดียส่งออกแต่ข้าวบาสมาติ ทุกตลาดมุ่งสู่ประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ ท่านพูดอยู่ตลอดเวลาแล้วผมฟังเปึนสิบ ๆ ครั้ง ตั้งแต่เมื่อคืนมาแล้ว เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับ ฝันร้ายตลอดคืน จริง ๆ ฝันร้ายตลอดคืน วันนี้ผมบอกให้จริง ๆ ผมควรจะเรียบเรียง เหตุการณ์อธิบายได้ดีกว่านี้ แต่ผมนอนมา ๔ ชั่วโมง บอกตรง ๆ เลยนะครับ ผมเอ่ยชื่อ ท่าน ส.ส. ผู้อภิปรายได้ใช่ไหมครับ ไม่ผิดระเบียบ หน้าท่านอาคม เอ่งฉ้วน ลอยอยู่หน้าผมอย่างนี้ครับ ฝันร้ายตลอดคืน แล้วผมก็จําท่านได้ ท่านบอกว่าอย่ามาเรียกผมว่าพี่ ผมยังจําสํานวนนี้ได้เลย ผมสยิว ท่านพูดกับผมอย่างนี้ ใช่ไหมครับ ผมพูดจริง ๆ วันนี้สุขภาพจิตเสียจริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยนึกมาก่อนว่าทําไม ต้องมาทําอย่างนี้ด้วย ผมขอย้อนกลับมาอีกเรื่อง วันนี้จะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ อินเดีย กับเวียดนามเขาไม่ส่งออก คราวนี้ทุกคนก็มาพูดเรื่อง ๖.๗ ล้านตัน ขอพูดเรื่อง ๖.๗ ล้านตัน เดี๋ยวช่วยเตือนผมด้วย ท่านสมาชิกสภาว่า ๒.๑ ล้านตัน เราจะทําอะไร แล้ว ๖.๗ ล้านตัน ตลาดมันไปอยู่ตรงไหน ท่านไม่ต้องห่วงว่าเราไม่มีตลาด เพราะวันที่ผมไปประชุมเอเปก ที่เปรู วันนั้นทุกคนอยู่กันหมด ๒๑ ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก รวมทั้งเอเชียด้วยในบางส่วน เลขาธิการองค์การการค้าโลกเขาก็ถามบอกว่าจุดยืนประเทศไทยคืออะไร โพรเซสชันนิ่ง (Processioning) ประเทศไทยคืออะไร ผมตอบไป ๒ ประเด็นชัดเจนในนามประเทศไทย ฟังแล้วได้ยินให้ชัด ๆ ด้วยครับ
ข้อ ๑ ประเทศไทยจะไม่ห้ามส่งออกข้าวโดยเด็ดขาด
ข้อที่ ๒ เราจะไม่เปึนผู้ฉกฉวยโอกาสในวิกฤติเศรษฐกิจและอาหารโลก เพราะฉะนั้นจากการประกาศในวันนั้นท่านรู้ไหมครับ มิสเตอร์ปาสคาล ลามี ซึ่งเปึน เลขาธิการของดับเบิลยูทีโอเขามาจับมือผม แล้วเขาบอกว่าอย่างไร เขาบอกยู (You) พูดอย่างนี้ตลาดข้าวทั้งโลกจะพุ่งมาสู่ประเทศไทยทันที แล้วมันก็เปึนอย่างนั้นด้วยวันนี้ ท่านไม่ต้องกลัวครับ ท่านปลูกข้าวมาท่านก็จะมีคนซื้อเต็มไปหมด ปัญหามีของขาย หรือเปล่าแค่นั้นละ คราวนี้กลับมาบ้าง เรื่องนี้มันคงต้องอธิบายเหมือนกันท่านประธาน ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า ทําไมเขาฮือฮากัน