อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการสนับสนุนสื่อท้องถิ่น โดยกล่าวถึงความสำคัญของวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวี และผลที่ตามมาของไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น เกิดสภาวะโกลาหล และการสร้างวิทยุชุมชนขึ้นมากมายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่มีหน่วยงานควบคุม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมตั้งกระทู้ถาม เรื่อง การสนับสนุนวิทยุชุมชนและสื่อท้องถิ่น ซึ่งได้ ตั้งไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๑ ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าใครจะมาเปึนนายกรัฐมนตรี ยังไม่รู้ว่า ใครจะมาเปึนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อ และยังไม่รู้ด้วยซ้ําว่าเวลานั้น รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องสื่อสารมวลชนในประเทศนี้อย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามกระทู้ถามนี้ได้รับการบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคมเปึนต้นมา ซึ่งเปึนช่วงจังหวะที่สถานการณ์เรื่องวิทยุชุมชนและเคเบิล (Cable) ทีวีท้องถิ่นกําลังเปึนที่สนใจของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอยู่ แต่ว่าแทนที่กระทู้ถาม จะได้รับการตอบเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคมที่ผ่านมาก็ต้องมาเจอโรคเลื่อนก็คือท่านรัฐมนตรี ไม่ว่างติดภารกิจสําคัญก็ไม่สามารถที่จะเดินทางมาได้ ต้องเลื่อนมาเปึนเวลาครึ่งเดือน แต่ไม่เปึนไรครับก็ยังเปึนที่สนใจของพี่น้องประชาชนอยู่ และกระผมมีความคาดหวังอยู่ ๒ ประการก็คือ คาดหวังว่าการตอบกระทู้ถามของท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในวันนี้จะไม่ใช่เปึนการตอบกระทู้ถามครั้งสุดท้ายของกระผม เพราะผมยังมีญัตติ ยังมี เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสื่อสารมวลชนในประเทศนี้เปึนประเด็นปัญหาที่จะต้อง ให้ท่านตอบ ก็เข้าใจว่าด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ท่านคงจะไม่พ้น จากตําแหน่งไปเสียก่อน
ประการที่ ๒ ผมคาดหวังว่าจะได้เห็นนโยบายที่ชัดเจนของท่านรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องวิทยุชุมชน แล้วก็คาดหวังว่าจะช่วยคลายความตึงเครียดในหมู่ผู้ประกอบการ วิทยุชุมชน และได้เห็นแนวทางในการพัฒนาสื่อในท้องถิ่นของประเทศเราไปในทางที่สร้างสรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ สื่อท้องถิ่นในความหมายที่ผมตั้งกระทู้ถามนี้มีความหมาย ที่หลากหลายมีทั้งวิทยุ ทั้งโทรทัศน์ ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ว่ามีขอบเขตปริมณฑลในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอยู่ในท้องถิ่นในส่วนภูมิภาค วิทยุชุมชนนี่ต้องถือว่าเปึนปรากฏการณ์ของภาคประชาชนที่ต้องการจะมีโอกาส เปึนเจ้าของสื่อ เพื่อใช้สื่อนั้นเปึนเวทีในการสะท้อนความคิด ความเห็น ความต้องการ ของพี่น้องในชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ เพื่อให้คนที่อยู่นอกชุมชนท้องถิ่น มีโอกาสได้รับรู้ เจตนารมณ์ของการมีวิทยุชุมชนตั้งแต่ป้ ๒๕๔๕ เปึนต้นมาก็มีเจตนารมณ์ อันนี้ก็คือ ต้องการเอาเรื่องในชุมชนไปบอกกล่าว ต้องการแสดงสิทธิในความเปึนเจ้าของชุมชน เพื่อจะบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชน วิทยุชุมชนและเคเบิลทีวีไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ใช่ อยู่ ๆ ใครก็จะตั้งขึ้นมาแต่ว่าเกิดขึ้นมาเพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่บอกว่า คลื่นวิทยุกระจายเสียงเปึนทรัพย์สินของสาธารณะจะต้องมีองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ขึ้นมาแบ่งปัน แล้วก็มี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ป้ ๒๕๔๓ ขึ้นมารองรับ แล้วก็บอกชัดเจนใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ว่า ภาคประชาชนอย่างน้อยจะต้อง ได้รับสิทธิในคลื่นกระจายเสียงเหล่านี้อย่างน้อยร้อยละ ๒๐ นั่นก็เลยทําให้มีวิทยุชุมชน เกิดขึ้นมากมาย แต่เนื่องจากว่าภาครัฐไม่สามารถมีระเบียบ มีกฎหมายมารองรับได้ทัน ต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนในภาคประชาชนจึงเกิดสภาวะโกลาหล เกิดการจัดตั้ง วิทยุชุมชนขึ้นมากมายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่มีหน่วยงานไหนมาควบคุมและไม่มีกฎหมาย ใด ๆ มารองรับ ผู้ที่จะจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับวิทยุชุมชนได้ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ป้ ๒๕๔๓ ก็คือ กสช. แต่รัฐบาลที่แล้วหมายถึงรัฐบาลป้ ๒๕๔๔ ถึงป้ ๒๕๔๙ ไม่สามารถที่จะผลักดันให้มี กสช. เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นวิทยุชุมชนก็เลยตกอยู่ในภาวะ เปึนวิทยุที่ไม่มีกฎหมายรองรับมาโดยตลอด ท่านประธานที่เคารพครับ ประวัติศาสตร์เกือบ ๙๐ ป้ของวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย และ ๖๐ กว่าป้ของโทรทัศน์ไทย สื่อทั้ง ๒ อย่างนี้ อยู่ในมือของรัฐมาโดยตลอดไม่เคยเป่ดโอกาสให้ภาคอื่นได้เข้าไปเปึนเจ้าของสื่อเลย จริงอยู่ บางช่วงเวลาวิทยุ โทรทัศน์ถูกจัดสรร ถูกให้สัมปทานไปอยู่กับนักธุรกิจสื่อหรือภาคเอกชน แต่ว่าความเปึนเจ้าของก็ยังเปึนของรัฐบาลอยู่ ไม่เคยปล่อยให้กับภาคอื่นได้เข้ามามีส่วน เปึนเจ้าของเลย ผลร้ายที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ในช่วงป้ ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สื่อตกอยู่ในมือของรัฐ กระจายเสียง ส่งภาพ กระจายเนื้อหาข่าวสารด้านเดียวไปสู่ พี่น้องประชาชน บิดเบือนข้อเท็จจริงการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แล้วผลเปึนอย่างไรครับ เกิดการล้มตายกันอย่างมากมายมโหฬาร หลังจากนั้นแนวความคิด ในการปฏิรูปสื่อจึงเกิดขึ้น ในช่วงป้ ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม บทบาทของ กรมประชาสัมพันธ์ที่ท่านรัฐมนตรีกํากับดูแลอยู่ในวันนี้เปึนบทบาทที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับ การต่อสู้ของประชาชน ให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ให้ข้อเท็จจริงที่ตรงกันข้ามกับ ความเปึนจริงแล้วเปึนอย่างไรครับ เวลานั้นเขาให้สมญากรมประชาสัมพันธ์ว่า กรมกร๊วก วันนี้ผมอยากจะบอกท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่า เขากําลังตั้งสมญา กรมประชาสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่งว่านี่คือกรมกร๊วกกําลังกลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมผมถึงพูดเช่นนี้ กรมกร๊วกของท่านรัฐมนตรีในวันนี้ ทําอะไรครับ มีรายการสนทนาประสาสมัครยืนยงคงกระพันอยู่ โจมตีใครต่อใครได้โดยที่ ไม่มีใครสามารถไปคัดง้างอะไรได้ แล้วล่าสุดทีมงานโฆษกรัฐบาลก็เตรียมจะจัดรายการ วิทยุคุยนอกทําเนียบ ให้เวลากับทีมโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรีอีกสัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมง ทุกวันเสาร์ ๑๑ โมงถึงเที่ยง รายการผู้นําฝ์ายค้านพบประชาชนซึ่งทวงถาม ท่านรัฐมนตรีหลายครั้งในที่ประชุมแห่งนี้ยังไม่ได้รับความสนใจ รายการมองรัฐสภาซึ่งเคย มีเวลา ๑ ชั่วโมงเต็ม วันนี้ลดเหลือ ๒๕ นาทีครับ รัฐมนตรีก็ไม่ได้สนใจที่จะไปเพิ่มเวลา ไม่สนใจจะคืนเวลาให้เขา วันนี้สถานีวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม (FM) ของ กรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศซึ่งควรจะมีบทบาทสําคัญในการถ่ายทอดเสียงการประชุม สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่จัดสรรให้ มีเพียงบางพื้นที่บางสถานีเท่านั้นที่ให้ ยกตัวอย่าง เช่น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชบ้านกระผมจัดระบบเอเอ็ม (AM) ให้ซึ่งไม่มีใครไปฟังครับ ขณะที่สถานีระบบเอฟเอ็มมีถึง ๒ สถานีไม่จัดเวลาอันนี้ให้ นี่ครับการที่จะทําให้ข่าวสาร ทางด้านการเมือง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะไปสู่พี่น้องประชาชนไม่สามารถกระจายได้อย่าง รอบด้านขัดกับแนวความคิด ขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่บอกว่า ต้องการเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านทั่วถึงและเปึนธรรม ท่านประธานครับ สื่อภาคประชาชนที่มี วิทยุชุมชนเปึนตัวนําถูกมองด้วยสายตาที่ไม่สบายใจจากรัฐบาลตลอดมา ยิ่งมีวิทยุชุมชน เพิ่มมากขึ้นเท่าไรยิ่งเปึนที่หวั่นไหวหวาดวิตกของรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งในช่วงรัฐบาล ที่ต้องการภาวะเบ็ดเสร็จในการเผด็จอํานาจวิทยุชุมชนเปึนตัวอันตราย ไม่ต้องการให้ วิทยุชุมชนมีความคิดความอ่านที่แตกต่างไปจากรัฐบาล หวั่นไหวว่าวิทยุชุมชนนี่แหละ ที่จะเปึนภัย เปึนตัวทําลายเสถียรภาพของรัฐบาล รัฐบาลจึงต้องพยายามสกัดกั้น ทุกวิถีทางที่ไม่ให้วิทยุชุมชนเติบโตขึ้นมา หนึ่งในวิธีการนั้นก็คือการให้กรมประชาสัมพันธ์ เข้ามาควบคุมเข้ามาจัดระเบียบ ให้กรมไปรษณีย์โทรเลขในอดีตซึ่งตอนหลังก็แปรสภาพ มาเปึน กทช. เข้าไปตรวจจับคลื่นวิทยุ และเมื่อสถานีวิทยุชุมชนแห่งใดที่แสดงบทบาท เปึนปฏิปักษ์กับรัฐบาลก็จะถูกข้อหามากมายจนกระทั่งต้องป่ดตัวเองหรือต้องถูกจับกุม ดําเนินคดี ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลไม่สามารถทําอะไรกับวิทยุชุมชนได้มาก แม้จะมีผู้เสนอในเชิงตกขอบว่าก็ป่ดเสียให้หมด วิทยุ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ สถานี ที่ออกอากาศนี่รบกวนวิทยุการบิน รบกวนคลื่นวิทยุกระแสหลัก ไปแทรกคลื่นรายการ โทรทัศน์ทําให้ดูได้ไม่สะดวกก็ป่ดเสียเลย แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะให้ การสื่อสารภาคประชาชนดํารงอยู่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เป่ดโอกาสอยู่ รัฐบาลก็เลยต้องหวานอมขมกลืนไม่สามารถที่จะทําอะไรได้ ทําได้ก็เพียงจัดระเบียบวิทยุ ชุมชน โดยให้กรมประชาสัมพันธ์เข้าไปดําเนินการ โดยมีมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อยู่ ๓ ครั้ง ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณก็คือ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ แล้วก็วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ วันนี้สภาพที่วิทยุชุมชน ตกอยู่ในอาการฝันร้ายก็คือว่า ถูกควบคุมไม่ให้กระดิกตัวจากกรมประชาสัมพันธ์ และรัฐบาล ถูกมองว่าเปึนภัยต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ถูกไล่บี้ในข้อหาว่าไปรบกวน วิทยุการบินเหล่านี้เกิดขึ้นในท่ามกลางสุญญากาศที่ไม่มีหน่วยงานเข้ามากํากับ การจัดสรรดูแลคลื่นความถี่ วันนี้ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กสช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) ไม่มีทางเกิดขึ้นมาแล้วเนื่องจากว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ให้มีองค์กรหนึ่ง แต่ว่า กสทช. ที่จะเปึนองค์กรเดียวในการดูแลคลื่นความถี่ วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมก็ยังไม่เกิดเพราะรัฐบาลยังไม่อยากให้เกิดในเวลานี้ ซ้ําร้ายกว่านั้นครับ เจตนารมณ์ดั้งเดิมของวิทยุชุมชนมลายหายไปหมด วิทยุชุมชน เขาต้องการให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม มีสิทธิ มีความเปึนเจ้าของสื่อและสามารถเข้าถึง ความเปึนเจ้าของสื่อในวิทยุชุมชนได้ แต่เวลานี้วิทยุชุมชนที่อยู่ในสภาพสุญญากาศนี้ ถูกเข้ายึดครองโดยการเมือง โดยนักธุรกิจจนทําให้เจตนารมณ์ดั้งเดิมของวิทยุชุมชน หายไปหมด ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพอย่างนี้ ความคิดเรื่องประชาชน การมี ส่วนร่วมของประชาชน ประชาชนสามารถเปึนผู้บริหารจัดการได้ ประชาชนเข้าถึงได้ วิทยุชุมชนก็หมดไป ประเด็นที่ผมจะถามท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปึนคําถามแรกในช่วงนี้ก่อนก็คือว่า รัฐบาลมีแนวทางในการจัดระเบียบดูแลวิทยุชุมชน อย่างไร และมีแนวทางในการสนับสนุนสื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อย่างไร ทั้งเคเบิลทีวี ทั้งสื่อมวลชน อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นและมีปริมณฑลอยู่ในพื้นที่ส่วนภูมิภาคครับ