สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๘ มกราคม ๒๕๕๑

ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ เสนอว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีควรใช้วิธีการที่เหมาะสมและเป็นกลาง เนื่องจากบทบาทนี้มีความสำคัญและต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเกียรติ และขอหารือและปรึกษาหารือกับประธานสภาเพื่อหาวิธีการพิจารณาที่เหมาะสม

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมพยายาม ยกมือก่อนที่ท่านผู้ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ ผมประสงค์ที่จะปรึกษาหารือ ท่านประธานครับ เพราะว่ากระบวนการลงคะแนนที่ท่านประธานได้กรุณาบอกกับ ที่ประชุมนั้นเปึนไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงก่อนที่จะไปสู่กระบวนการ ลงคะแนนนั้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ ได้กําหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเปึนนายกรัฐมนตรี ข้อความนี้ของรัฐธรรมนูญ เปึนการกําหนดวิธีการสําหรับที่จะให้มีการพิจารณาเปึนการเฉพาะ ท่านประธานคงเห็น นะครับว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้เลือกท่านประธานขึ้นทําหน้าที่ วิธีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเปึนวิธีการที่กําหนดไว้ชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกัน เราใช้รูปแบบวิธีการลงคะแนนอย่างหนึ่งแต่ว่าเวลาจะเลือกนายกรัฐมนตรี มีรูปแบบวิธีการพิจารณาอย่างหนึ่ง เพราะบทบาทของทั้ง ๒ ท่านนั้นแตกต่างกัน กล่าวคือ บทบาทของผู้ที่จะดํารงตําแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะต้องทําหน้าที่ อย่างเคร่งครัดอยู่ประการหนึ่งและมีความชัดเจนก็คือว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทําหน้าที่แทนจะต้องวางตนเปึนกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อความนี้จะไม่กําหนดในที่อื่น ซึ่งท่านประธานได้ประกาศตัวที่จะดํารงตําแหน่งด้วย ความเปึนกลาง ผมรับทราบการประกาศของท่านแล้วก็ให้ความเคารพในการทําหน้าที่ อย่างเปึนกลางของท่านเช่นเดียวกัน ที่ผมต้องกราบเรียนในเรื่องกรณีนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เพราะว่าเมื่อครั้งป้ ๒๕๔๔ ผมเปึนคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะเสนอกําหนดและอธิบาย ความแตกต่างระหว่างการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรกับนายกรัฐมนตรีไว้ในขณะนั้น การอภิปรายของผมในวันนั้นทําให้ผู้ดํารงตําแหน่งหน้าที่ในขณะนั้นกับผมซึ่งมีความผูกพัน รักใคร่กันอย่างเฉพาะเจาะจงมีความขัดใจกันเสียด้วยซ้ําไป ท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตาม มาวันนี้ผมเข้าใจว่าอย่างน้อยที่สุดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๔๐ กับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ มีความแตกต่างกัน นั่นก็คือหมายถึงว่า รัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนแปลงไป

ประการที่ ๒ องค์ประกอบของรัฐสภาในปัจจุบันวันนี้แตกต่างจาก องค์ประกอบของสภาเมื่อป้ ๒๕๔๐ มีการเปลี่ยนแปลงไป และที่สําคัญพรรคเข้าร่วม ในการที่จะสนับสนุนเปึนรัฐบาลในอนาคตก็มีเงื่อนไขในทางการเมืองที่แตกต่างกัน ขออนุญาตท่านประธานไม่ยาวครับ ผมปรึกษาท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าอยากให้มี การกําหนดกระบวนการพิจารณาก่อนการไปลงคะแนนซึ่งเปึนการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ของสมาชิก ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เรามี ๓ วิธีการที่จะต้องทําไปด้วยกัน ในการพิจารณาก่อนที่จะให้ความเห็นชอบบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าดํารงตําแหน่ง นั่นก็คือ

ประการที่ ๑ ให้ผู้ที่เสนอชื่อผู้ที่เห็นสมควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรได้มีโอกาสอภิปรายสนับสนุนถึงความเหมาะสมของผู้ที่จะถูกเสนอชื่อให้ดํารงตําแหน่งนั้น

ประการที่ ๒ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อควรจะได้แสดงวิสัยทัศน์ของตนเอง ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทําให้คนอย่างผมได้ตัดสินใจเลือกได้ว่าควรจะเลือกใคร หรือไม่ควรจะเลือกใครด้วยความเหมาะสมประการใด

ประการที่ ๓ ท่านประธานควรจะต้องเป่ดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ซึ่งเปึนผู้ตัดสินใจได้มีโอกาสซักถามจากผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเงื่อนไขที่ข้องใจหรือติดใจในประเด็นใดเพื่อให้การตัดสินใจนั้นนํามาซึ่งความเหมาะสม

ท่านประธานครับ ผู้ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเปึนคนที่มีเกียรติ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคนไม่ว่ามาจากหนทางใด ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาจากวิถีทางใด คนที่ขึ้นสู่ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องเปึนบุคคลที่มีเกียรติ และผมมั่นใจว่าคนที่ได้รับตําแหน่งต่อไปในอนาคตนี้ก็ต้อง ดํารงความมีเกียรตินี้ไว้อย่างมั่นคง การได้มาซึ่งการตัดสินใจของสมาชิกที่เหมาะสม จึงจําเปึนอย่างยิ่งที่จําเปึนจะต้องพิจารณา ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนกับท่านประธาน ทั้ง ๓ ประการและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ผมจึงปรึกษาท่านประธานว่า เราควรจะต้องมี วิธีการพิจารณาก่อนการลงคะแนนที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่ผมได้กราบเรียนกับ ท่านประธาน ถ้าหากว่ามีข้อข้องใจในประเด็นอย่างไรผมยินดีที่จะลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง ครับท่านประธาน ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานในเบื้องแรกอย่างนี้ก่อนครับ