พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน และเรียกร้องให้ทำความเข้าใจถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร พรรคพลังประชาชน ในฐานะ กรรมาธิการครับ กระผมได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก มีข้อที่ผมคิดว่า อยากจะทําความเข้าใจกับท่านสมาชิกทั้งหลายนะครับ ในเรื่องข้อเปึนห่วงเรื่องหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ประเด็นหลักที่ท่านอภิปรายว่า อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะมีปัญหา ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือมันจะขัดกับรัฐธรรมนูญ ข้อวิตกเรื่องนี้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณากันอยู่หลายรอบ ได้มีความพยายามที่จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกร่าง รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะผู้แทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกามาให้ข้อมูลในเรื่องนี้ก่อนที่จะ ตัดสินใจกันอย่างไรต่อไปนะครับ รวมทั้งได้ศึกษารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ แล้ว ท่านประธานครับ ในคณะกรรมาธิการชุดนี้มันมีอยู่หลายองค์กรที่เรารวมเข้ามาว่าควรจะให้สภาได้พิจารณาด้วย ก็คือ ๑. องค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือถ้าไปดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปึนครั้งแรกที่มีการแยก องค์กรตามรัฐธรรมนูญออกมา ความจริงคําว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญ มันเปึนความก้าวหน้า ทางวิชาการที่เพิ่งมีการบัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เพิ่งจะนําเข้ามาในประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้นะครับ เพราะฉะนั้นการตกผลึกทางวิชาการก็ดูเหมือนจะยังมีความสับสนอยู่ เราเคยเรียกที่เคยได้ยินว่าเปึนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการให้อํานาจหน้าที่ แก่องค์กรเหล่านี้ จนกระทั่งหลายครั้งพวกเราก็ถามกันเองว่า ทําไมจึงให้อํานาจหน้าที่ แก่องค์กรเหล่านี้มาก มากจนกระทั่งวันหนึ่งไม่มีใครตรวจสอบได้ แล้วเขาก็บอกว่าเขาเปึน องค์กรอิสระ ท่านจําได้ไหมครับว่า กกต. เองก็มีความเห็นว่าเขาไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบ ของศาลปกครอง แต่ศาลปกครองเองก็บอกว่าศาลปกครองก็มีอํานาจที่จะตรวจสอบ ในเรื่องที่เปึนคําสั่งทางปกครองของ กกต. ได้ แล้วในที่สุดก็นําเรื่องนี้ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญและคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่อง อํานาจของ กกต. ในทางวิชาการวันนี้พวกผมที่สอนกฎหมายอยู่นี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมันถูกต้องเพียงใด อันนี้ก็เปึนความก้าวหน้าในทางวิชาการ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราแยกเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วจะมาแยกเปึน ๒ พวกคือ พวกแรกเรียกว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และพวกที่สองคือ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ พอเริ่มหัวข้ออย่างนี้ในรัฐธรรมนูญก็เกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว ผมย้อนถามไปยังผู้ที่ร่างว่า ถ้าอย่างนั้นคณะรัฐมนตรีก็ดี สภาก็ดี ศาลก็ดีเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันเปึน ปัญหาครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านแยกออกมาอย่างนี้นะครับ และแยกเปึน ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเปึนองค์กรอิสระ ส่วนกลุ่มที่สองเปึนองค์กรอื่น องค์กรอื่นไม่อิสระใช่ไหม แล้วคําว่า อิสระ คืออะไร นี่เปึนความสับสนในทางวิชาการที่ควรจะต้องศึกษากันต่อไปเพื่อให้เกิด ความชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นในชั้นของคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่ามันมีองค์กรอื่น เช่น องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เปึนองค์กรอื่น แม้กระทั่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งก็ได้แก่ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ ทุกองค์กรเหล่านี้ยังคงมีหน้าที่ต้องเสนอ รายงานประจําป้ต่อรัฐสภาอยู่ เพราะเขาก็รับงบประมาณไปจากประเทศ ฉะนั้นเมื่อเขา ได้งบประมาณไปก็จะต้องส่งรายงานต่อสภาอยู่ สภาก็มีหน้าที่ตรวจสอบได้ในส่วนที่เปึน อํานาจหน้าที่ของสภาก็ไม่แปลกครับ ถ้าอย่างนั้นเมื่อสภาสามารถที่จะตรวจสอบการทํางาน ขององค์กรเหล่านี้ตามรายงานที่เขาเสนอมาได้ เมื่อเราตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ทําไม จึงจะให้คณะกรรมาธิการซึ่งเปึนผู้แทนของสภานี้ไม่สามารถที่จะเข้าไปทําหน้าที่สอบถาม ตรวจสอบดูการทํางานขององค์กรเหล่านี้ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ถ้าย้อนกลับไปดูมาตรา ๑๓๕ อ่านกันให้ชัด ๆ ในวรรคสองที่บอกว่า คณะกรรมาธิการ ตามวรรคหนึ่งคือ คณะกรรมาธิการของสภานี่นะครับ มีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสารจาก บุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํา หรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษานั้นอยู่ได้ และให้คําสั่งเรียกดังกล่าวมีผลบังคับ ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่คําสั่งเรียกเช่นว่านั้นมิให้ใช้บังคับกับผู้พิพากษาหรือตุลาการ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอํานาจหน้าที่ในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ก็แปลว่า เรียกผู้พิพากษามาถามว่าทําไมจึงตัดสินอย่างนี้ ทําไมตัดสินอย่างนั้นไม่ได้ หรือด้วย การพนักงานบุคคลของแต่ละศาลทําไมจึงโยกย้าย เลื่อนขั้นคนนี้ อันนี้เรียกไม่ได้ ห้ามอยู่ แค่นี้ครับ เรื่องอื่นได้ไหม ได้สิ เพราะอย่างน้อยศาลเอง องค์กรเหล่านี้เองก็ยังรับงบประมาณ ไปจากประเทศอยู่ แล้วใครจะตรวจสอบ ถ้าไม่ใช่รัฐสภาเปึนผู้ตรวจสอบ ต่อไปนะครับ และมิให้ใช้บังคับกับผู้ตรวจการแผ่นดินหรือกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการก็ดูคํานี้หลายครั้ง ห้ามเฉพาะกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และห้ามเฉพาะในประเด็นไหนครับ ที่ปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่โดยตรงในแต่ละองค์กร ตามรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี ก็แปลว่า ๑. ผู้ตรวจการแผ่นดินนี่เรียกท่านมาสอบสวนไม่ได้ในเรื่องที่ท่าน ทําหน้าที่โดยตรง คําว่า โดยตรง คืออะไร ก็คงต้องไปดูในกฎหมายฉบับนั้น ผมไม่แน่ใจว่า จะมีการปฏิบัติโดยทางอ้อมหรือไม่ ก็ต้องไปดูหน้าที่ของแต่ละองค์กรนะครับ รวมทั้งกรรมการ ในองค์กรอิสระก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในหน้าที่ของคณะกรรมาธิการนี่นะครับ นอกจากจะมีองค์กรอิสระแล้วยังมีองค์กรอื่นอีกด้วย เพราะฉะนั้นในการทําหน้าที่ ที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างขึ้นมาบอกว่า ให้ทําหน้าที่กระทํากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับองค์กรเหล่านี้ แน่นอนครับ เมื่อถึงคราวปฏิบัติจริง คณะกรรมาธิการ ก็ต้องระมัดระวังว่าไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้นะ ถ้ามันไม่เข้าข่ายของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไว้อย่างนี้ ในเรื่องอื่นนั้นก็สามารถที่จะทําได้ ผมจึงเห็นว่าการบัญญัติหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณท่านประธานครับ