สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องราคาสินค้าแพงและน้ำท่วม โดยเรียกร้องการรัฐบาลชี้แจงว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องราคาแพงสินค้าที่มีความนับถือทางใจ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และยังหารือเรื่องการแก้ปัญหาสินค้าแพง และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอคำตอบว่า จะแก้ไขปัญหาสินค้าแพงในระยะยาว และจะประหยัดน้ำมันในประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะการใช้พลังงานกับการเกษตร และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยช่วยผลักดัน โครงการขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตรด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด พิษณุโลก ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน คงจะไม่ค่อยสบายใจเท่าไรในปัญหาสินค้าแพง ตลอดจนปัญหาน้ํามันที่มีราคา สูงขึ้นที่ถาโถมเข้ามาสู่ประชาชนทุกกลุ่ม แล้วผมอยากจะยกตัวอย่างภาพที่เห็นชัด ๆ ว่า สินค้าหลาย ๆ อย่างเปึนสินค้าของประชาชนคนเดินดินธรรมดา ตัวอย่าง เช่น ข้าวราดแกง การลดสินค้า ๖๐ รายการนี้ประชาชนพอใจครับ ผมก็เชื่อเช่นกันว่าถ้าประชาธิปัตย์ เปึนรัฐบาลในปัญหาวิกฤติเร่งด่วนเราก็คงต้องทําเหมือนท่าน แต่ท่านจะต้องตอบว่า ใน ๖๐ รายการนี้เปึนปัญหาที่ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ก็คือตามห้าง ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ๆ ถามว่า ประชาชนในพื้นที่ชนบทจะเข้าถึงราคาสินค้าที่ลดอย่างนี้ ได้อย่างไร และข้อที่ ๒ ที่ผมจะถามท่านคือ ท่านทําการลดสินค้า ๖๐ รายการนี้ถามว่า แล้วไปจะทําอย่างไรต่อไปในระยะยาวครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ครับ ผมเปึนประชาชน ธรรมดาคนหนึ่งที่พอเรียนหนังสือมาบ้าง ผมจะใช้สามัญสํานึกลองคุยผ่านท่านประธาน อย่างนี้ครับว่า ผมสมมุติว่านี่คือสินค้าชิ้นหนึ่ง ในความรู้สึกของประชาชนคนธรรมดา ทั่ว ๆ ไปจะมองว่าสินค้า ๑ ชิ้นจะขึ้นราคาได้ต้องมาจาก ๒ อย่าง ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ คิดครับ สินค้าชิ้นนี้ถ้าจะขึ้นราคาได้อย่างที่ ๑ คือ ถ้าสินค้าชิ้นนี้ในภาวะทุกอย่างปกติ ตัวแปรทุกอย่างปกติเลย ราคาน้ํามันก็ปกติ สินค้าชิ้นนี้จะขึ้นราคาได้ต่อเมื่อประชาชนต้องการ มากขึ้น ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ เช่น สินค้าหรือว่าของที่เกี่ยวข้องกับวัตถุมงคล ผมยกตัวอย่าง องค์จตุคามรามเทพ ในภาวะทุกอย่างปกติครับ จตุคามรามเทพจากที่เคย บูชา ๑๙๙ บาท ๒๙๙ บาทอาจจะขึ้นไปเปึนหมื่นหรือเปึนแสน นั่นหมายความว่า ถ้าประชาชนมีความต้องการมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างปกติสินค้าก็ขึ้นราคาได้ ในขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งในภาวะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น น้ํามันแพงขึ้น ผมเชื่อว่าก็เปึนตัวที่ทําให้สินค้า ขึ้นราคาได้เช่นกัน และผมเชื่อว่าปัญหาขณะนี้การที่สินค้ามีราคาแพงขึ้นนั้นล้วนเกิดจาก ต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตสูงขึ้น จากการขนส่งสูงขึ้น หรือจากราคาน้ํามันที่สูงขึ้น ถามว่าขณะนี้รัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขด้วยการควบคุมราคาสินค้า ถ้ารัฐบาลเข้ามาแก้ไข ด้วยการควบคุมราคาสินค้าในภาวะที่ทุกอย่างปกติ ต้นทุนการผลิตปกติแล้วประชาชน มีความต้องการมากขึ้น อันนั้นคือใช่เลยครับ แต่เนื่องจากว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่ขึ้นราคานั้น มักจะเปึนสินค้าหรือองค์ที่ประชาชนมีความนับถือทางใจนั่นไม่เปึนไรรัฐบาลคงไม่ต้อง เข้าไปแทรกแซง แต่การที่สินค้าปัจจุบันนี้ขึ้นเกิดจากการที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น น้ํามัน สูงขึ้น รัฐบาลเข้ามาควบคุม ผมเกรงว่าการให้ยาของรัฐบาลครั้งนี้อาจจะเกิดผลกระทบ ผมพยายามใช้สามัญสํานึกในการคิดว่ารัฐบาลได้เข้ามาควบคุมสินค้า ๖๐ รายการและ กําลังจะขยายให้มากยิ่งขึ้นนั้นเกรงว่าที่จะเกิดผลกระทบดังต่อไปนี้ ข้อที่ ๑ ในชีวิตจริง สินค้าเราไม่ใช่มีอย่างเดียวที่ผลิตจากบริษัทบริษัทเดียว ก็จะมีบริษัทคู่แข่งหลาย ๆ บริษัท เช่น เปึนบริษัทขนาดเอสเอ็มอี (SME) บริษัทขนาดกลาง ขนาดย่อม แน่นอนครับสายป์าน ของบริษัทขนาดใหญ่นั้นยาวกว่าสายป์านของบริษัทขนาดเล็ก การที่รัฐบาลเข้ามาควบคุม การจําหน่ายสินค้าในราคาที่รัฐบาลกําหนดไว้อาจทําให้เอสเอ็มอีมีปัญหาแน่ ๆ ข้อที่ ๒ รัฐบาลมีมาตรการในการควบคุมไว้ในระยะเวลาประมาณ ๒-๖ เดือน ถามว่าถ้าเกิด ขณะนั้นบริษัทมีผลกระทบขึ้นมามันจะมีผลต่อการผูกขาดในอนาคตหรือไม่ และข้อที่ ๓ ถ้าบริษัทที่เขาทํามาค้าขายเหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึง ถ้าเขาทํามาค้าขาย แล้วเขามีกําไรน้อยลงหรือไม่ได้กําไรนี่เปึนไปได้ไหมว่าเขาจะลดการผลิตสินค้ามากขึ้น และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็จะตามมา ฉะนั้นตรงนี้เองก็จะเปึนข้อห่วงใยที่ผมจะ ขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน

และสุดท้ายในประเด็นแรก ผมจะตั้งคําถามท่านรัฐมนตรีว่า ข้อที่ ๑ การแก้ปัญหาสินค้า ๖๐ รายการนี้ถือว่าเปึนการแก้ปัญหาในระยะสั้น คําถามจึงถามว่า แล้วในระยะยาวท่านมีมาตรการในการแก้ปัญหาสินค้าแพงอย่างไร และข้อที่ ๒ ผมมอง อย่างเมื่อสักครู่ที่ผมพยายามชี้ให้เห็นว่าสินค้า ๑ ชิ้นถ้าประชาชนต้องการมากขึ้นก็ขึ้นราคา ถ้าต้นทุนการผลิตสูงขึ้นก็ขึ้นราคา ฉะนั้นแนวทางในการแก้ไข ถ้าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ผมก็เชื่อว่าเปึนแนวทางในการแก้ไขเช่นกัน ดังนั้นข้อที่ ๒ ก็จะถามท่านรัฐมนตรีว่า รัฐบาล มีมาตรการอย่างไรในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนให้ทันกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น และในส่วนข้อที่ ๓ ก็คงต้องฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าขณะนี้ ปัญหาน้ํามันนี่เปึนวิกฤติของชาติจริง ๆ ขณะนี้รัฐบาลหรือท่านรัฐมนตรีเองมีนโยบายหรือ มาตรการอย่างไรในการประหยัดน้ํามันครับ เพื่อให้น้ํามันในประเทศไทยนั้นไม่มีปัญหา

ในส่วนเรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมก็คือเปึนประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว นั่นคือปัญหาของ การเกษตร โดยเฉพาะการใช้พลังงานกับการเกษตร ผมเคยเอาเรื่องนี้ปรึกษาหารือ ในการปรึกษาหารือเพื่อผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมเคยบอกกับท่านประธานว่า วันนี้พื้นที่เกษตรกรมีหลัก ๆ อยู่ ๓ อย่างในการใช้น้ํา หลักที่ ๑ คือพื้นที่ไหนที่โชคดีหน่อย คือพื้นที่นั้นมีคลองชลประทานไหลผ่าน พื้นที่นี้จะเปึนพื้นที่ที่ถือว่าเปึนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ครับ คือต้นทุนในการใช้น้ําต่อการทํานา ๑ ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ ๒๐๐ บาทครับ บางพื้นที่ เหลือประมาณ ๑๕๐ บาท แต่โดยเฉลี่ยประมาณ ๒๐๐ บาท พื้นที่ไหนที่โชคไม่ดีหน่อย ก็ไม่มีคลองชลประทานไหลผ่าน พื้นที่เหล่านี้ถือว่าเปึนพื้นที่ที่เกษตรกรต้องต่อสู้ดิ้นรน ด้วยตัวเองครับ และส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรก็จะใช้น้ําบาดาลขึ้นมา วิธีการใช้น้ําบาดาล ของเกษตรกร เกษตรกรแต่ละพื้นที่จะใช้แตกต่างกันไป ถ้าพื้นที่ไหนมีระบบไฟฟัาผ่านเกษตรกร ก็จะดูดบาดาลจากใต้ดินมาโดยใช้ปัูมระบบไฟฟัา ต้นทุนในการผลิต ทํานาต่อ ๑ รอบฤดูกาล โดยใช้น้ําจากระบบไฟฟัาจะตกประมาณ ๓๐๐ บาท แต่พื้นที่ไหนที่ไม่มีไฟฟัาเข้าถึงนี่คือ ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรวันนี้ครับ เพราะพื้นที่เหล่านี้เวลาเขาดูดบาดาลเขาใช้น้ํามันดีเซลครับ ใช้เครื่องยนต์ยันมาร์ (Yanmar) หรือเครื่องยนต์อะไรก็แล้วแต่ ต้นทุนในการผลิตต่อไร่ เท่าที่ผมไปจับกลุ่มสํารวจประชาชนครับ เรายอมเสียเวลานั่งคุยกับประชาชนในพื้นที่ หลาย ๆ อําเภอครับ แล้วก็ได้ข้อสรุปใกล้เคียงกันว่า ขณะนี้โดยเฉลี่ยเกษตรกรหรือชาวนา ต่อ ๑ ครอบครัวจะทํานาประมาณ ๓๐ ไร่ นี่คือค่าเฉลี่ย การดูดน้ําใต้ดินหรือน้ําบาดาล การทํานา ๓๐ ไร่จะใช้น้ํามันประมาณ ๖ ถังครับ ๖ ถัง ถังละ ๒๐๐ ลิตร เท่ากับ ๑,๒๐๐ ลิตร เท่ากับว่าเกษตรกรที่ไม่มีระบบไฟฟัาหรือไม่มีชลประทานเข้าถึง วันนี้ต้นทุนในการผลิต ทํานาต่อ ๑ รอบฤดูกาลเท่ากับว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ําบาดาลประมาณ ๑,๒๐๐ บาท ต่อ ๑ ไร่แพงมากครับ ถ้ามีคลองชลประทานผ่านเหลือแค่ ๒๐๐ บาท มีไฟฟัาเข้าถึง ๓๐๐ บาท ถ้าไม่มีไฟฟัา ใช้น้ํามันจะใช้เงินประมาณ ๑,๒๐๐ บาท เท่ากับใช้น้ํามัน ๔๐ ลิตรต่อ ๑ ไร่ ผมเคยปรึกษาเรื่องนี้และเคยปรึกษาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งต้องขอชมท่านผ่านท่านประธานครับ ผมไปพบท่านข้างหลังเลยครับ เอาปัญหานี้ไปคุยให้ท่านฟังว่าวันนี้เกษตรกรเดือดร้อนว่าถ้าไม่มีไฟฟัาเข้าถึง ไม่มีคลอง ชลประทาน เขาทํานาเขาต้องดูดบาดาลด้วยการใช้น้ํามันครับ ท่านรัฐมนตรีก็บอกว่า ไม่เปึนไรให้ผมทําหนังสือถึงรัฐมนตรีสมศักดิ์ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วท่านยังบอกผมอีกนิดหนึ่งว่า เพื่อให้โครงการนี้มันไปได้เร็วแล้วก็มีความเข้าใจมากขึ้น จากการไฟฟัาส่วนภูมิภาค ท่านจะทําหนังสือถึงการไฟฟัาส่วนภูมิภาคหลังจากผมทําหนังสือ ถึงท่านแล้ว เพื่อให้ผมไปอธิบายให้ท่านผู้ว่าการการไฟฟัาส่วนภูมิภาคฟังว่าวันนี้ประชาชน เดือดร้อนอย่างไร เผื่อการไฟฟัาส่วนภูมิภาคจะมีนโยบายในการขยายไฟฟัาเพื่อการเกษตร หลังจากผมพบท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์แล้ว ผมก็ไปที่การไฟฟัาส่วนภูมิภาคครับ ผมได้ไปพบกับ ท่านผู้ว่าการการไฟฟัาส่วนภูมิภาค และเอาปัญหาเหล่านี้คุยให้กับท่านผู้ว่าการการไฟฟัา ส่วนภูมิภาคฟัง ท่านก็บอกผมว่าขณะนี้การไฟฟัาส่วนภูมิภาคได้เตรียมแผนการในการขยาย โครงการไฟฟัาเพื่อการเกษตร ในวงเงินงบประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท แต่ท่านบอกว่า มันเปึนโครงการที่กําลังมีแผนการจะนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดังนั้นผมจึงถือเอาเรื่องนี้มาเล่า ให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานฟัง เพราะผมถือว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือท่านสมศักดิ์รับทราบเรื่องนี้แล้ว แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เราเคยพูดผ่านไปท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยครั้งหนึ่งแล้ว และวันนี้เรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต้องเข้ามารับผิดชอบตรงนี้ด้วย เนื่องจากว่านโยบายนี้การใช้ไฟฟัาในการสูบน้ําบาดาลจะเปึนการประหยัดน้ํามัน หรือพลังงานของชาติเช่นกัน ผมจึงอยากจะฝากเรียนกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า อยากจะให้ท่านทั้ง ๓ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องช่วยกับการไฟฟัาส่วนภูมิภาค ในการผลักดัน โครงการ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ขยายไฟฟัาเพื่อการเกษตรด้วยเหตุผลหลัก ๆ ๓ ประการคือ

ประการที่ ๑ ถ้าโครงการนี้สามารถบรรลุผลแล้ว การไฟฟัาส่วนภูมิภาค จะกระจายไฟฟัาไปตามไร่นาต่าง ๆ ของเกษตรกร จะทําให้เหมือนกับรัฐเข้าไปดูแล และจุนเจือเกษตรกรในการผลิต นี่คือเรื่องที่ ๑

ประการที่ ๒ อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วนะครับว่า ถ้าใช้ไฟฟัาสูบบาดาล ต้นทุน ๓๐๐ บาทต่อไร่ แต่ถ้าใช้น้ํามันดีเซลต้นทุน ๑,๒๐๐ บาทต่อไร่ ราคาต่างกัน ประมาณ ๙๐๐ บาทต่อไร่ เกษตรกรในภาพรวมโดยเฉลี่ย ๑ ครอบครัว ทํานา ๓๐ ไร่ เท่ากับว่าเกษตรกรจะประหยัดค่าใช้จ่ายไป ๒๗,๐๐๐ บาทต่อ ๑ ฤดูกาล และวันนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่จะทํานาป้ละ ๒ ครั้งก็เท่ากับว่าเกษตรกรก็จะประหยัด ค่าใช้จ่ายป้หนึ่งประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท และผมถือว่าเม็ดเงินก้อนนี้จะเปึนเม็ดเงิน ที่ประชาชนจะมาจับจ่ายใช้สอย และมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

และประการที่ ๓ ผมถือว่าโครงการนี้ถ้าเกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะประหยัด น้ํามันดีเซลป้หนึ่งผมว่าเปึนร้อย ๆ ล้านลิตร ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ดังนั้นจึงฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อมีส่วนในการผลักดันโครงการนี้ร่วมกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้โครงการไฟฟัาเพื่อการเกษตรนั้นเปึนจริง และเปึนประโยชน์กับเกษตรกรครับ ขอบคุณครับ