นคร มาฉิม หารือเรื่องการปฏิรูปการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงการเรียนรู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของนักการเมือง พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และให้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อบังคับในการให้และใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าผมเองก็ได้อภิปรายในช่วงท้าย ๆ ซึ่งเกรงว่าจะซ้ํา ประเด็น ซึ่งหลายประเด็นก็สอดคล้องแล้วก็เห็นพ้องกันกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้ อภิปรายไป เพราะฉะนั้นผมเองในประเด็นไหนที่ซ้ําผมจะไม่พูดถึง แต่ว่าอยากจะเพิ่มเติม ในสาระหลัก ๆ ในจุดยืนแล้วก็ในเปัาหมายที่ผมต้องการที่จะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อที่จะในอนาคตข้างหน้าไม่ว่าการเลือกตั้ง ในระดับท้องถิ่น การเลือกตั้งในระดับชาติต่อไปในภายภาคหน้าท่านจะได้มีข้อมูล มีข้อเท็จจริง มีข้อสังเกตเพิ่มเติมในการที่จะขจัดสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาโดยผ่าน กระบวนการประชาธิปไตยไม่ให้เข้ามาสู่การใช้อํานาจรัฐและให้กระบวนการในการ คัดกรองของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้คัดสรรคนที่ดี คนที่มีความซื่อสัตย์ คนที่สุจริต แล้วก็ไม่กระทําความผิดกฎหมาย ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม มาทําหน้าที่เพื่อปกปัองรักษาผลประโยชน์ให้กับบ้านเมืองแล้วก็ประชาชนอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองแม้ว่าจะไม่ผ่านการเลือกตั้งมามากนัก แต่ว่าในช่วง ๓ สมัยที่ได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนมาติดต่อกัน ยกเว้นในช่วงที่มีรัฐประหาร ในช่วงนั้นก็ว่างเว้นแล้วก็ได้ไปประกอบสัมมาอาชีพโดยปกติ แต่ก็ได้ติดตามการเมือง อย่างใกล้ชิด ได้ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งท่านจะเปึนผู้ผ่าทางตันในการที่จะพัฒนาการเมืองของไทย พัฒนา นักการเมืองของไทย และพัฒนาความรู้ความสามารถในการที่จะให้พี่น้องประชาชน ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะคัดกรองบุคคลแล้วก็ขับเคลื่อนประเทศไทย ของเราต่อไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ผมฟังกระแสของพี่น้องประชาชนทั้งโดยตรง แล้วก็โดยอ้อม โดยตรงผมเองก็คาดไม่ถึงนะครับว่าจะเปึนผู้หนึ่งในการที่จะต้องถูก แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ขับไล่ แล้วก็ประท้วงด้วยกิริยาอาการที่ดูแล้ว ก็ค่อนข้างหยาบคาย แต่ผมเองก็ได้ขอชื่นชมผู้นํา นปช. บางส่วน บางคน คือ ๒ คนที่เปึนแกนนําในวันที่ผมถูกกักบริเวณอยู่ที่โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิดที่จังหวัด เชียงใหม่เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เขามาพูดในทํานองที่ว่าอย่าให้ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ไปภาคเหนือ อย่าให้ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์หรือใครก็แล้วแต่ ที่ใส่เสื้อพรรคประชาธิปัตย์หรือติดสติ๊กเกอร์ (Sticker) ที่เปึนโลโก้ (Logo) ในรถ แล้วมี สัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ไปที่ภาคเหนือ ผมเองเปึนคนภาคเหนือครับ รู้สึก เจ็บช้ําใจ แต่ว่าไม่ได้โกรธผู้ที่มาประท้วง แต่ว่าที่ว่าเจ็บช้ําใจที่ว่าทําไมประเทศไทยในยุค ปัจจุบันจึงมีความแตกแยก จึงมีการแบ่งฝักแบ่งฝ์าย ไม่ได้คํานึงถึงว่าถูกหรือผิด แต่คํานึงถึงความรู้สึกเปึนที่ตั้งว่าอันนี้ไม่ใช่พวกเรา อันนี้คือพวกเรา ผิดถูกยังไม่ต้องพูดถึง แล้วก็ขับไล่ ผมเลยบอกว่าขอคุยกับแกนนําหน่อย แกนนําก็รับฟังเหตุผลนะครับ บอกว่า ผมเรียนกับท่านทุกท่าน จุดยืน ความคิดเห็นทางการเมืองอาจจะแตกต่างกัน แต่ว่าเราคือ คนไทยด้วยกันทุกคน ในเมื่อจุดยืนต่างกัน แต่ว่าเราเปึนคนไทย แต่เปัาหมายอันเดียวกัน ก็คือต้องการที่จะพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยประเทศ โดยใช้กลไกของรัฐสภา โดยใช้กลไกที่ผ่านผู้แทนปวงชนที่ทุกท่านเลือกมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอให้ทุกฝ์ายเคารพจุดยืนและความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รับฟังเหตุผลซึ่งกัน และกัน ผมเชื่อว่าจะนําไปสู่การแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น อันนี้คือ ความแตกแยก ไม่รวมถึงกรณีที่เกิดขึ้นที่มหานครของประเทศเราก็คือกรุงเทพฯ หลายครั้ง ไม่รวมถึงที่จังหวัดอุดรธานี หรือภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นเปึนสิ่งที่ น่าสลดหดหู่ใจมากที่สุดว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ผมกลับมาคิด ว่าในเมื่อภาวการณ์ทางการเมืองมาถึงจุดนี้แล้ว พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาร่วมกับ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ท่านมาชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ และส่วนอื่น ๆ ของสังคมเรามาช่วยกันคิดว่าเราจะผ่าทางตันที่จะเปึนวังวนวัฏจักรในความขัดแย้ง อย่างไร ก่อนที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเสนอเหตุผลตามแนวคิดที่ผม ได้พยายามรวบรวมมา ผมขอถือโอกาสนี้ได้ขอบคุณกองทัพ ไม่ว่าจะเปึนกองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ และก็สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่กองทัพมีความอดทน อดกลั้น ไม่อ้างสถานการณ์ที่เปึนวิกฤติทางการเมืองที่เปึนอยู่ในสภาพปัจจุบันมาทํา รัฐประหาร เพราะพวกเราไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหารเกิดขึ้น แล้วก็เชื่อว่า กระบวนการในการพัฒนาของประชาธิปไตยของเรา ประชาชนจะเรียนรู้นักการเมือง ที่ทุจริตที่ได้มาโดยไม่ชอบ กกต. จะเปึนผู้คัดสรรออกไป แต่กระบวนการเหล่านี้คนที่จะ ผ่าทางตันได้มากที่สุดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ขั้นตอนที่ ๑ ที่ผมพยายามได้รวบรวม พยายามพิจารณาก็คือผมดูจากโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งประเทศ ดูจากกฎหมายแม่บทก็คือรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกําหนด ไว้ชัดเจน ไม่ว่าจะเปึนรัฐธรรมนูญฉบับไหน โดยเฉพาะฉบับปัจจุบันที่ใช้บังคับ ในป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๖ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๓๖ กําหนดอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ชัดเจน แต่ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานหยิบยกขึ้นมา กรณีเดียว อย่างอื่นเพื่อนสมาชิกได้พูดไปหมดแล้วนะครับ
กรณีที่ผมหยิบยกขึ้นมาในมาตรา ๒๓๖ ก็คือ (๘) ส่งเสริมและสนับสนุน หรือประสานงานกับหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือสนับสนุนองค์กรเอกชนในการให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชน ผมถือว่าหน้าที่ตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญใน (๘) ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง บกพร่องอยู่ ทําไมผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า กกต. ยังบกพร่องในข้อนี้ ท่านประธานครับ ผมเคยไปศึกษาดูงานในต่างประเทศหลายประเทศ เขาปูพื้นฐานในการ เรียนรู้ระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับอนุบาล ระดับ ประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา แล้วก็ระดับมหาวิทยาลัย แต่บ้านเราหลักสูตรการศึกษา การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทางการเมือง การเรียนรู้ระบอบการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยยังไม่ได้รับการสนับสนุน แม้จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่ากระบวนการในการที่จะให้ประชาชนทุกส่วนทั้งในเมืองและชนบท ได้เรียนรู้ได้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ ภารกิจความรับผิดชอบต่อนักการเมือง คุณธรรมและ จริยธรรมของนักการเมืองในระดับท้องถิ่นจนถึงในระดับชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังถือว่าบกพร่องตามกรอบหน้าที่ที่ท่านมีอยู่ การกระจายความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ประชาธิปไตยของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีน้อยมาก ส่งผลมาถึงที่เพื่อนสมาชิกได้พูด สักครู่ แต่ผมจะขออนุญาตย้ําก็คือการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดแก่พรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป่ดไปที่รายงานของท่านหน้าที่ ๙๒ และหน้าที่ ๙๓ พรรคการเมืองในป้ ๒๕๕๐ ท่านหมายเหตุไว้ว่า ไม่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณ แผ่นดินนะครับ แล้วก็ในป้งบประมาณ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ มีพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนเบิกจ่ายตามแผนและตามโครงการและแผนงานของ พรรคการเมืองป้ ๒๕๕๐ มี ๒๑ พรรค พรรคการเมืองที่มี ส.ส. อยู่ในสภา ผมไม่ได้ติดใจ อย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน แต่พรรคการเมืองหนึ่ง ที่ผมติดใจ แล้วก็รู้ประวัติของหัวหน้าพรรคการเมืองนี้ แต่ว่าผมจะไม่ขอเอ่ยชื่อก็คือ พรรคไทยเพื่อไทย แต่เดิมนะครับก่อนที่จะมาเปึนพรรคไทยเปึนไทย แต่เดิมก็คือ พรรคคนขอปลดหนี้นะครับ ได้งบประมาณสนับสนุนทั้งหมด ๑๖,๑๕๐,๓๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ย้ํากับคําพูดของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ว่า ผมไม่ต้องการ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกหลอก ผมต้องการให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เปึนเงินภาษี ของประชาชนถูกใช้ไปในการพัฒนาทางการเมืองอย่างจริงจัง อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พอปรากฏว่ามาดูรายชื่อของคณะกรรมการกองทุนนะครับ ก็มีอยู่ทั้งหมด ๕ - ๖ รายชื่อ ผู้แทนพรรคไทยเปึนไทยนะครับ ก็เปึน ๑ ในคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองนะครับ แม้กระทั่งตัวหนังสือก็ยังพิมพ์ผิดนะครับท่านประธาน หน้าที่ ๘๙ ผู้แทนพรรคไทยเปึนไทย มีแต่สระไอ ท ทหาร แต่ว่าหน้าที่ ๙๒ พรรคไทยเปึนไทยมีสระไอ ท ทหาร ย ยักษ์ อันนี้คือ ความบกพร่อง แต่ว่าไม่ใช่เพราะตัวอักษร แต่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ ขอให้ท่านตรวจสอบ ให้ชี้แจงบัญชีรายรับ – รายจ่าย แล้วก็ให้ชี้แจงว่ามี ส.ส. กี่คน มีกี่สาขา แต่ละสาขาดําเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างไร แล้วก็การกําหนดนโยบายบางอย่างของพรรคการเมืองบางพรรคก่อให้เกิดความเข้าใจผิด กับพี่น้องประชาชนเปึนอย่างยิ่งนะครับ อันนี้ขอกราบเรียนเปึนประเด็นที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ ๒ ครับ การที่เราจะผ่าวงจรความขัดแย้งอย่างรุนแรง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเราคงจะต้องมาร่วมกันคิด แล้วก็คงจะต้องขอให้หลาย ๆ ฝ์ายเข้ามา มีส่วนร่วม ๑. ก็คือระดับนักการเมืองทุกระดับ อันที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันที่ ๓ ก็คือภาคประชาชนนะครับ ผมขอไว้อย่างเดียว ท่านประธานครับ ไม่ว่า พรรคการเมืองใดเปึนรัฐบาลหรือฝ์ายค้าน ถ้าทําผิดกฎหมายก็ต้องน้อมรับความผิด และ เราจะต้องยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม คนเปึนจํานวนมากถ้าเลือกและพรรคการเมือง ที่ได้รับเลือกตั้งเปึนจํานวนมาก ถ้าศาลยุติธรรมหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินว่า ผิดต้องยอมรับ ต้องยอมรับความผิดอันนั้น อย่าเอาเสียงข้างมากเปึนเครื่องอ้าง ความชอบธรรมโดยที่ไม่คํานึงถึงความถูกและความผิด ถ้าเสียงข้างมากเปึนฝ์ายผิดและ ศาลยุติธรรมตัดสินว่าผิด จะต้องยอมรับว่าสิ่งนั้นเปึนการกระทําความผิดของกฎหมาย บ้านเมือง ส่วนเสียงข้างมากเปึนความเห็นของประชาชนเปึนเสียงส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น มันคนละประเด็นกัน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้งก็คือการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดที่เปึนพรรคพวกของตนเองของ ฝ์ายการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดนั้นก็จะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ ผลักดันและสนับสนุนตนเข้ามาเปึนคณะกรรมการการเลือกตั้ง บางจังหวัดก็สามารถที่จะ กล้าหาญใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบเพื่อที่จะให้เปรียบกับพรรคการเมืองอีกฝ์ายหนึ่ง ผมยกตัวอย่างเช่น ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ผมเองไปเปึนผู้อํานวยการการเลือกตั้ง ส.ส. ซ่อมที่จังหวัด เพชรบูรณ์แทนพรรคประชาธิปัตย์ พอสมัครกันเสร็จเรียบร้อย วันที่ ๑ ตุลาคม คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเพชรบูรณ์ตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ ๓ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็คือ อดีตนายอําเภอพิชัย คนโทเงิน ผมก็ไปเรียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธาน คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ว่าท่าน การที่ท่านอ้างในคําสั่งเพิกถอน ตัดสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งของ ส.ส. จังหวัดเพชรบูรณ์ มันไม่น่าจะถูกต้องนะครับ เพราะว่าท่านไม่ได้ไปเลือกตั้งเฉพาะ อบต. ในตําบลที่ท่านอยู่ แต่ท่านบอกว่าการไม่ไป เลือกตั้ง อบต. ทําให้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย กกต. เขาใช้ดุลยพินิจอย่างนี้ ผมบอกว่าไม่น่าจะใช่ และหลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งของจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ได้แก้ไขคําสั่งใหม่ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ บอกว่าคําสั่งที่ออกมาเปลี่ยนแปลง และก็เพิ่มคําสั่งใหม่ แต่ยืนสิทธิในการเพิกถอน สิทธิในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง เรื่องนี้ ผมเห็นว่ามันไม่ชอบมาพากล และหลังจากนั้นก่อนที่คําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ท่านก็มีคําสั่งขอความร่วมมือ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ไปยังนายอําเภอ ไปยังกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และส่วนราชการ ท้องถิ่นให้ประกาศว่าอย่าให้ประชาชนไปเลือกผู้สมัคร หมายเลข ๓ ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถูกตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว ผมเองกับคณะทํางานด้านกฎหมายก็จึงยื่นคําร้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในวันที่ ๗ ตุลาคม ในช่วงนั้นด้วยความเคารพในการตัดสินของ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถเดินออกหาเสียงตามปกติได้ จนศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้มีการตัดสิน วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ คืนสิทธิให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า การไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ทําให้เสียสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งในระดับชาติ แต่เรามีเวลา หาเสียงแค่เพียง ๓ วัน ท่านประธานครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผ่านไป ยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผ่านท่านเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ท่านจะแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ควร ที่จะได้รับสิทธิ และควรที่จะมีสิทธิในการที่จะหาเสียงโดยชอบในระยะเวลาที่ถูกตัดสิทธิ ไป เวลาน้อยมาก เพราะฉะนั้นจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ก็คือเปึนคําฝาก และก็เปึนข้อร้องเรียนผ่านท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการ การเลือกตั้ง
เรื่องต่อมาท่านประธานครับ สั้น ๆ นะครับ ก็คือ ในการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งในระดับชาตินั้น ผมไม่ปฏิเสธเลยว่ามีการใช้จ่ายเงินทองทรัพย์สิน เกินกว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และกฎหมายกําหนดไว้ ผมว่าร้อยละ ๙๐ เกิน เพราะผมไม่ปฏิเสธความจริง แต่ในเมื่อมีการใช้จ่ายงบประมาณเกิน คณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ได้ออกประกาศขึ้นมา ขออนุญาตอ้างถึงประกาศของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จํานวน หลักเกณฑ์ และวิธีการการใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเปึนเงิน ได้ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองและสมาชิก ซึ่งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผมอยากจะขอถือโอกาสนี้กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยัง กกต. นะครับว่า ขอให้ท่านชี้แจงเรื่องกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ให้ชัดไปถึงพี่น้องประชาชน ทุกท่านว่ามีข้อบังคับอย่างไร ท่านทําความเข้าใจสักหน่อย เพราะถ้าเกิดว่าไม่ทํา ความเข้าใจนะครับ วัด โรงเรียน มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ ชมรม สมาคม ก็ขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือ ขอความอนุเคราะห์มายังนักการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มีตําแหน่งเปึน ส.ส. ส.ว. อยู่ ท่านบอกว่า สั้น ๆ นะครับท่านประธาน การให้ตามปกติ หมายความว่า การให้ที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาเปึนแบบแผนตามขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น งานวัดเกิด งานบวช งานโกนจุก งานแต่งาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ งานเทศกาล งานขึ้นป้ใหม่ หรืองานศพ เปึนต้น ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงการให้ในวาระอันควร แก่ทายาทโดยธรรม ตามมาตรา ๑,๖๒๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วก็ การให้ทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ โดยรวมนะครับ ไม่ให้ครั้งละเกิน ๓,๐๐๐ บาท ท่านกําหนดไว้ ทําไมท่านประธานครับ กกต. กําหนดเรื่องนี้ไว้ทําไม ถ้าจะห้ามคุณก็ห้ามเลย เหมือนที่ ประเทศต่าง ๆ เช่นที่ญี่ปุ์น