สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๑

สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการบาดเจ็บของแพทย์หญิงขวัญ และเรียกร้องให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ พร้อมขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการช่วยเหลือ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้วนะครับ ก็เช่นเดียวกับสมาชิกทุกท่านครับ เห็นด้วยกับท่าน ที่นําเรื่องนี้ ซึ่งขอเรียนว่าเปึนเรื่องของการต่อสู้ที่ยาวนานของคุณแม่คนหนึ่งนะครับที่ต่อสู้ เพื่อลูกของเธอ และที่สําคัญกว่านั้นก็คือเธอต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กับอีกหลาย ๆ คน ซึ่งต่อมาก็ทําตามหลังเธอ ก็คือการต่อสู้กับกระบวนการทางสาธารณสุขของโรงพยาบาล ซึ่งถือว่าเปึนกระบวนการที่ใหญ่ทีเดียวครับ ก็มีการใช้ทุกช่องทางไปแล้วนะครับ ไม่ว่า จะเปึนเรื่องของแพทยสภา เรื่องของศาล แม้แต่สภาผู้แทนราษฎรของเรานะครับ หรือวุฒิสภาก็ผ่านมาหมดแล้ว เรียกว่าทุกหน่วยงานที่มีที่จะสามารถร้องกันได้ก็ทําไป หมดแล้วนะครับ สาเหตุจริง ๆ ดอกเตอร์รัชดาก็ได้พูดไปแล้วในบางส่วน แต่ว่าผมขอเรียน อีกสักนิดหนึ่งก็คือ ผู้เสียหายไปคลอดลูก ปรากฏว่าคลอดด้วยตัวเองไม่ออก หมอก็เลย พยายามที่จะให้ความช่วยเหลือโดยวิธีการที่เรียกใช้ว่า แวกคูอั้ม (Vacuum) หรือการใช้ ระบบสูญญากาศไปดูดที่ศีรษะแล้วก็ดึงเด็กออก ปรากฏว่าทําหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ผลครับ เด็กก็ไม่สามารถที่จะคลอดออกทางช่องคลอดได้ ก็เลยต้องใช้ตามด้วยวิธีการผ่าตัด แล้วต่อมาก็มีเหตุแทรกซ้อนก็คือเด็กมีอาการตัวเหลือง มีการถ่ายเลือด แล้วต่อมาก็มี การติดเชื้อเกิดขึ้นในเลือด แล้วเชื้อก็ไปอยู่ที่ข้อสะโพกซ้าย จนในที่สุดก็ส่งผลให้เด็ก มีความพิการในเวลาต่อมา เรื่องนี้ถ้าติดตามดูนะครับก็มีทุกเรื่องทุกรสอยู่ในนี้หมด นะครับ มีเรื่องของการกล่าวหากันไปกล่าวหากันมา ทางผู้เสียหายก็กล่าวหาว่าหมอ ตัดสินใจผิดพลาด รักษาไม่ได้มาตรฐาน มีการแก้เวชระเบียนของโรงพยาบาลเพื่อเข้าข้าง หมอ ทางโรงพยาบาลก็บอกว่าผู้ป์วยไม่ได้ไปรับการรักษาตามที่โรงพยาบาลกําหนด มีการเร่หมอ ก็คือไปโรงพยาบาลโน้นบ้าง ไปโรงพยาบาลนี้บ้าง ที่สําคัญก็คือทุกเรื่องตลอดที่ผ่านมามีการแสดงอารมณ์เข้าหากันอย่างค่อนข้าง จะรุนแรงมากในกรณีนี้ แล้วด้วยการต่อสู้อันยาวนานที่ผมกล่าวมานี้ ในที่สุดก็มีเหตุ แทรกซ้อนเกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น ตัวผู้เสียหายเองก็มีความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ อย่างช่วยไม่ได้ มีการเสียด้านอะไรดังที่กล่าวมาแล้ว ในขณะเดียวกันก็จะมีแนวร่วม มีองค์กรเกิดขึ้นมากมายในกาลต่อมาในการที่จะมาช่วยกันดูแลสําหรับผู้ที่ได้รับ ความเสียหายจากการไปรักษาจากโรงพยาบาล เหมือนกรณีที่ผู้เสียหายได้โดนมา เมื่อเรื่องมาถึงตอนนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินํามาพิจารณาก็ถือว่า เปึนเรื่องที่ดี ผมคิดว่าทุกคนก็เห็นด้วย เรื่องมันจะได้จบเสียที แต่ขอเรียนนะครับว่าเรื่องนี้ ก็คงจะไม่ง่ายนัก ด้วยเงื่อนเวลาที่ผ่านมา ๑๗ ป้ มีการกระทบกระทั่งกัน จนเดี๋ยวนี้มันก็ ลามออกไปจนถึงบุคคลอื่นและสถาบันอื่นอีกมากมาย เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าด้วยใจ ของผมคิด ความพยายามของท่านผมยกย่องครับ แต่ว่าเรื่องก็คงจะไม่จบลงง่าย ๆ เพราะว่าตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผมดูแล้วก็คือทําได้เพียงท่านมีอํานาจตรวจสอบแล้วก็เสนอมาตรการแก้ไข เท่านั้น แต่ท่านก็คงไม่มีอํานาจที่จะไปบังคับให้เขาชดใช้ค่าเสียหายหรืออะไร แล้วผม ก็ไม่ทราบว่าส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องเขาจะทําตามที่ท่านมีความเห็นไปหรือไม่ ประเด็นที่ท่าน ขอให้ตรวจสอบก็ล้วนแต่เปึนประเด็นที่ความจริงแล้วไม่ใช่ใหม่เลยครับ ก็พูดกันมา มากมายพอสมควร ผมก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน ได้อ่านหนังสือที่ผู้เสียหายเขียนด้วย อย่างเช่นประเด็นหมอทําคลอด อันนี้ก็คือจุดเริ่มต้น จุดกําเนิด แล้วก็หมอที่รักษา ข้อกระดูกด้วย ที่มีข้อกล่าวหาว่ามีการกระทําที่ประมาท เลินเล่อ เปึนเช่นนั้นจริงหรือไม่ ทางโรงพยาบาลก็อ้างว่าเรื่องนี้ได้ผ่านกระบวนการทางศาลมาแล้ว แล้วศาลก็ให้ยกฟัอง เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลท่าทีในระยะหลัง ๆ ที่ออกมาก็คือไม่รับผิดชอบ เพราะถือว่า ศาลยกฟัองแล้ว ทั้ง ๆ ที่ประเด็นที่ศาลเอาไปพิจารณาก็คือประเด็นของการขาดอายุความ ไม่ใช่เปึนประเด็นที่มาพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทํางานของแพทย์ ซึ่งอันนี้ถ้าให้ ผมคิดเข้าข้างผู้เสียหาย ก็คือการที่เขาปล่อยให้อายุความมันหมด ผมว่าโดยจริง ๆ โดยแท้จริงแล้วผู้เสียหายไม่ได้มีเจตนาที่จะเล่นงานหมอหรือเล่นงานโรงพยาบาล มาตั้งแต่แรก แสดงว่าเขามีความตั้งใจที่จะดูแลลูกของเขา โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ําว่าอายุความ มันมีแค่นี้ คือคนเราจะไปกล่าวหาโรงพยาบาลหรือกล่าวหาหมอว่าทําให้ลูกเขาพิการ ผมว่าอย่างน้อยมันต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร กรณีถ้าคิดให้เข้าข้างผู้เสียหาย ก็เชื่อว่าเขาก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะดูแลลูกของเขา เผื่อมันหายขึ้นมา ทีนี้เกิด พอถึงวันแล้วมันไม่หาย ไปฟัองร้องในวันนั้นก็กลายเปึนว่าอายุความมันขาดเสียแล้ว ในขณะเดียวกันถ้านึกถึงจิตใจของหมอทําคลอด ผมเชื่อว่าไม่มีหมอคนไหนหรอกครับ ที่อยากให้การทําคลอดมันผิดพลาด ในกรณีนี้ผู้ป์วยหรือว่าผู้เสียหายก็อ้างว่าได้ไป ฝากท้อง แล้วก็ดูแลครรภ์ตามคําแนะนําของแพทย์มาตลอด ทีนี้เมื่อถึงตอนเวลาคลอด เกิดว่าคลอดไม่ออกขึ้นมา แล้วแพทย์ตามที่ทราบกันแล้วว่าแพทย์ได้ทําการดึงศีรษะ โดยการดูด เขาเรียกว่าใช้เครื่องแวคูอัม ซึ่งหมอทําคลอดหมอสูตินรีเวชทั้งหลาย ก็รู้จักกันดีว่าเปึนวิธีอย่างหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เปึนวิธีที่อันตรายต่อเด็ก แต่กรณีนี้ทางโรงพยาบาลบอกว่ามีการทําเพียงแค่ ๒ ครั้ง ในขณะที่ผู้เสียหายบอกว่า ทําครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่ทราบว่ากี่ครั้งครับ แล้วในที่สุดเมื่อวิธีนี้ล้มเหลวไม่สามารถจะเอาออกได้ก็ตามมาด้วยการผ่าตัดออก ทางช่องท้อง ถ้าถามผมในฐานะที่ผมก็เปึนหมอทําคลอดเหมือนกันว่าสิ่งที่ทําไปนี้มันผิด ไหม ก็ต้องเรียนว่าไม่ผิดครับ มันก็เกิดขึ้นได้ แล้วก็มีการทําแบบนี้กันมากคิดว่ามาก พอสมควรครับ แต่ถ้าถามว่าแล้วมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม อันนี้น่าคิดครับ วิธีที่ดีกว่านั้นก็คือ ก่อนที่จะไปทําคลอด หมอก็ต้องตรวจให้ละเอียด อีวาลูเอท (Evaluate) ดู แล้วดูว่า เด็กใหญ่ขนาดนี้สามารถที่จะคลอดออกทางช่องคลอดได้หรือไม่ ถ้าคลอดไม่ได้ก็ไม่ต้อง รอ ไม่ต้องไปดูด ก็คือผ่าออกทางหน้าท้องเลย ผมเชื่อว่าทําเช่นนี้ในวันนั้นเหตุการณ์ ทั้งหลายก็คงจะไม่เกิดขึ้นนะครับ แต่ถ้าถามว่าเราจะไปโทษหมอเขาได้ไหมผมเอง ก็เหมือนกันครับเคยอยู่ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน คือพูดตรง ๆ ครับ คนที่มองอะไร ย้อนหลังกับการกระทําของคนอื่นสามารถจะวิจารณ์ได้ทุกอย่างครับ ว่าเขาตัดสินใจไม่ถูก ตัดสินใจผิดพลาด แต่คนที่อยู่ในสภาวะกดดันในขณะนั้นบางทีเขาก็ต้องตัดสินใจอย่างนี้ ครับ มันก็ย่อมจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว

ทีนี้เรื่องของมาตรการเยียวยานะครับ เอาเรื่องนี้ก่อนครับเรื่องที่จะให้ กรรมการแพทยสภาตรวจสอบใหม่ อันนี้ความจริงผมก็เห็นด้วยครับ แต่ว่าแพทยสภา ได้เปลี่ยนไปหลายชุดแล้ว เพราะว่า ๑๗ ป้ เขาก็เลือกตั้งกัน ๒ ป้ครั้งนะครับ อันนี้ผมคิด ว่าเปึนเรื่องที่ดีครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของแพทยสภา เขาบัญญัติไว้อย่างไร เพราะถือว่าเขาก็เปึนสถาบันหลักอันหนึ่งนะครับที่เขาต้องปฏิบัติ ตามกฎ ระเบียบ ของเขาอย่างเคร่งครัดทีเดียว และจากการที่ผมเคยติดตามการทํางาน ของแพทยสภามาตลอดก็เห็นว่ามีอยู่มากเหมือนกันที่ตัดสินว่าหมอผิด เพราะฉะนั้นดูใน กรณีนี้แล้วก็ไม่น่านะครับที่ว่าเขาจะมีการลําเอียงหรือว่าช่วยเหลือหมอ ช่วยเหลือ โรงพยาบาลเปึนพิเศษนะครับ ส่วนข้อที่ให้มีการเยียวยาผมเชื่อว่าทุกคนก็เห็นด้วยนะครับ ความจริงแล้วในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อย่างพญาไท ๑ เปึนโรงพยาบาลระดับชั้นนํา ของประเทศ ผมเชื่อว่าเรื่องของการเยียวยากับกรณีเช่นนี้คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง แต่ไม่ทราบเปึนเพราะอะไร ผมคิดว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องหาเหตุผล ในข้อนี้ด้วยว่า ในเมื่อเขามีความสามารถอย่างมากมาย เรียกว่าเปึนโรงพยาบาลที่ร่ํารวย ว่าอย่างนั้นเถอะ แต่ทําไมถึงไม่สามารถทําอะไรกับกรณีนี้ได้นะครับ ความจริงแล้วกระทรวง สาธารณสุขท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มานั่งฟังอยู่ก็ดีนะครับ กระทรวงสาธารณสุขเสียอีกครับเดี๋ยวนี้มีมาตรการที่ช่วยเยียวยา อย่างน้อยก็เปึนการ ช่วยเหลือเบื้องต้น ผมเองก่อนมาเปึน ส.ส. ก็เปึนประธานอนุกรรมการช่วยเหลือเบื้องต้น ระดับจังหวัด ทําอยู่หลายป้ทีเดียวครับ ก็มีการร้องเรียนมาเสมอ เพราะในโลกนี้จะให้หมอ ทํางานไม่ผิดพลาดคงเปึนไปไม่ได้หรอกครับ ด้วยความจํากัดของเวลา ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ นะครับบางทีอยู่ในห้องฉุกเฉินมีคนไข้มาพร้อมกันตั้ง ๕ - ๖ ราย การที่หมอจะตัดสินใจ ให้มันถูกทุกครั้งก็คงจะเปึนไปไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุขได้เปึนแบบอย่างแล้วในการให้มี การช่วยเหลือเบื้องต้น ผมทําหน้าที่นี้อยู่ครับ แม้แต่กรณีที่ร้ายแรงกว่านี้นะครับ อย่างเช่น เสียชีวิต พิการอย่างมากมาย หลายกรณีเมื่อได้รับน้ําใจ ได้รับการช่วยเหลือ อย่างน้อย เขาได้เห็นว่าทางโรงพยาบาลหรือสังคมไม่ทอดทิ้ง มันไม่ยากหรอกครับ หลายคนก็ยุติ เรื่องจะมีอยู่ส่วนน้อยเท่านั้นที่อุทธรณ์ต่อนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของ ผู้เสียหาย แต่ที่สําคัญครับ การเยียวยาไม่ใช่การใช้เงินไปฟาดหัว ถ้าทําแบบนั้นไม่ได้ผลหรอกครับ การเยียวยาต้องเยียวยาด้วยใจ ต้องมีท่าทีที่เห็นอกเห็นใจด้วยมันถึงจะได้ผล อีกข้อเสนอ หนึ่งก็คือเรื่องเวชระเบียน ก็ต้องฝากกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับว่า ปัจจุบันนี้ระบบ การรักษาของท่านที่เปึนระบบการรักษาฟรี หรือ ๓๐ บาทอะไรก็ตามแต่ เดี๋ยวนี้ทําให้ โรงพยาบาลแออัดยัดเยียดเหลือเกิน เพราะฉะนั้นหมอลาออกกันเยอะครับ หมอที่อยู่ น่าชมเชยแต่เขาต้องทํางานหนัก การเขียนเวชระเบียนให้ละเอียดในตอนนี้ในบางเวลา ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าทําได้ยากครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า เรื่องนี้ เรื่องเวชระเบียนหมอทุกคนก็เห็นความสําคัญ เพราะเราก็สามารถที่จะดึงมา ใช้ประโยชน์ในภายหลัง ไปทํารายงานขอเพิ่มซีได้ แต่ด้วยเวลา ด้วยสภาพความเปึนจริง ในขณะนี้คงจะยากเหมือนกันที่จะทําเวชระเบียนให้สมบูรณ์ แต่ถ้าทําได้ก็เปึนเรื่องที่วิเศษ

สุดท้ายครับ อย่างน้อยที่สุดเรื่องนี้ก็เปึนบทเรียน ๑๗ ป้ที่คุณปรียนันท์ ได้ต่อสู้มาไม่เสียเปล่าหรอกครับ ถึงจะไม่ได้ค่าชดเชยในตอนนี้ ไม่ได้รับการเยียวยา ในตอนนี้ แต่สิ่งที่เธอได้ทําให้กับสังคมนั้นก็ใหญ่หลวงนัก อย่างน้อยกรณีของเธอได้เปึน กรณีศึกษาเปึนตัวอย่างให้กับทั้งผู้เสียหาย คนป์วยในโอกาสต่อไปว่าเมื่อไปโรงพยาบาล แล้วเราต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรบ้าง ถ้าเจอกับสภาพอย่างเช่นเธอแล้ว เราควรจะไปหาใคร ควรจะไปพึ่งใคร ควรจะไปพึ่งศาลหรือไม่ หรือว่าพึ่งแพทยสภาอะไร อย่างนี้ ตอนนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเริ่มจะเข้าใจแล้ว ที่สําคัญที่สุดเรื่องนี้ได้เปึน บทเรียนสอนใจให้กับวงการแพทย์อย่างมากมายทีเดียว ตอนนี้ผลที่เกิดขึ้นในทางลบ ก็มีครับ คือทําให้หมอขวัญเสีย หมอรุ่นอย่างผมท่านประธานครับคงไม่เปึนไรแล้วล่ะครับ เพราะว่าเราอายุมากกันแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้ว แต่ที่ผมเปึนห่วงก็คือแพทย์ ที่จบใหม่ ๆ ที่จิตใจยังบริสุทธิ์ที่ยังอยากทํางานให้กับสังคมอยู่ เมื่อได้ยินเรื่องของการ ฟัองร้อง เรื่องของการเรียกร้องค่าเสียหายมาก ๆ ทําให้แพทย์เหล่านั้นขวัญเสียครับ ไม่กล้าที่จะปฏิบัติงาน ในกรณีคนไข้ฉุกเฉินร้ายแรงบางครั้งก็ไม่กล้าตัดสินใจ ซึ่งบางที มันก็ส่งผลเสียหายให้กับคนไข้ด้วย และส่งผลเสียหายให้กับระบบสาธารณสุขของ ประเทศ ขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่นําเรื่องนี้เข้ามา ให้เราได้มา พูดจากันได้ถกเถียงกัน ขอกราบขอบพระคุณครับ