อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายแนวคิดของตนเองเกี่ยวกับการก่อตั้งอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยมีแนวคิดในการย้ายไปในเมืองหรือสร้างเมืองใหม่ และหารือเรื่องการก่อสร้างโรงเรียนในจังหวัดบางแห่ง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาการย้ายที่พักของชุมชนและปัญหาการวางแผนการก่อสร้าง
ท่านประธานที่เคารพครับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้สิทธิประธานพาดพิงนะครับ กราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธาน ได้กรุณาตั้งกระผมให้เปึนกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ด้วยนะครับ บังเอิญท่านประธาน ได้บอกว่าผมก็ได้พูดว่าที่ตรงนี้เหมาะสม ก็ขออนุญาตที่จะให้ผมได้อธิบายว่าที่มาที่ไป ในแนวความคิดของผมนี่คืออะไร แล้วก็จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงปัญหา อุปสรรคที่ได้รับทราบจากพี่น้องประชาชน รวมไปถึงคงจะมีคําถามถึงท่านกรรมาธิการ เหมือนกันนะครับ
ประการแรก ที่ท่านประธานบอกว่า ที่ประชุมเห็นว่าที่ตรงนี้เหมาะสม ก็กราบเรียนตรง ๆ อย่างนี้ครับว่าความจําเปึนเรื่องของการที่จะมีการก่อตั้งอาคารรัฐสภา แห่งใหม่นี่ท่านสมาชิกได้พูดไปค่อนข้างชัดเจน เพราะว่าตรงนี้ก็กราบเรียนว่าคนภายนอก จะไม่ทราบเรื่องที่ว่าเราใช้อาคารที่ต้องไปเช่าอยู่กี่แห่ง และความไม่สะดวกในส่วนของการ ทํางานของเจ้าหน้าที่นะครับ ทีนี้แนวคิดการย้ายสภานี่ครับท่านประธาน มันก็แบ่ง ออกเปึน ๒ แนวคิด แนวคิดหนึ่งก็คือว่าอยู่ในเมือง เพราะว่าเราเหมือนกับเปึนศูนย์กลาง เปึนอํานาจนิติบัญญัติ กับอีกแนวคิดหนึ่งซึ่งก็มีคนสนับสนุนอยู่พอสมควรว่าทําไมเรา ไม่ย้ายไปไกล ๆ เพื่อไปสร้างเหมือนกับเปึนเมืองใหม่ เปึนความเจริญ ก็กราบเรียน ท่านประธานตรง ๆ ครับว่าผมเองก็บอกว่าถ้าจะใช้แนวคิดที่จะย้ายพวกเราออกไป ไกล ๆ นั่นหมายความว่ามันคงจะต้องไม่ใช่ย้ายเฉพาะสภา แต่น่าจะต้องหมายถึง การย้ายส่วนราชการต่าง ๆ ไปด้วย เพราะว่าผมนึกภาพว่าถ้าสภากับทําเนียบรัฐบาล กับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อยู่ห่างไกลกันนี่ การทํางานคงขลุกขลักแน่ ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีทุกท่านคงจะยืนยันได้ ขณะเดียวกันการย้ายสภาออกไปไกล ๆ ในความ เปึนจริง ก็เหมือนกับการย้ายครอบครัวของเจ้าหน้าที่สภาเกือบทั้งหมดนะครับ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีภูมิลําเนาหรือว่าอาศัยอยู่ในที่ในกรุงเทพมหานครใกล้ที่ทํางานในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคิดว่ามันเปึนสิ่งที่คงเปึนไปได้ยาก เมื่อเปึนไปได้ยากก็ย้อนกลับมาดูว่าพื้นที่ตรงนี้ ในส่วนใจกลางเมืองมันมีที่ไหนบ้าง ซึ่งท่านประธานก็ทราบเหมือนกับที่พวกเราทราบ นะครับ ควานหากันมา ๑๖ ป้ ความคิดที่มาลงตรงที่เกียกกายนี่ผมก็ไปย้อนดู ทราบว่า ที่จริงมันมีการศึกษาโดยกลุ่มสถาปนิกเห็นว่าตรงนี้เหมาะสม เพียงแต่ว่าความเหมาะสม ในแง่ของที่ตั้ง รวมทั้งความคิดที่จะมีการสร้างสะพาน และก็ตรงนี้อยู่ติดแม่น้ํามันก็ต้องมา พิจารณาควบคู่กับปัญหาว่าบุคคลที่เขาอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นจะทํากันอย่างไร ในอดีต ที่ผ่านมาที่ทํากันไม่สําเร็จก็คือเนื่องจากว่ามีหน่วยงานราชการอยู่ตรงนั้นจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือฝ์ายทหาร เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเปึนเหตุผลว่าทําไมรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยจึงเข้ามามี บทบาท แต่ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานเปึนอย่างนี้ครับ
ประการแรก ผมได้มีโอกาสพบกับคน ๒ กลุ่มที่เขามีความเดือดร้อน กลุ่มแรกก็คือกรณีของโรงเรียน ซึ่งผมก็ได้บอกว่าจริง ๆ แล้วเราก็ควรที่จะให้เขาได้มี โอกาสมาดูข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ซึ่งผมได้ขอท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรนะครับ แล้วก็ได้มอบข้อมูลทั้งหมดนี้ให้กับตัวแทนนักเรียนไปแล้ว ผ่านท่าน ส.ส. หม่อมหลวงอภิมงคล ขณะเดียวกันแม้ว่าเราจะจัดงบประมาณให้ ผมคิดว่าในจํานวนที่ มากพอสมควรในการไปก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ แต่มันก็มีความห่วงใยในเรื่องของ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ใหม่ เช่น การมีที่ตั้งของปัูมน้ํามันอยู่ตรงนั้น อะไรต่าง ๆ ตรงนี้ต้องแก้ไขและกราบเรียนท่านประธานว่า ลําพังสภาคงจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ รัฐบาล คงต้องเข้ามาช่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ถ้าตรงนี้เราทําให้เกิดเปึนที่พึงพอใจ เปึนที่ เข้าใจ แล้วก็มีเวลา ๒ ป้ ๓ ป้ ๔ ป้ อย่างที่ท่านประธานว่า คงไม่เปึนไร แต่ในส่วนของ ชุมชนทอผ้า ผมขออนุญาตย้ําในสิ่งที่ท่าน ส.ส. เจิมมาศได้พูดไป ก็คือว่ามันมีการไปพูด ก่อนหน้านี้ว่าเขาต้องย้ายออกภายใน ๒ เดือน ๓ เดือน แล้วก็เหมือนกับว่าที่เคยตกลงไว้ ก่อนหน้าว่าจะเปึนเรื่องของบ้านมั่นคง จะต้องไปขึ้นแฟลต ที่จริงแย่กว่านั้นอีกมีการพูดว่า จะมีการย้ายไปขึ้นแฟลตชั่วคราว แล้วจะหาที่ถาวรให้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ต้องเห็นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ต้องการที่จะขึ้นแฟลตและมีปัญหาในการขึ้นลง แล้วก็จะต้องมีการย้าย ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ก็ไม่ทราบได้ ดังนั้นประเด็นที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าทั้งหมดมันไปผูกติดอยู่กับการไปกําหนดเปัาหมาย ซึ่งที่ประชุมของเราไม่ได้รับทราบข้อขัดข้องเหล่านี้ คือไปติดอยู่กับเปัาหมายที่บอกว่า จะต้องมีการวางศิลาฤกษ์เร็ว ๆ นี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่เพื่อนสมาชิกที่อยู่ใน พื้นที่ที่ประชาชนเดือดร้อน ไม่ได้เสนอตัดเพราะเข้าใจการตัดสินใจของที่ประชุม แต่ว่า ผมขอความกรุณาท่านประธานว่า วันนี้อย่าเพิ่งเอาเรื่องเงื่อนไขการวางศิลาฤกษ์มาเปึน อุปสรรคในการที่เราจะต้องเข้าไปทํางาน ทําความเข้าใจ แล้วก็ไม่ใช่แค่เพียง ประชาสัมพันธ์นะครับท่านประธาน แต่มีคําตอบให้กับคนเหล่านี้อย่างชัดเจนเสียก่อน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจริง ๆ ณ ขณะนี้ ถ้าเพียงแต่อยากจะวางศิลาฤกษ์ จริง ๆ ก็ไม่จําเปึน ต้องย้ายใครออก เพียงแต่ว่าถ้าเราไปมุ่งหน้าแล้วไปเดินหน้าตามแผนนี้ คนที่นั่น ก็มีความรู้สึกว่าแล้วสุดท้ายเราจะฟังเขาจริงหรือไม่ เหมือนกับว่าเราก็จะเดินหน้าไปอยู่ดี ผมอยากให้เราใช้เวลาในการแก้ปัญหาของเขาให้เปึนที่พึงพอใจ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ เกินกําลัง ถ้าหากว่ามีงบประมาณ แล้วก็มีการช่วยเหลือจากทั้งทางฝ์ายรัฐบาลกับ ฝ์ายสภา มันจึงมีคําถามที่ตามมานิดเดียวท่านประธาน ซึ่งไปถึงกรรมาธิการหรือทาง รัฐบาลว่า งบที่ตั้งอยู่นี้มี ๒ ส่วน ๑. คือการขนย้าย ๒. คือการก่อสร้าง ถ้าสมมุติว่าเราต้อง ใช้เวลา ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน กว่าที่จะได้คําตอบให้เปึนที่พอใจของทุกคน ที่ได้รับผลกระทบ แล้วเราถึงจะสามารถเริ่มต้นในการที่จะให้มีการประกวดออกแบบอะไร ต่าง ๆ พบว่าในที่สุดเงินก้อนนี้มันไม่ได้ใช้ อยากจะถามสักนิดเดียวว่าในทางปฏิบัติ ทางกรรมาธิการเห็นว่าจะทําอย่างไรกับเงินก้อนนี้ ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ว่า แม้ว่าเห็นด้วยกับความเหมาะสมของสถานที่ที่ตั้งตรงนี้ หากว่าทําความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชนที่นั่นได้ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างที่เปึนอยู่นี้ การมีเงินงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท กับโครงการนี้ ซึ่งหลายคนมองว่ายังไม่ได้ชัดเจนทั้งหมด มันกระทบ ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนจริง ๆ คืออยากจะปรึกษาว่าทําอย่างไร เราเดินหน้า โครงการนี้ต่อได้ แต่ว่าไม่ไปบีบคั้นเอาเงื่อนเวลามาบีบรัด แล้วก็ขณะเดียวกันสูญเสีย ในแง่ของการใช้เงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้มากองไว้ ตรงนี้เฉย ๆ ก็อยากจะกราบเรียนหารือท่านประธาน