ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้ว่าไทยต้องเตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน หลังวันเจรจาภาษี ๑ สิงหาคม โดยเน้นให้รัฐบาลชี้แจงมาตรการรองรับและช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมดำเนินการเปิดสไลด์นำเสนอข้อมูลประกอบการประชุม และอภิปรายผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐต่ออุตสาหกรรมไทยและภาคเกษตรกรรม โดยชี้ว่าหากการเจรจาวันพรุ่งนี้ล้มเหลว เศรษฐกิจไทยจะเผชิญวิกฤตหนัก และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เอาผลประโยชน์เกษตรกรไปแลกกับดีลดังกล่าว
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องกล่าวว่าข่าวที่ได้ รับทราบมา ก็ทราบมาว่าผลลัพธ์ในการเจรจาวันพรุ่งนี้อาจจะไม่ได้เกิดผลลัพธ์ในกรณี เลวร้ายที่สุด ซึ่งเราก็ยังไม่สามารถทราบได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในมุมหนึ่งหลาย ๆ ท่าน ก็อาจจะมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา ผู้ประกอบการ เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานอีกหลายล้านคนทั่วทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นมากกว่าในวันนี้ก็คือ ในสิ่งที่เราจะต้องรับรู้รับทราบตรงกันว่ารัฐบาลได้นำอะไร เข้าไปแลกกับการเจรจาในครั้งนี้บ้าง เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ว่าเขาจะต้อง รับมือกับผลกระทบและปรับตัวอย่างไร ท่านประธานครับ พรุ่งนี้วันที่ ๑ สิงหาคมจะเป็น จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีก ๑ จุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยที่พวกเราพูดกันมาในพักใหญ่ ว่าระเบียบโลกใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วนั้น แต่เอาเข้าจริงครับที่ผ่านมาคนไทยหลาย ๆ คน พวกเรายังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไรเพราะผลกระทบมันยังมาไม่ถึง เราเห็นแต่ข่าวประเทศ มหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐอเมริกา เขาทำสงครามการค้ากันเขาทะเลาะกัน หรือบางวันก็ดีกันกลับมาเจรจาต่อรองกัน เราเห็นแต่ข่าวรายวันครับ เป็นข่าวในเรื่องของ การเจรจาตัวเลขทางภาษี พูดกันถึงแต่เรื่องตัวเลขที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ตั้งกำแพงภาษีกับประเทศไทยไว้สูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วพวกเรากำลังจะคอยฟังข่าว ที่ผ่านมาก็ฟังกันเป็นรายวันครับ แล้วพรุ่งนี้เราจะได้ผลลัพธ์เป็นข้อสรุปว่าตกลงแล้ว Team Thailand ไปเจรจาต่อรองภาษีกลับมาได้เท่าไร แต่หลังจากวันที่ ๑ สิงหาคมเป็นต้นไป หรือวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป คลื่นสึนามิที่แต่ก่อนคนไทยยังไม่รู้สึก เพราะรู้สึกว่ายังห่างตัวเรามาก กำลังจะเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วครับ สิ่งที่ผมอยากสื่อสารกับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงาน ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ รวมถึงการสื่อสารผ่านท่านประธาน ไปยังคณะรัฐมนตรี นั่นก็คือวันนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้องมาพูดกันถึงเรื่องของตัวเลขแล้วครับ เพราะมันผ่านขั้นตอนกระบวนการเหล่านั้นไปหมดแล้ว สิ่งที่วันนี้เราต้องมาถกเถียงกัน ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็คือการชวนให้ทุกฝ่ายกลับมามองไปอีก ๑ ขั้นข้างหน้าว่า ตกลงแล้วผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คลื่นสึนามิทางด้านเศรษฐกิจลูกใหม่นี้จะถาโถม เข้ามากระทบคนไทยในภาคส่วนใดบ้าง แล้วท่านจะช่วยให้พวกเราสามารถลดแรงกระแทก ช่วยชี้ช่องอพยพคนหนีคลื่นสึนามิ คลื่นลูกนี้อย่างไรได้ต่างหาก ท่านประธานครับ นับตั้งแต่ วันปลดแอกหรือ Liberation Day ตั้งแต่ ๒ เมษายนเป็นต้นมา หลายประเทศทั่วโลก ได้เดินหน้าเจรจาภาษีเป็นผลสำเร็จไปก่อนประเทศไทยแล้ว ยกตัวอย่างประเทศเวียดนาม คือเป็นประเทศที่เจรจารวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากประธานาธิบดี ทรัมป์ (Trump) ได้ประกาศการขึ้นภาษี ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เวียดนามได้ส่งทีมเจรจาระดับสูง ไปพูดคุยกับรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาครับ เสนอแผนเปิดตลาดสินค้าสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า เวียดนามนั้นมีนโยบายการค้าที่ชัดเจนและเขาทำงานเชิงรุกมากกว่าประเทศเรา อินโดนีเซีย เป็นตัวอย่างที่ ๒ ที่พวกเขามีตัวอย่างการวางกลยุทธ์ในการเจรจาแบบ Sector Base ตั้งแต่ต้น โดยไปพร้อมกับข้อเสนอข้างเคียงอื่น ๆ อย่างเช่น การปรับปรุงระบบกฎหมาย ภายในประเทศของเขา วิธีการเดินเกมของอินโดนีเซียกำลังสะท้อนให้พวกเราเห็นอะไรครับ การเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่การเจรจาเรื่องตัวเลขอย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่อินโดนีเซียทำให้ พวกเราเห็น คือเขาแสดงให้พวกเราเห็นครับว่าการเจรจาครั้งนี้คือโอกาสในการสร้างระเบียบ เศรษฐกิจใหม่ของอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ครับ เขาเลือกใช้ความได้เปรียบของภูมิรัฐศาสตร์และสถานะที่เขาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ทำให้เขาสามารถเจรจาภาษีลดลงได้เหลือ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ในขณะนี้ ซึ่งสำหรับประเทศไทยเราเองก็ยังมีหวังสำหรับวันพรุ่งนี้อยู่ เดี๋ยวมาติดตามกันต่อ ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่อย่างที่ผมได้บอกครับว่า วันนี้เราต้องก้าวข้ามในเรื่องของการ พูดคุยกันแต่เพียงเรื่องของตัวเลข เราต้องพูดคุยในเรื่องของผลกระทบด้วยว่าใครเจ็บน้อย หรือเจ็บหนัก วันนี้สิ่งที่ผมได้บอกคงไม่ได้มาบอกข้อเสนอไปยังรัฐบาลว่าเราจะ Make Deal อย่างไร เพราะขั้นตอนได้ผ่านมาหมดแล้ว สิ่งที่พวกเรามาพูดคุยกันวันนี้ก็คืออยากทราบจาก คณะรัฐมนตรีว่าท่านได้เตรียมทางออกให้กับพวกเราอย่างไรบ้าง เราลองมาดูในกลุ่มของ ผู้ส่งออกที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ของประเทศไทยกันบ้างครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
หากอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ประจำ เดือนกรกฎาคมล่าสุดครับ จะพบว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับผลกระทบมากหรือที่เรียกว่า น่าจะเจ็บหนักใน Deal ครั้งนี้ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ยางล้อ และชิ้นส่วน ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตาราง ที่แสดงอยู่นี้ครับเป็นตารางที่กำลังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงเพียงมิติเดียว จริง ๆ ธนาคาร ไทยพาณิชย์เขาวิเคราะห์ออกมาหลายมิตินะครับ มิติเดียวในที่นี้ก็คือ มิติในเรื่องของความ เสี่ยงที่เราจะสูญเสียตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกำแพงภาษีในกลุ่มอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานจะเห็นว่าผมหยิบตัวอย่างมาให้ดูเพียงแค่ ๔ ส่วนของภาคส่วน อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึง ในส่วนของภาคการเกษตรที่มีการแสดงอัตราภาษีของประเทศไทยในปัจจุบันเทียบเคียงกับ ประเทศคู่แข่งในแต่ละภาคส่วนอุตสาหกรรมดังตารางที่ปรากฏนี้ ทุกท่านจะเห็นว่าอัตราภาษี ที่เราได้รับอยู่ขณะนี้มีอัตราที่สูงกว่า ซึ่งแน่นอนผมทราบดีว่าผลลัพธ์การเจรจาในวันพรุ่งนี้ เราเองก็น่าจะมีแนวโน้มสูงที่เราจะได้รับการปรับลดอัตราภาษีต่ำกว่า ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ตาราง ในหน้านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเอามาแสดงเพื่อให้ทุกท่านเห็นว่า ถ้าวันพรุ่งนี้ผลลัพธ์ การเจรจาล้มเหลวเกิดฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด นี่คือคลื่นสึนามิลูกใหญ่ที่กำลังจะถาโถม มาซัดภาคส่วนหลาย ๆ ภาคส่วนในเศรษฐกิจของไทย แต่อย่างที่ผมได้บอกไปตั้งแต่ตอนต้น การอภิปรายครับ วันนี้เราคงไม่ได้มาพูดคุยกันถึงในเรื่องของผู้ได้รับผลกระทบทางตรง อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่รัฐบาลเอาไปแลกกับ Deal ภาษีในครั้งนี้ เราถึง ต้องมาพูดคุยกันถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมด้วยเช่นเดียวกัน ผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบ ทางอ้อมในการเจรจาภาษีครั้งนี้เป็นใครอื่นไม่ได้นั่นก็คือพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรคนไทย ทั่วทั้งประเทศ ใน ๑ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ผมได้รับตำแหน่งในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนและ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมได้ลงพื้นที่ไปกว่า ๕๐ จังหวัดทั่วทั้งประเทศ ได้พบปะ พูดคุยกับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรในหลายโอกาส หลายสิบครั้ง ผมทราบดีว่าพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรต้องต่อสู้กับอะไรมาบ้าง ทั้งสู้ภัยแล้ง สู้ภัยล้ง และสู้ภัยรัฐ หน้าแล้งขนน้ำ หน้าฝน ขนของหนีน้ำ ยังมีหลายพื้นที่ที่มีล้งจากต่างประเทศมาตั้งกำหนดราคาถึงหน้าประตูบ้าน เกษตรกรไทยแทบไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ สู้ภัยรัฐ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่ยัง ขาดสิทธิในที่ดินทำกิน โดนรัฐฟ้องร้องขับไล่อีกเป็นจำนวนมาก ไหนจะขาดปัจจัยในการผลิต ปุ๋ยก็แพง เครื่องจักรก็แพง พ่อแม่พี่น้องที่ทำปศุสัตว์ อาหารสัตว์ก็มีราคาแพงขึ้น ราคาตลาด ตกต่ำและมีความผันผวนสูง เสียงของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่ผมไปรับฟังมาเหล่านี้กำลัง สะท้อนให้พวกเราเห็นอะไร เสียงของพวกเขาได้สะท้อนให้พวกเราเห็นครับว่า ในขณะที่ ประเทศไทยเราเคยภาคภูมิใจว่าเราเป็นครัวของโลก เราภาคภูมิใจว่าเราเป็นต้นน้ำของ ห่วงโซ่อุปทานอาหารของโลก แต่เกษตรกรไทยที่เขาเป็นคนที่อยู่ในส่วนของต้นน้ำของห่วงโซ่ อุปทานอาหารนี้ต้นน้ำที่สุดเขากลับอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและไม่มั่นคง ยิ่งเมื่อ Deal ของ รัฐบาลที่ได้ทำไปแล้ว วันนี้เรายังไม่ได้รับความชัดเจนว่าตกลงแล้ว ท่านเอาผลประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรไทยไปแลก Deal มาอย่างไรบ้าง อาจกำลังบีบ ให้เกษตรกรไทยต้องแข่งขันกับเกษตรกรในต่างประเทศที่เขามีศักยภาพสูงกว่า ขนาดแปลง ที่ดินที่ใหญ่กว่า เงินทุนที่สูงกว่า เทคโนโลยีที่มากกว่าเรา รวมไปถึงมาตรการที่ช่วยเหลือ ต่าง ๆ จากรัฐที่เยอะกว่าประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้พวกเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า Deal ที่รัฐบาลทำไปแล้วนั้นท่านเอาอะไร รายได้ของใครไปแลกกับสหรัฐอเมริกากลับมาบ้าง แล้วเมื่อเรามองลึกลงไปในระบบห่วงโซ่อาหารของประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึง ปลายน้ำ ที่ผมจะขอใช้ตัวย่อว่า 3F หรือ Farm Feed และ Food ที่อาจจะมีเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชนลุกขึ้นมาอภิปรายส่วนนี้ต่อในรายละเอียดครับ ไล่ตั้งแต่ในส่วนของ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกร คนขับรถบรรทุกไปจนถึงผู้แปรรูปอาหารเพื่อส่งออก เราเห็นพ่อแม่ พี่น้องผู้ใช้แรงงานในห่วงโซ่อุปทานนี้กว่า ๔.๙ ล้านคน เราพบว่าประเทศไทยมีความแข็งแรง ที่กลางน้ำและปลายน้ำ นั่นก็คือในส่วนของ Feed และในส่วนของ Food เรามีโครงสร้าง พื้นฐานในการขนส่งที่ดีระดับหนึ่ง เรามีอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารเพื่อส่งออกที่ เข้มแข็ง แต่ต้นน้ำในไร่นาของพวกเราใน Farm ของพวกเรานี่ล่ะครับที่ยังอ่อนแออยู่ เกษตรกร ซึ่งอยู่ต้นน้ำที่สุดของห่วงโซ่นี้กับกินส่วนแบ่งมูลค่าในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด น้อยมาก ในขณะที่ยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทุกปี ๆ แล้วยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงราคาผลผลิตที่ตกต่ำ คำถามที่สำคัญก็คือในขณะที่ เขายังต้องต่อสู้กับอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศเรา เราจึงต้อง ตั้งคำถามดัง ๆ ให้วันนี้รัฐบาลออกมาชี้แจงให้เกิดความชัดเจนว่า พ่อแม่พี่น้องเกษตรกร คนไทยจะได้รับผลกระทบอะไร แล้วท่านหาทางออกอะไรให้กับพวกเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ถั่วเหลือง ข้าวสาลีข้าวโพดหรือหมู คุ้มหรือไม่ที่เราจะเอาความมั่นคงทางอาหารเหล่านี้ไปอยู่ ในมือของประเทศมหาอำนาจอื่น วันนี้รัฐบาลหรือมีใครก็ตามออกมาบอกพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรคนไทยทั่วทั้งประเทศแล้วหรือยังว่าสึนามิลูกใหญ่ลูกนี้กำลังจะพัดพาพวกเขา ไปในทิศทางไหน มีใครออกมาชี้ช่องบอกพวกเขาหรือยังว่าเขาจะต้องอพยพหนีจาก คลื่นสึนามิลูกนี้อย่างไร และควรจะต้องมุ่งหน้าต่ออย่างไรให้เกิดความปลอดภัย อันที่จริงแล้ว ท่านประธานครับ การตัดสินใจเรื่องใหญ่ใหญ่แบบนี้ไม่ควรเป็นการตัดสินใจจากคนใดคนหนึ่ง รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งในประเทศนี้ แต่ควรจะต้องเป็นภารกิจร่วมกันต่างหากที่ทางรัฐบาล และภาคประชาชนต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น ซึ่งที่ผ่านมาพวกผมเรียกร้องมาโดยตลอดว่า รัฐบาลควรจะต้องมีการตั้งภาคีหรือคณะทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีองค์ประกอบจาก ทุกภาคส่วน เพื่อก่อนที่รัฐบาลจะไป Make Deal ต่าง ๆ นั้นต้องมาหารือกันอย่างรอบคอบ และรอบด้านว่าจะมีใครในห่วงโซ่อุปทานนี้ที่ได้รับผลกระทบบ้าง แต่พวกเราก็ยังไม่ได้เห็น การดำเนินการแบบนั้นอย่างชัดเจนและดีเพียงพอ นี่คือสิ่งที่วันนี้ผมอยากได้ยินจาก คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่วันนี้ก็ต้องขอบคุณครับท่านมาร่วมฟังข้อเสนอของพวกเรา แต่ผม ก็อยากจะได้ยินคำตอบจากท่านด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ สำหรับพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรคนไทย ผมอยากเน้นย้ำอีกครั้งว่าวันนี้ทำไมเราถึงต้องมาคุยกันในวันนี้ ประเด็นนี้ คำตอบก็คือ เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะถ้าหากเรายอมให้ ข้าวโพดราคาถูกจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาเพื่อแลกกับอัตราภาษีที่ต่ำลง เราอาจได้ ราคาอาหารที่ถูกลงก็จริง แต่เรากำลังจะสูญเสียพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดใน ประเทศไทยไปทั้งรุ่น หรือถ้าหากว่าปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมูมาในประเทศไทยโดยไม่มี มาตรการที่เหมาะสมอีกครั้งเพื่อแลกกับอัตราภาษีต่ำลง คนเลี้ยงสุกรรายย่อยอาจหายไปจาก เศรษฐกิจชนบทของไทยได้ และในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยน ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการอาหาร ที่ปลอดภัย หลายประเทศกำลังลงทุนในระบบอาหารที่ยั่งยืนประเทศ ประเทศไทยวันนี้ อาจไม่จำเป็นจะต้องแลกไปทุก ๆ อย่าง เพราะเรามีโอกาสในการลงทุนและออกแบบระบบ ใหม่ทั้งระบบ เพื่อเปลี่ยนให้ประเทศไทยไม่ใช่เป็นเพียงแค่ครัวของโลก แต่ต้องใช้คำว่า ต้องเป็นครัวที่โลกต้องการด้วย ให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตอาหารที่มีความปลอดภัย มีความยั่งยืนอยู่ในระบบห่วงโซ่อุปทานที่เป็นธรรม เกษตรกรทุกรายได้รับส่วนแบ่งในห่วงโซ่ อุปทานใหม่นั้นอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่เริ่มลงมือทำวันนี้ ปล่อยให้ประเทศอื่น เขาทำไปก่อน เขากลายเป็นครัวใหม่ของโลกแทนเรา วันหน้าเราจะกลายเป็นเพียงผู้ที่ตามในห่วงโซ่อุปทานที่คนอื่นเขาตัดสินใจแทนเราไปทั้งหมด ท่านประธานครับ มีข้อเสนอหลาย ๆ ภาคส่วนที่พวกผมได้ส่งข้อเสนอไปยังรัฐบาลก่อนหน้านี้ ๑ ในข้อเสนอนั้น ผมยกตัวอย่างที่ได้แนะนำไปแล้วว่ามีในส่วนของการตั้งคณะทำงานพูดคุย ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นั่นก็คือการตั้งภาคี Farm Feed Food Fair Coalition ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากเกษตรกรต้นน้ำ ผู้ประกอบการขนส่งกลางน้ำ และผู้แปรรูป อาหารเพื่อส่งออกปลายน้ำ มีพันธกิจร่วมกันเพื่อทำอย่างไรให้พัฒนาระบบอาหารในประเทศ ให้สามารถแข่งขันได้และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ให้เรากลายเป็นครัวที่โลกต้องการจริง ๆ เราสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้เงินงบประมาณ จากเดิมที่เราใช้งบประมาณเพื่อรักษาอดีต ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องเปลี่ยนการใช้งบประมาณเพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศนี้แทน ด้วยการเปลี่ยนจากเงินอุดหนุนเกษตรกรแบบให้เปล่า เปลี่ยนไปเป็นการให้เงินอุดหนุน เกษตรกรแบบมีเป้าหมาย เช่น อุดหนุนอย่างไรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต อุดหนุน อย่างไรเพื่อให้เกิดการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ ๆ และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นอกจากนี้ เราสามารถที่จะตั้งกองทุน Farm Feed Food Value Fund ได้ ซึ่งเป็นกองทุนร่วมระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการลงทุนในการเปลี่ยน Supply Chain ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กับการทำให้ทุกคนได้รับส่วนแบ่งจากห่วงโซ่ อุปทานใหม่นี้ที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่วันนี้ผมและเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชนเตรียมมานำเสนอต่อรัฐบาล และอยากได้ยินคำตอบจากพวกท่านว่า ท่านได้มีมาตรการอย่างไรบ้าง และเพื่อให้การติดตามการทำงานต่อจากนี้เป็นไปอย่าง โปร่งใส มีความรอบคอบและทุกคนเห็นภาพตรงกัน รัฐบาลควรจะต้องมีระบบในการรายงาน สาธารณะจะทำเป็น Public Dashboard ก็ได้ เพื่อเปิดเผยราคาข้าวโพด หมู ไก่ ผลผลิต ทางการเกษตรต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนปัจจัยในการผลิต เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์แบบรายสัปดาห์ อย่างน้อย ๆ เพื่อทำให้ทุกคนช่วยกันเฝ้าระวังและเตือนภัยได้อย่างทันการณ์ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้เกษตรกรไทยมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตัวเอง และทำให้การใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ นอกจากพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรคนไทยหลายล้านคนทั่วทั้งประเทศแล้ว อีก ๑ กลุ่มซึ่งเป็น กลุ่มสำคัญที่จะได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิลูกนี้ก็คือ พ่อแม่พี่น้องกลุ่มผู้ใช้แรงงาน มีแรงงานหลายภาคส่วนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศไทย กระจายอยู่ในนิคม อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งพระนครศรีอยุธยา ลำพูน ปทุมธานี ชลบุรี หรือระยอง ที่วันนี้จะมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน ซึ่งเขาเป็นตัวแทนของประชาชน ในพื้นที่ออกมาสะท้อนเสียงให้รัฐบาลฟังว่าจากการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับพ่อแม่พี่น้อง ผู้ใช้แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นเขามีความเป็นห่วงเป็นใยอะไรบ้าง แรงงานใน นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กำลังจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง เรื่อย ๆ ถ้าเราสูญเสียตลาดในสหรัฐอเมริกาอย่างฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก ผู้ส่งออก ได้รับผลกระทบ กระทบต่อโรงงาน โรงงานได้รับผลกระทบ กระทบต่อพ่อแม่พี่น้อง ผู้ใช้แรงงานต่อไปเป็นทอด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้แรงงานที่เป็นลูกจ้างรายวันไม่ได้อยู่ใน ระบบสัญญาจ้างที่มีความมั่นคง รัฐบาลมีมาตรการอย่างไรในการรองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่เปราะบางต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นแรงงานในธุรกิจ SMEs ที่มี ความเปราะบางสูง เพราะธุรกิจ SMEs ไม่ได้มีสายป่านที่ยาว แล้วก็มีแนวโน้มที่จะได้รับ ผลกระทบเป็นอันดับต้น ๆ มาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ เสียทีครับท่านประธาน นั่นก็คือการเดินหน้าเข้าหากลุ่มเสี่ยง พ่อแม่พี่น้องผู้ใช้แรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดสายด่วน แต่ท่านต้องทำตัวเปรียบเสมือนเป็นหน่วยแพทย์ เคลื่อนที่ ลงพื้นที่เป็นหมอแล้วไปจ่ายยาให้กับพวกเขาถึงหน้าบ้าน การทำงานของ อนุกรรมาธิการสงครามการค้าได้เปิดเผยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในบรรดา ๓๐,๐๐๐ บริษัทไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ในนั้นมี SMEs อยู่ถึง ๔,๙๙๐ บริษัท มีการจ้างงานรวมกันกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ตำแหน่งนะครับท่านประธาน กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือกลุ่มธุรกิจ SMEs ขนาดเล็ก ที่มีการจ้างงานกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาลมีมาตรการหรือว่ามีนโยบายในการช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องผู้ใช้แรงงานเหล่านี้อย่างไร บริษัทจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เกษตร โลหะ และสิ่งทอ การที่รัฐบาล บอกว่ามี Soft Loan พวกเราก็ได้ยินเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการมาว่า Soft Loan หรือ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในทุก ๆ กลุ่ม บางกลุ่มเขาต้องการ มาตรการช่วยเหลือในการพยุงการจ้างงานครับ บางส่วนเขาต้องการมาตรการช่วยเหลือ ในการลดต้นทุนในธุรกิจเขา บางกลุ่มต้องการให้รัฐบาลช่วยมองหาตลาดใหม่ และยังมีอีก บางกลุ่มที่ชะตาชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับบริษัทข้ามชาติที่กำลังจะย้ายฐานการผลิตไปยัง เวียดนาม เป็นต้น ผมขอยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมไม่กี่กลุ่มที่ผมบอกได้เลยว่าเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมที่เก่งในประเทศไทย นั่นก็คือกลุ่มผู้ผลิตของเล่น เครื่องดินเผา เครื่องประดับ ซึ่งเป็น Craft Industry ที่คนไทยเรามีฝีมือ มีฝีมือดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หลาย ๆ ประเทศ และเขาอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ผ่านทั้งคลื่นจีน คลื่นเวียดนาม คลื่นโควิด ที่ผ่านมาปากกัดตีนถีบครับ ช่วยเหลือตัวเองมาเยอะ รัฐบาลช่วยเหลือน้อย แต่วันนี้กำลังจะเจอคลื่นสึนามิอีก ๑ ลูกที่ถาโถมเข้ามาในประเทศไทยเป็นคลื่นสงคราม การค้า ซึ่งกำลังจะทำลายตลาดส่งออกของพวกเขา จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง หากรัฐบาลจะปล่อยให้พวกเขาต้องต่อสู้กันเองแต่เพียงลำพัง และถ้าหากพวกเขาล้มครับ อย่าลืมตัวเลขเมื่อสักครู่ ถ้าหากพวกเขาล้มจะส่งผลสะเทือนการจ้างงานอีกหลายแสน ครอบครัวทั่วทั้งประเทศ ขณะนี้พวกเราสภาผู้แทนราษฎรมีข้อมูลพร้อม หน่วยงานมีข้อมูล พร้อมในการชี้เป้าให้รัฐบาลได้ทันทีว่าใครเป็นกลุ่มเปราะบางและจะได้รับผลกระทบใน ภาษีทรัมป์ในครั้งนี้บ้าง เหลือแค่การทำงานเชิงรุกของเหล่าผู้มีอำนาจ ที่วันนี้อยากได้ยิน ความชัดเจนจากคณะรัฐมนตรี