วิโรจน์ ชี้แก๊ง Scammer ข้ามชาติ กัมพูชา สร้างความเสียหายมหาศาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุปัญหาแก๊ง Scammer ข้ามชาติที่ฐานปฏิบัติการอยู่ที่กัมพูชา สร้างความเสียหายมหาศาลต่อไทยและโลก โดยชี้ว่ารายได้จากการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชาก่อให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์มูลค่าสูงถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศนั้น และเน้นย้ำว่าประชาชนคนไทยต้องเผชิญหน้ากับขบวนการนี้ปีละกว่า ๑๖๘ ล้านครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด มีความเสียหายเฉลี่ยต่อกรณีสูงกว่าวัยทำงานหลาย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนในการบังคับใช้ Travel Rule และยกระดับมาตรฐานการป้องกันฟอกเงิน โดยเรียกร้องให้ ก.ล.ต., ปปง., คปภ., และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่าย Scammer ข้ามชาติและบัญชีม้าอย่างเด็ดขาด วิโรจน์ ลักข

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขอสรุปอย่างนี้และอาจจะใช้เวลาสักหน่อยนะครับ แต่ยืนยันว่าครบถ้วน แล้วก็เป็นเนื้อหา ที่เน้น ๆ เนื้อ ๆ จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้อภิปรายกันมาหลากหลาย ผมคิดว่าท่านประธานและทุกท่านคงเข้าใจดีแล้วว่าเครือข่าย Scammer ข้ามชาติที่มีฐาน ปฏิบัติการอยู่ที่ประเทศกัมพูชามันร้ายแรงขนาดไหน จากการประเมินของ United State Institute of Peace หรือ USIP พบว่ามีรายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวง ออนไลน์ที่กัมพูชาสูงถึงปีละ ๑๒,๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าตีเป็นเงินไทยก็ ๔๕๖,๒๕๐ ล้านบาท ในขณะที่รายงานของ Humanity Research Consultancy HRC ประเมินไว้สูงกว่านั้นครับ ประเมินเอาไว้ถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าตีเป็นเงินไทยก็ ๖๙๓,๕๐๐ ล้านบาท เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเท่ากับประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศกัมพูชา เลยทีเดียว นั่นหมายความว่ารายได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศกัมพูชานั้นมาจาก Scammer ในแต่ละปีท่านประธานคงทราบดีว่าประชาชนคนไทยต้องรับสายโทรศัพท์จากแก๊ง Scammer กี่ครั้งรู้ไหมครับ ๓๘ ล้านครั้ง ต้องรับข้อความ SMS หลอกลวงจาก Scammer ถึง ๑๓๐ ล้านข้อความ หมายความว่าในแต่ละปีประชาชนคนไทยต้องเผชิญหน้ากับ ขบวนการ Scammer ทั้งสิ้น ๑๖๘ ล้านครั้ง หรืออย่างน้อยแต่ละคนในแต่ละปีต้องโดน อย่างน้อย ๒-๓ ครั้งต่อปี ไม่ใช่เรื่องเล่นแล้วครับ จากรายงานกาซา ๒๐๒๕ มีการระบุไว้ว่า คนไทยตกเป็นเหยื่อแก๊ง Call Center สูงถึงปีละ ๑๑๕,๓๐๐ ล้านบาท หรือตกวันละ ๓๑๖ ล้านบาท คิดเป็น ๐.๖๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศไทย ในแต่ละปีมีคดีความเกิดขึ้น ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐-๒๗๐,๐๐๐ คดี ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ๑ ใน ๕ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของผู้เสียหายเป็นผู้สูงอายุครับ ซึ่งผู้สูงอายุต้องมาสิ้นเนื้อประดาตัว สูญเงินที่เก็บหอมรอมริบ มาทั้งชีวิตในยามบั้นปลายที่พวกเขาไม่สามารถที่จะทำงานหารายได้ได้อย่างเต็มที่ได้อีกแล้ว น่าตกใจครับ เฉพาะเดือนมิถุนายนปีนี้ ปี ๒๕๖๘ พบว่ามีจำนวนผู้เสียหายประมาณ ๒๔,๕๐๐ คดี มีมูลค่าความเสียหายรวม ๒,๘๐๐ ล้านบาท เดือนเดียวนะครับ เฉลี่ยแล้วต้องเสียเงินรายละ ๑๑๔,๐๐๐ บาทต่อกรณี เหยื่อแต่ละรายโดนคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย ๗๘,๔๖๘ บาท กลุ่มวัยทำงานอายุ ๒๖-๓๐ ปี อยู่ที่ ๗๒,๙๐๘ บาทต่อกรณี โดยกลุ่มผู้สูงอายุ ท่านประธานดูแล้วตกใจนะครับ มีความเสียหาย เฉลี่ยต่อกรณีสูงถึง ๔๑๖,๔๕๓ บาท หรือคิดเป็น ๕.๗๖ เท่า เกือบ ๖ เท่าของวัยทำงาน สะท้อนว่ากลุ่มผู้สูงอายุคือกลุ่มเป้าหมายที่ขบวนการ Scammer มุ่งโจมตี นั่นก็คือพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเรานี่ละครับ ปัญหา Scammer ข้ามชาติไม่ได้สร้างความเสียหาย ให้กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ถือเป็นภัยร้ายที่สร้างความเสียหายให้กับทุกประเทศทั่วโลก โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเมืองชาวอเมริกันตกอยู่ที่ประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ สหรัฐ คิดเป็น ๐.๐๓๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตัวเลขนี้สำคัญครับ เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีขนาด เศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทยถึง ๕๘.๓ เท่า ผมกำลังเอาตัวเลขนี้มาสะท้อนให้ท่านประธานฟัง เพื่ออะไร เพราะว่าถ้าเราเปรียบเทียบตัวเลข เอาขนาดเศรษฐกิจมาเปรียบเทียบแล้วถือว่า ประเทศไทยมีความเสียหายโดยสัดส่วนสูงกว่าสหรัฐอเมริกาโดยมีความรุนแรงเป็น ๑๘ เท่า ของสหรัฐอเมริกา ตัวเลขของเราคือ ๐.๖๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ๐.๐๓๖ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมครับ ๑๘ เท่า เหตุผลที่สหรัฐอเมริกามีท่าทีเอาจริงเอาจังอย่างมาก ในการปราบปรามแก๊ง Scammer ข้ามชาติเพราะว่าภัยร้ายของเครือข่าย Scammer ไม่ใช่ แค่การหลอกเงินหรือฉ้อโกงทรัพย์ แต่มันเป็นศูนย์รวมของอาชญากรรมและภัยคุกคามต่อ ความมั่นคงของโลก ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ โดยเบื้องต้นพบว่าลำพังเฉพาะที่กัมพูชามีค่ายกักกันแรงงาน Scammer ไม่ต่ำกว่า ๕๓ แห่ง ถ้าเราไม่สามารถปราบปรามแก๊ง Scammer นี้ให้สิ้นซาก แก๊งแบบนี้จะเติบโตเหิมเกริม จนกลายเป็นหายนะของภูมิภาค และคือภัยคุกคามของโลก ในประเทศไทยเองความเสียหายของ Scammer ผมยืนยันว่าก็ไม่ใช่แค่การหลอกเงินประชาชน หากเราติดตามเส้นทางทางการเงิน ของพวกมัน มันจะเอาเงินที่หลอกเปลี่ยนเป็นเงิน Crypto แล้วก็เปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ จากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนเป็นเงินบาท แล้วขนเอาเงินสกปรกมาฟอกที่ประเทศไทย เอาเงิน ที่หลอกคนไทยมาทำร้ายธุรกิจไทย บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย เอามายึดประเทศไทยให้ตก เป็นทาสของทุนเทาข้ามชาติ นี่คือความชั่วร้ายของมัน ในหลายจังหวัดตอนนี้ประชาชน Inbox เข้ามาถามผม เริ่มตั้งข้อสังเกตนะครับ เห็นธุรกิจหน้าใหม่ เปิดตัวพร้อมกับราคาที่ถูก ผิดปกติจนชวนให้สงสัย โรงแรม Resort ห้องพักคุณภาพดีมากอย่างหรู แต่ราคากลับถูกอย่าง ไม่น่าเชื่อ ธุรกิจขนส่งที่มีการตัดราคา มีค่าบริการที่ถูกจนธุรกิจเดิมสู้กันไม่ไหว ไม่รู้ว่าเคาะราคา ถูกอย่างนี้ได้อย่างไร ร้านอาหาร Pub บาร์ อาหารก็มี Promotion ถูกกว่าต้นทุนจริงจนไม่รู้ว่า ขายขาดทุนแบบนี้จะขายกันไปทำไม การขายสินค้าออนไลน์ก็เหมือนกันครับ แบบที่ร้านค้า ออนไลน์ด้วยกันยังตกใจว่าคุณขายในราคาที่ถูกขนาดนี้ได้อย่างไร เพราะทุกคนกดเครื่องคิดเลข รู้ต้นทุนกันหมดว่าในแวดวงอุตสาหกรรมหรือในธุรกิจที่ตัวเองอยู่ต้นทุนมันอยู่ราว ๆ เท่าไร พอลองจะสืบหาว่าใครคือเจ้าของตัวจริง ใครคือเถ้าแก่ กับพบเพียงแค่ Nominee ที่ดูออก ก็รู้ว่าไม่ใช่เจ้าของกิจการที่แท้จริง หาตัวตนเถ้าแก่ไม่พบครับ หลายคนอายุ ๒๔-๒๕ ปี เป็นกรรมการอยู่ ๓๐ บริษัท ทำไมเขาเก่งขนาดนี้ คนทำธุรกิจจริง ๆ เขารู้ราคาแว่บเดียว เขาก็รู้แล้วว่าขายแบบนี้กำไรหรือไม่กำไร และพอกดเครื่องคิดเลขดูในรายละเอียดยิ่งงงหนักว่า ขายขาดทุนขนาดนี้จะขายไปทำไม คำตอบก็คืออะไรรู้ไหมครับ เขาไม่ได้เปิดร้านเพื่อหวังกำไร แต่เปิดเพื่อดึงเงินสดออกมาให้สามารถอ้างได้ว่าเงินสดที่อยู่ในมือเขามาจากยอดขายของ ธุรกิจอะไร ขาดทุนแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมีเงินสกปรกไหลเข้ามาเติมอยู่ทุกวัน การทุบราคา ให้ถูกผิดปกติก็เพื่อสร้างภาพให้ร้านตัวเองขายดี มีลูกค้าชุกชุม เพื่อให้สมเหตุสมผลกับ ยอดขายมหาศาล ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นยอดขายจริง และส่วนที่เป็นการตั้งตัวเลขขึ้นมา เมื่อเป็น แบบนี้เงินสกปรกก้อนโตก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นเงินสะอาดที่มีที่มาจากธุรกิจได้ทันที นี่ละครับ ที่เขาเรียกว่าการฟอกเงิน ประชาชนจะได้รู้ครับ ธุรกิจที่เป็นเป้าหมายของการฟอกเงินหนีไม่พ้น ธุรกิจที่สามารถสร้างยอดขายเป็นเงินสดได้เร็ว สามารถสร้างยอดขายเป็นเงินสดได้ทุกวัน ผมถามตรง ๆ ครับ ถ้าพวกเราปราบ Scammer ไม่ได้ นอกจากประชาชนจะถูกปล้นเงินแล้ว การปล้นเงินประชาชนจะทำให้เกิดอะไรขึ้นอีกรู้ไหมครับ ก็จะทำให้กำลังซื้อในตลาดหดหาย เพราะคนไม่มีเงินซื้อของครับ ผู้ประกอบการพอเจอกับธุรกิจที่มาฟอกเงิน ที่พร้อมทำสงคราม ตัดราคาแบบบ้าระห่ำ ผมถามท่านประธานว่าธุรกิจสุจริตจะอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องทยอยปิดตัว ไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครสู้ไว้หรอกครับ เศรษฐกิจไทยไม่ย่ำแย่หรือครับ นี่ยังไม่นับการที่ทุนเทา ข้ามชาติก้อนมหึมาไหลทะลักเข้ามาผ่านกลไกของระบบการเงินและการลงทุนของประเทศ เข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายไปที่หุ้นที่มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap ขนาดใหญ่ และหมายไปที่หุ้นที่มีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ถือหุ้น อาทิเช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นสาธารณูปโภค หุ้นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศ โดยเข้าซื้อในนามของกองทุน ส่วนบุคคลที่มีการอำพรางผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง มีสัดส่วนการถือหุ้นเป็นนิติบุคคลซ้อน นิติบุคคล มีการใช้กลไกของ e-Wallet และเงิน Crypto ในการโอนถ่ายเงินที่มีรากมาจาก เงินสกปรกเป็นทอด ๆ โดยสามารถปิดบังตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอน และอาจจะมีการ สมคบคิดแบ่งสรรผลประโยชน์ให้กับกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ให้นำเอาเงินสีเทาไปใช้ซื้อเสียง เพื่อให้นักการเมืองสีเทาเข้าสู่อำนาจรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์เชิงนโยบายให้กับกลุ่มทุนเทาข้ามชาติ มีการใช้เงินสกปรกซื้อตำแหน่งข้าราชการระดับสูงให้มาเป็นลูกสมุนเพื่อเอาระบบราชการ มาเป็นมือเป็นไม้ เป็นสุนัขรับใช้ของพวกมัน ผมต้องบอกว่าที่ขบวนการ Scammer ข้ามชาติ มันอาละวาดในประเทศของเราได้มันต้องมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่เป็นคนไทย คอยหนุนหลัง ดังนั้นปัญหา Scammer ข้ามชาติ และการฟอกเงินจึงมีความเกี่ยวพันกับการ ทุจริตคอร์รัปชันอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ แก้ ๒ เรื่องนี้ออกจากกันไม่ได้ ถ้าต้องการปราบ เครือข่าย Scammer และการฟอกเงินก็ต้องปราบการทุจริตคอร์รัปชันไปด้วยถึงจะสำเร็จ ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราลงสัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน อาชญากรรมข้ามชาติ หรือ UN Convention Against Transnational Organized Crime หรือ UNTOC หรือที่ทั่วโลกเรียกกันว่า Palermo Convention เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ และประเทศของเราได้ตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมใน องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖ รองรับเอาไว้แล้ว ก็เหลือเพียงแค่การตั้งหน่วยงาน เฉพาะกิจเข้ามาทำหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจังในการสืบสวนข้ามเขต ยึด อายัดทรัพย์ ประสานงานกับต่างประเทศและขยายผลเพื่อจับกุมดำเนินคดีเครือข่าย Scammer ข้ามชาติทั้งเครือข่าย ทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่มันบังอาจมาปล้นเงินคนไทย มายึดประเทศไทย มาทำลายธุรกิจไทย ผมยกตัวอย่างกรณีฮ่องกงครับ อันนี้เปรียบเทียบ ง่ายมาก ในช่วงปี ๑๙๕๐-๑๙๗๔ ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นฮ่องกงได้เผชิญหน้ากับปัญหา อาชญากรรม ธุรกิจผิดกฎหมายที่พัวพันกับคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วงมาก โดยเฉพาะในแวดวง ตำรวจที่แยกไม่ออกว่าคนไหนโจรคนไหนตำรวจ ธุรกิจผิดกฎหมายต่าง ๆ ต่างมีผลประโยชน์ ที่เอี่ยวกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ถ้าท่านประธานเคยชมภาพยนตร์ฮ่องกงที่มีชื่อว่าตำรวจ ตัดตำรวจ ในปี ๒๕๓๔ ท่านประธานก็จะทราบเนื้อเรื่องดีพอสมควร หน่วยงานต่อต้าน การคอร์รัปชัน เดิมของฮ่องกงที่ชื่อว่า ACB ที่อยู่ภายใต้กรมสืบสวนคดีอาญา หรือ CID Criminal Investigation Department ผมเรียก CID ก็แล้วกัน กลับไม่สามารถแก้ปัญหา ได้เลยครับ สืบไปก็เจอตอ ตำรวจคนไหนสืบต่อก็ถูกไล่ล่าจนมีชะตากรรมไม่ต่างจาก พลตำรวจตรี ปวีณ พงศ์สิรินทร์ จนมาเกิดจุดเปลี่ยนครับ เมื่อหัวหน้าผู้กำกับการที่ชื่อว่า ปีเตอร์ ก็อดเบอร์ (Peter Godber) ถูกตรวจพบว่าร่ำรวยผิดปกติ แต่กลับสามารถหลบหนี ออกจากฮ่องกงผ่านสนามบินไคตั๊ก ต่อหน้าตำรวจได้เลย จนประชาชนชาวฮ่องกงตอนนั้น อดรนทนไม่ไหวต้องออกมาประท้วงครั้งใหญ่ จนเป็นที่มาของการจัดตั้งหน่วยงานอิสระ ที่ชื่อว่า Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC ในปี ๑๙๗๔ จนมีการ กวาดล้างอาชญากรรมและธุรกิจผิดกฎหมายที่เกี่ยวพันกับส่วยตำรวจ จนหายไปเกือบหมด คดีติดสินบนลดลงกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๒๐ ปี จนฮ่องกงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่ง ในเมืองที่โปร่งใสที่สุดในเอเชีย ขนาดประเทศสิงคโปร์ยังนำเอา ICAC ไปเป็นต้นแบบในการ จัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า CPIB เลยครับ ผมยืนยันว่าการปราบปรามเครือข่าย Scammer ซึ่งต้องย้ำว่ามีความเชื่อมโยงกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแยกไม่ออกแน่ ๆ เป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่อาจมองข้ามได้ครับ เห็นได้จากกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ หรือ ก.ร.ตร. ข่าวนี้น่าสนใจมาก เพราะ ก.ร.ตร. มีมติชี้มูลความผิดวินัยต่ออดีต ผบ.ตร. พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า ๒๐๐ นาย ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมี ส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ นี่คือสัญญาณชัดแล้วครับว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระดับ ปฏิบัติการ แต่ลุกลามถึงระดับโครงสร้าง ดังนั้นอาจเป็นเวลาที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หน่วยงานเฉพาะทางแบบ ICAC ที่มีความอิสระจากตำรวจ มีระบบถ่วงดุลผ่านคณะกรรมการ กำกับอิสระที่ประชาชนมีส่วนร่วม ทุกการดำเนินการต้องผ่านการอนุญาตจากศาลและ มีหน้าที่รายงานต่อรัฐบาลและสภาอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ หน่วยงานเฉพาะทางแบบนี้จะต้องมีอำนาจเต็มในการสืบสวนขยายผล ยึดอายัดทรัพย์ และระงับธุรกรรมที่ต้องสงสัย เพื่อมุ่งจับกุมตัวการใหญ่ สืบจนรู้ว่าใครคือตัวการใหญ่ ไม่ใช่ จับแต่บัญชีม้า ปลาซิว ปลาสร้อย และจับตัวการใหญ่ พอรู้แล้วต้องจับมาดำเนินคดีให้ได้ และทลายมันทั้งรัง ทลายทั้งเครือข่าย Scammer ทลายทั้งเครือข่ายการฟอกเงิน รวมทั้ง สาวเอาผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีแบบถอนรากถอนโคน มันถึงจะ แก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ตั้งคณะอนุกรรมการ ตั้งคณะกรรมการแล้วลูบหน้าปะจมูก แก้ปัญหาไม่ได้ เราต้องการ Task Force เราต้องการหน่วยงานเฉพาะทางครับ นอกจากการปราบปรามแล้ว อย่างที่ท่านชัยวัฒน์ได้อภิปรายไปแล้ว รัฐบาลจำเป็นจะต้องออกกฎระเบียบและบังคับใช้ กฎหมายที่ทำให้ประเทศไทยไม่มีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการฟอกเงินหรือเคลื่อนย้ายเงินสกปรก อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อป้องกันการปกปิดผู้รับผลประโยชน์ ที่แท้จริงหรือ UBO โดยเฉพาะในกองทุนส่วนบุคคลที่มีโครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อน มีนิติบุคคลซ้อนนิติบุคคล พร้อมจัดทำข้อมูล UBO Registry ครับ เพื่อเป็นฐานข้อมูลของ UBO หรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ที่ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. หรือหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าถึงเพื่อตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาครับ ก.ล.ต. ควรเร่งบังคับใช้ Travel Rule ครับ Travel Rule คืออะไร คือเป็นกฎระเบียบที่ให้เปิดเผยข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอน โดยเฉพาะในสินทรัพย์ดิจิทัลและเงิน Crypto ต้องเร่งทำครับ เพราะไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ประเทศที่ปกปิดผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ ปกปิดเส้นทางทางการเงิน ผู้โอน ผู้รับโอน สามารถปิดบังได้ อำพรางได้ นี่คือสรวงสวรรค์ของแก๊งฟอกเงิน นี่คือสรวงสวรรค์ของแก๊ง Scammer เราปล่อยให้ประเทศเรามีสภาพแบบนี้ไม่ได้ ก.ล.ต. ต้องตื่น ปปง. ต้องตื่น และคนที่จะปลุกให้ ก.ล.ต. ตื่น และ ปปง. ตื่นไม่ใช่ใคร ก็คือรัฐบาลครับ จัดทำ KYC เพื่อระบุตัวตนกับ e-Wallet ทุกประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้ e-Wallet ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการโอนเงินจากบัญชีม้า ยกระดับมาตรฐาน KYC และการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกหรือ CDD ซึ่งย่อมาจาก Customer Due Diligence เพื่อเข้าถึงข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง หรือ UBO ที่ผมพูดไปแล้ว ตลอดจนทราบถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุนในธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง ในสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ และกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน โดยเฉพาะประเภทที่จ่ายเบี้ยเพียงครั้งเดียว หรือที่เรียกว่า Investment Linked Single Premium หลายประเทศก็มีการฟอกเงินผ่านกรมธรรม์เหมือนกันครับ ไม่รู้ว่า คปภ. เราตื่น หรือยัง ยกระดับมาตรฐานบัญชีและการตรวจสอบบัญชีของวัด มูลนิธิ องค์กรศาสนา และองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มีรายได้จากการบริจาค โดยเฉพาะผู้บริจาครายใหญ่และ ผู้บริจาคหลัก ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก หรือที่เรียกว่า Enhanced Due Diligence หรือ EDD เพื่อยืนยันตัวตนและที่มาของเงินบริจาค ไม่อย่างนั้นเงินสกปรก ก็เข้ามาบริจาค และใช้การบริจาคเป็นรูปแบบหรือกลไกในการฟอกเงินอีก เร่งปรับปรุง กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐาน FATF ซึ่งก็เป็น เครือข่ายของประเทศที่รวมตัวกันเพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันการฟอกเงินของโลก เพื่อให้การยึดอายัดทรัพย์สินและการระงับธุรกรรมทำได้อย่างทันท่วงที สอดคล้องกับ มาตรฐานสากล ไม่ใช่อเมริกาขยับ เกาหลีใต้ขยับ อังกฤษขยับ ฝรั่งเศสขยับ อินเดียขยับ แต่เราขยับช้าเหลือเกิน แล้วก็อ้างว่ากฎหมายเราไม่ทันสมัย เราต้องตามโลกให้ทันครับ หน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บก.ปอท. บช.สอท. ซึ่งเป็นตำรวจไซเบอร์ และ ปปง. ต้องร่วมมือกันปราบปรามตัวแทนอำพราง หรือที่เราคุ้นชินและเรียกกันว่า Nominee และปราบบัญชีม้าอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการปราบปรามตัวการใหญ่ การปราบปรามขบวนการ Scammer ข้ามชาติที่สามารถก่อคดีที่ใดก็ได้ มุ่งเป้าไปที่เหยื่อ ที่อยู่ในประเทศไหนก็ได้ น่ากลัวมาก เพราะความผิดมันอาจจะไม่ได้เกิดที่ราชอาณาจักรไทยก็ได้ ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ตลอดจน องค์กรระหว่างประเทศทั่วโลก ในขณะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญและพร้อมร่วมมือเป็นพันธมิตรในการปราบปราม เครือข่าย Scammer ข้ามชาติให้สิ้นซาก ประเทศไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการเสนอตัวเป็น ประเทศแกนนำในการปราบปรามเครือข่าย Scammer ในภูมิภาค โดยร่วมมือกับประเทศ ทั้งในอาเซียน รวมถึงสหรัฐอเมริกาเขาพร้อมที่จะจับมือกับเราอยู่แล้ว สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรป เบื้องต้นยังไม่ต้องไปเซ็นสัญญาอะไรหรอกครับ ในทางการทูตเขามีเครือข่ายความร่วมมือ ที่เขาเรียกเป็นภาษาทางการทูตว่า Coalition of the Willing หรือเครือข่ายพันธมิตร โดยสมัครใจ ผมว่าตอนนี้ทั่วโลกพร้อมที่จะสมัครใจกันอยู่แล้วที่จะปราบและจัดการกับเครือข่าย Scammer ที่มันอาละวาดอยู่ทั่วโลก มันขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยเราจะทำหรือเปล่า แต่ถ้าเกิด เราไม่ทำ เราไม่ยกระดับตัวเอง แต่เดิมเขามองว่าเราจะเป็นพันธมิตร เขากำลังจะมองว่า เราคือ ๑ ในประเทศเครือข่ายของ Scammer ถ้าเรายังลากคอตัวการที่เป็นคนไทยที่สมคบคิดกับ Scammer ข้ามชาติไม่ได้ แล้วถูกต่างประเทศลากคอออกมาก่อน ประเทศเราจะเอาหน้าไปไว้ ที่ไหนครับ นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องสั่งงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานอย่างใกล้ชิด กับองค์กรนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น FinCEN OFAC ของกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา Egmont Group ซึ่งเป็นเครือข่ายหน่วยข่าวกรองทางการเงินระหว่างประเทศ FATF Interpol หลายหน่วยงานเหล่านี้ต้องประสานให้หมด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางทางการเงิน และรูปแบบในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และร่วมกันปฏิบัติการยึดอายัดทรัพย์ ขยายผล จับกุม ดำเนินคดี ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์อย่างทันท่วงที รัฐบาล ควรสั่งการให้ ปปง. ใช้กลไกของ ICRG ซึ่งย่อมาจาก International Cooperation Review Group ซึ่งเป็นคณะทำงานของ FATF ที่ผมบอกว่าเป็นเครือข่ายนานาชาติที่เขามารวมตัวกัน เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันการฟอกเงิน ในการติดตามและตรวจสอบการฟอกเงิน ของกัมพูชา เพื่อให้เรามั่นใจว่าหากกัมพูชาไม่ปรับปรุงมาตรฐานจนอยู่ในระดับที่สากล ยอมรับ กัมพูชาควรจะต้องถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบัญชีสีเทา ซึ่งจะส่งผลรุนแรงต่อระบบการเงิน และการลงทุนของกัมพูชาโดยทันที เนื่องจากทุกธุรกรรมทางการเงินของกัมพูชาจะถูก ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ต่อมาครับ รัฐบาลควรเสนอให้ยกระดับกลไกของอาเซียนที่มีอยู่ อาเซียน เกิดจากสารตั้งต้นแห่งความหวังดีก็คือประเทศไทย ในวันนี้ประเทศไทยควรต้องยกบทบาท ตัวเองให้เป็นคนที่ถือธงนำในอาเซียน ในการป้องกันและปราบปรามแก๊ง Scammer ข้ามชาติได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรครับ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ ๑๙๙๗ หรือที่เรียกว่า ASEAN Declaration on Transnational Crime หรือปฏิญญาอาเซียนว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม Cyber ๒๐๑๗ หรือ ASEAN Declaration to Prevent and Combat Cybercrime หรือ ASEAN Declaration On Combating Online Scam หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่าปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ๒๐๒๕ รวมถึงกลไกคณะทำงานด้านอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ ASEAN Working Group on Cybercrime คณะทำงานด้านการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ASEAN Working Group on Anti-Online Scam และตำรวจอาเซียน ภูมิภาคเรามีตำรวจอาเซียนนะครับ ที่เรียกว่า ASEANA Pol ให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริงในการปราบปรามเครือข่าย Scammer ข้ามชาติในภูมิภาคของเรา ที่มันไม่ขยับ ที่มันเป็นไปไม่ได้จริง ก็เพราะว่าไม่มี ประเทศไหนถือธงนำในการขยับ นี่แหละครับคือโอกาสของประเทศไทย เวลาประเทศไทย ไปกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีโลก โลกเขาจะได้รู้ว่าวาระที่ประเทศไทยให้ความสนใจและเราขออาสา เป็นพระเอกของโลกใบนี้ คือการปราบปรามเครือข่าย Scammer ซึ่งเป็นผู้ร้ายของ ความมั่นคงของทุกประเทศทั่วโลก ตอนนี้เดินทางไปเวทีโลกทั่วไป ประเทศอื่นเขาไม่รู้ว่า ประเทศเรามีวาระแห่งชาติที่จะอุทิศตนให้กับโลกคือวาระอะไร นี่คือโอกาสครับ แล้วรัฐบาล รู้ไหม รัฐบาลไทย นี่มีข่าวดีครับ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอีเอส ได้ไปลงนามแสดงเจตนารมณ์ที่จะลง สัตยาบัน UN Convention Against Cybercrime ๒๐๒๔ หรือ UNCC ๒๐๒๔ ซึ่งไปแสดง เจตนารมณ์เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา หลังจากนี้แค่ลงนาม ไม่พอครับ รัฐบาลต้องเร่งสั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดปรับปรุง กฎหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถลงสัตยาบันใน UNCC ๒๐๒๔ ให้ทันภายใน ๑ ปี นับจากนี้ ไม่ใช่ไปแสดงเจตนารมณ์แล้วก็มะงุมมะงาหรา ทำแบบได้ก็ชั่งไม่ได้ก็ชั่ง เสร็จเมื่อไร ก็ค่อยไปลงอย่างนี้ไม่มีความมุ่งมั่น ในปีหน้าท่านประธานรู้ไหมว่าจะเกิดงานอะไรในประเทศไทย ในปี ๒๕๖๙ ประเทศไทยของเราจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานการประชุมใหญ่ประจำปีของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกหรือ IMF World Bank Group Annual Meetings ๒๐๒๖ นี่ละครับคือโอกาสอันดีอย่างมากที่เราจะเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะให้ประเทศของเราแสดงความมุ่งมั่นให้ทั่วโลกรับรู้ว่าประเทศไทยเราเอาจริงเอาจัง และถือเอาการปราบปรามเครือข่าย Scammer ข้ามชาติเป็นวาระแห่งชาติที่เราจะอุทิศตนเอง ในการสร้างความสงบสุขให้กับโลก และพร้อมผสานความร่วมมือกับนานาอารยประเทศ ในการทำลายเครือข่ายที่ชั่วร้ายให้หมดไปในภูมิภาคอาเซียนและจากโลก เราเตรียมหรือยัง ไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่ทำอะไร ถึงเวลาเดือนตุลาคมปีหน้าเราก็ไปกล่าวลอย ๆ อีกซึ่งมันไม่เป็น ประโยชน์ ผมยืนยันครับ หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเครือข่าย Scammer ข้ามชาติได้ ท่านประธานรู้ไหมว่าเราจะเจอกับอะไร บ้านเมืองจะเต็มไปด้วยธุรกิจฟอกเงิน เต็มไปด้วย Nominee เต็มไปด้วยบัญชีม้า เงินที่ประชาชนถูกหลอกจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ขาดกำลังซื้อ กระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ และอาจจะมีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือน เพิ่มสูงขึ้นด้วยนะครับ พอกำลังซื้อไม่มีอะไรจะไปเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ก็ไม่มี ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการสุจริตก็จะทยอยปิดกิจการไปเพราะสู้การแข่งขัน การตัดราคาอย่างบ้าระห่ำแบบไม่สนใจต้นทุนของธุรกิจฟอกเงินไม่ได้ ผมถามท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลครับ ประเทศที่เต็มไปด้วย Scammer แบบนี้ เต็มไปด้วยบัญชีม้าแบบนี้ เต็มไปด้วย Nominee แบบนี้ จะไปดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เป็นเงินสุจริต ให้มาลงทุนได้อย่างไร ท่านประธานเวลาจะลงทุนอยากจะซื้อที่แปลงหนึ่ง ยังต้องถามใช่ไหมครับ แปลงทางซ้ายนี้เป็นอะไร ถ้าผมบอกว่าแปลงทางซ้ายนี้เขาทำบ่อนครับ แล้วแปลงทางขวา เขาทำอะไรวิโรจน์ แปลงทางขวาเขาค้ามนุษย์ แล้วแปลงทางทิศเหนือล่ะ แปลงทิศเหนือ ก็ทำซ่องครับ แล้วทางทิศใต้ล่ะ ทางทิศใต้ยาเสพติดครับ ปั๊มยาบ้า ท่านประธานจะซื้อที่ แปลงนั้นมาลงทุนไหม ท่านประธานหนีก่อนแล้ว ต่างชาติเขาก็คิดเช่นนี้ครับ ถ้าไม่มีเม็ดเงิน สุจริตมาลงทุนในประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น การพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรม นวัตกรรมก็จะชะงักงัน การจ้างงานแรงงานทักษะสูงก็จะหยุดชะงักตาม และในท้ายที่สุด เศรษฐกิจของคนไทยทั้งชาติก็จะพังพินาศจนยากเกินกว่าที่จะเยียวยา และนี่คือข้อเสนอ ที่ผมสรุปจากเพื่อนสมาชิกทั้งหมดจากพรรคประชาชน ทั้งมิติในประเทศและต่างประเทศ ที่เป็นประโยชน์ และหวังว่ารัฐบาลโดยท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล จะรับไว้พิจารณา และผม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ