ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ และเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมสภา โดยชี้แจงรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ปรับแก้ให้ครอบคลุมบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 20 ปี พร้อมเสนอให้รวมความผิดทางพินัยและแพ่งไว้ในการคุ้มครอง แต่ตัดเรื่องการคืนทรัพย์สินออก และกำหนดจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและประชาชนเพื่อพิจารณาการให้ความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีเยาวชนที่กระทำผิดจากแรงจูงใจทางการเมือง
ท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ขอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่่หนึ่ง) วันพุธที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... (นายวิชัย สุดสวาสดิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... (นายปรีดา บุญเพลิง กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากำหนดการ แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน โดยให้ถือเอาร่างพระราชบัญญัติฉบับของนายวิชัย สุดสวาสดิ์ กับคณะ เป็นหลักในการพิจารณา นั้น บัดนี้ คณะกรรมาธิการที่สภานี้ตั้งขึ้นได้ปฏิบัติหน้าที่ สำเร็จครบถ้วนแล้วก็นำมารายงานเพื่อขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมสภาในวันนี้
เรียนท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกนะครับว่า ๑๒ ปีแล้วครับ ที่ไม่ได้มีโอกาส เข้ามายืนในสภานี้ วันนี้เป็นครั้งแรก แล้วก็มีความตั้งใจที่อยากจะนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับที่ผ่านคณะกรรมาธิการ ให้ที่ประชุมได้กรุณาพิจารณาเห็นชอบ เราทำงานนี้ร่วมกัน ในคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีทั้งสิ้น ๓๒ ท่าน มีการตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน ร่วมกันระดมความคิดเห็น เราพยายามขยายพื้นที่ของการนิรโทษกรรมให้กว้างขวาง ครอบคลุมกลุ่มบุคคล กลุ่มการเมือง และองค์กรผู้เคลื่อนไหว ภายใต้แรงจูงใจทางการเมือง ในสถานการณ์ความขัดแย้งตลอดเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยอยู่ในกรอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ๓ ร่าง ที่สภานี้ลงมติรับร่างมาในวาระแรก เราทราบดีว่าด้วยสถานการณ์ทางการเมือง การทำภารกิจนี้ของคณะกรรมาธิการจำเป็นต้อง แข่งขันกับเวลา และจำเป็นจะต้องรีบนำร่างนี้กลับคืนสู่สภาโดยเร็ว วันแรกของการประชุม ก็เลยมีการวางกรอบเวลาเห็นชอบร่วมกันว่าจะทำงานให้เสร็จภายใน ๒ เดือน ซึ่งเราก็ทำ เสร็จตามนั้น มีการแก้ไขเนื้อหาสาระในหลายมาตรา ซึ่งท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ ในฐานะผู้เสนอ ร่างหลัก นั่งอยู่ร่วมในการประชุม ทั้งรับฟัง ทั้งนำเสนอข้อเท็จจริง และเหตุผลแลกเปลี่ยนกัน จนเป็นที่ยุติร่วมกันในที่ประชุม มีสาระสำคัญบางประการที่ผมอยากจะนำเรียนต่อที่ประชุมสภาในเบื้องต้นให้ได้รับทราบว่า เราได้บรรจุประเด็นอะไรไว้ในแต่ละบทบัญญัติบ้าง ในร่างพระราชบัญญัติที่เป็นร่างหลักของ ท่านวิชัยก็พูดถึงการนิรโทษกรรม คดีความอันเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวหรือแรงจูงใจทาง การเมือง ซึ่งตรงนี้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการก็ได้รับฟังความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะจาก ทุกฝ่าย แล้วก็มั่นใจว่าได้บัญญัติฐานความผิดเอาไว้อย่างครอบคลุม มีบางประเด็นที่มีการ ปรับแก้ เช่น ในกรณีที่มีการนิรโทษกรรมในคดีที่เป็นความผิดทางอาญา กรรมาธิการเสนอให้ เพิ่มความผิดทางพินัย เพื่อที่จะให้มันมีความครอบคลุมชัดเจนมากขึ้น ที่ประชุมก็เห็นชอบ ในกรณีที่เป็นความผิดในทางแพ่ง ๓ ร่างหลักที่สภารับหลักการมานั้น บัญญัติเนื้อหาสาระให้ ยุติการบังคับคดีในทางแพ่งกับกลุ่มผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกดำเนินคดีโดยหน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และให้คืนเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกอายัด หรือยึดไปจากผลแห่งคำพิพากษา ในคดีแพ่งนั้น เราได้เชิญหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวมารับฟังความคิดเห็น เช่น บริษัทการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย กระทรวงการคลัง และอีก หลายหน่วยงาน กรรมาธิการมีข้อยุติร่วมกันว่าการยุติการบังคับคดีในคดีแพ่งเป็นเรื่องที่ เห็นชอบร่วมกันได้ แต่การคืนเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่ กรรมาธิการเห็นตรงกันว่าเราขอตัดประเด็นนี้ออกไป นอกจากนั้นในองค์ประกอบของ คณะกรรมการที่จะมาทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่า กลุ่มบุคคลใดบ้างที่จะเข้าข่ายได้รับ การนิรโทษกรรมตามกฎหมาย เราได้มีการปรับองค์ประกอบและที่มาของคณะกรรมการชุด ที่เรียกว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวง ยุติธรรมเป็นกรรมการ มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ นอกจากนั้น ก็มีองค์ประกอบที่มาจากภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากวิปรัฐบาล ๑ ท่าน มติวิปฝ่ายค้าน ๑ ท่าน มติจากที่ประชุมอธิการบดี ๑ ท่าน และจากการเสนอชื่อของ ประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก ๑ ท่าน บทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ จะครอบคลุมในหลายด้าน ทั้งเรื่องของการวินิจฉัยชี้ขาด การสื่อสารอธิบายความกับสังคม และการรับเรื่องร้องทุกข์ อุทธรณ์ สำหรับผู้ซึ่งอาจจะตกหล่นหรือไม่ได้รับสิทธิในคราวแรก ของการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการ ในรายละเอียดเดี๋ยวที่ประชุมก็คงจะได้รับทราบ เรากำหนดให้คณะกรรมการชุดนี้ต้องประชุม นัดแรกภายใน ๓๐ วัน หลังจากกฎหมายบังคับใช้ เพราะเรื่องที่เรากำลังทำกันอยู่มันหมายถึง การพยายามลบเลือนเยียวยาบาดแผลแห่งความขัดแย้งที่ต่อเนื่องยาวนานมาร่วม ๒ ทศวรรษ หากกฎหมายบังคับใช้ก็มิควรเนิ่นช้าที่จะให้คณะกรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีหรือ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เรายังมีประเด็น ที่พูดถึงเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ซึ่งได้ไปกระทำการอันขัดต่อกฎหมาย อาจจะมาจาก มูลเหตุความขัดแย้งทางการเมือง แรงจูงใจทางการเมืองก็ตาม ซึ่งเราได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ ของกฎหมายนี้ เราเพิ่มมาตรา ๙/๑ เข้าไปเพื่อบอกว่ากรณีของเยาวชนอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ขณะกระทำความผิด ท่านมีสิทธิที่จะเสนอเรื่องสู่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอเข้ากระบวนการรอการกำหนดโทษ หากคณะกรรมการเห็นชอบก็จะส่งเรื่องไปที่ เจ้าพนักงานอัยการ ถ้าเรื่องอยู่ในชั้นอัยการ อัยการท่านก็พิจารณาได้เลย หากเรื่องอยู่ใน ชั้นศาลท่านอัยการก็จะส่งเรื่องขึ้นสู่ชั้นศาลเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีต่อไป มาตรานี้ไม่ได้มี การบัญญัติกฎหมายใด ๆ เพิ่ม ไม่ได้เป็นการเติมอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติหรือบริหารเข้าไป แทรกแซง เป็นอำนาจของตุลาการแต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายวิธี พิจารณาคดีอาญาเด็กและเยาวชน ซึ่งมันมีบทบัญญัติ มันมีมาตราที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เราเอามาเขียนเสียให้ชัดและให้ศาลท่านเป็นคนวินิจฉัยชี้ขาดเป็นรายกรณี โดยอาจจะมี เงื่อนไข อาจจะมีวิธีการใด ๆ ก็ตามให้กับผู้ที่ประสงค์เข้ากระบวนการรอการกำหนดโทษ รับปฏิบัติต่อไป เรายังพูดถึงฐานความผิดที่ผู้เสนอร่างโดยเฉพาะร่างหลักได้บัญญัติไว้ในบัญชี ท้ายของร่างพระราชบัญญัตินี้ เดิมในร่างของผู้เสนอร่างหลัก ท่านวิชัยขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านเสนอไว้ประมาณ ๑๒ ฐานความผิด คณะกรรมาธิการพิจารณาหารือและแสวงหาข้อมูล จากรอบด้าน แล้วก็ขยายเพิ่มฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมออกไปอีกหลายฐาน ความผิดด้วยกัน แต่ละฐานความผิดที่บัญญัติเพิ่มไว้ในบัญชีท้ายนี้ไม่ได้ลอยมาเองหรือไม่ได้ เกิดจากเพียงความคิดเห็นของกรรมาธิการท่านใดท่านหนึ่งเท่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากรายงาน ของคณะกรรมาธิการศึกษาการออกกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งสภานี้ได้ตั้งเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญเอาไว้ก่อน เราก็ดึงจากส่วนนั้นมาเติมเต็มเข้าไป อีกส่วนหนึ่ง ก็มาจากการประสานงานกับพี่น้องภาคประชาชนที่เขาต่อสู้เคลื่อนไหวและติดตามข้อมูล เรื่องนี้มาโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนหรือกลุ่ม iLaw ตลอดจนกลุ่มอื่น ๆ หากไม่ได้เอ่ยอย่างครบถ้วนก็ต้องขออภัย นอกจากนั้นเรายังรับฟังตัวแทนจากกลุ่มการเมือง หรือผู้ที่เคยมีบทบาทเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้ามาในที่ประชุมของ กรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการหรือที่ปรึกษาว่ายังมีฐานความผิดได้ กฎหมายมาตราใด ข้อหาใดที่ไม่ขัดกับหลักการ ซึ่งสภารับเอาไว้ในวาระแรกที่สามารถเพิ่มเข้าไปอีกได้บ้าง ก็มีอีกหลายฐานความผิดที่สามารถเติมเข้าไปได้ดังนั้นในแง่ของบัญชีท้ายก็ต้องเรียนท่าน ประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเราพยายามอย่างครอบคลุมและกว้างขวางที่สุด และเรา แน่ใจว่าภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการตามกฎหมายนี้ก็น่าจะหยิบยื่นโอกาส หยิบยื่น ความพยายามในการเยียวยาบาดแผลจากความขัดแย้งนี้ไปถึงผู้คนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกค่าย ทุกสีได้ อีกประการหนึ่งซึ่งผมก็เห็นว่าสำคัญ คือกรณีที่มีกลุ่มขัดแย้ง กลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ ทางการเมืองบางกลุ่มเขาเดินเลยหน้าสถานการณ์ไปก่อน แล้วบังเอิญว่าคดีเขาเดินเร็ว ถูกพิพากษาจำคุกคดีถึงที่สุดไปก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก ถ้าพูดเป็นรูปธรรม ก็อย่างเช่น กลุ่มคนเสื้อแดง คณะกรรมาธิการเห็นชอบให้มีการเพิ่มบทบัญญัติในการลบล้างประวัติอาชญากรรม สำหรับ ผู้ต้องคดีความจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองในนิยามของกฎหมายนี้ล้างให้ในทุกขั้นตอน ในทุกหน่วยงาน เป็นผู้มิได้เคยกระทำความผิด มิเคยถูกดำเนินคดีและมิเคยต้องโทษจาก ความเคลื่อนไหวในความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น เรื่องนี้ใครไม่เจอก็ไม่เข้าใจเพราะมัน ส่งผลกระทบใหญ่หลวงกับชีวิตของคนที่จะต้องเดินไปข้างหน้าโดยที่ประวัติตัวเองถูกบันทึก ไว้ในแฟ้มอาชญากรรม สมัครงานก็ลำบากไปประกอบอาชีพอิสระที่จะต้องโชว์สถานะของ ตัวเองก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ใช้ชีวิตปกติอยู่ในหมู่บ้านในชุมชนเกิดเหตุอะไรขึ้นมา เมื่ออำนาจ รัฐตรวจสอบประวัติเห็นว่าเคยต้องหาหรือต้องคดีความ ก็กลายเป็นผู้ต้องสงสัย ตรงนี้ คณะกรรมาธิการบัญญัติการล้างประวัติอาชญากรรมให้ นอกจากนั้นเรียนที่ประชุมเป็น ประการท้ายนะครับว่าในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ ผมก็สอบถามตั้งแต่วันแรกว่า ในเมื่อความเข้าใจของสังคมทั่วไป เขาบอกว่านี่คือการเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดย สภา แต่ทำไมทั้ง ๓ ร่างที่รับมาจึงตั้งชื่อร่างว่าเป็นร่างสร้างเสริมสังคมสันติสุข เจ้าของร่างทั้ง ๓ ท่าน ตอบตรงกันครับว่าแม้บ้านเมืองนี้จะเคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว ๒๓ ครั้ง ส่วนใหญ่เป้าหมายก็คือเพื่อแก้ไขและคลี่คลายความขัดแย้ง แต่บางกรณีการออกกฎหมาย หรือพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลับกลายเป็นเหตุของความขัดแย้งเสียเอง ดังเช่น ความพยายามก่อนการรัฐประหารครั้งล่าสุด ดังนั้นผู้เสนอร่างเขาคิดละเอียดครับ เขาปรับชื่อ ของกฎหมายไม่ใช้คำว่ากฎหมายนิรโทษกรรม ใช้คำว่าสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่เมื่อเขา ปรับชื่อกฎหมายเป็นแบบนี้นอกเหนือจากเป็นการแสดงเจตนาที่จะเลือกใช้คำไม่ให้ไป กระทบกับความรู้สึกของคนบางส่วนถ้าจะมี สำหรับผมนี่มันกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ กรรมาธิการคิดได้มากขึ้น มองได้กว้างขึ้น ปรึกษากันได้ละเอียดเพิ่มขึ้นว่าการสร้างเสริม สังคมสันติสุขนอกเหนือจากการนิรโทษกรรมจะมีวิธีการใดอีกหรือไม่ ที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผล หรือใกล้เป้าหมายมากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้ ดังนั้นเนื้อหาสาระบางประการก็เป็นไป อย่างที่ผมกราบเรียนที่ประชุมไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ บรรยากาศการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะว่าไปมันก็ส่งสัญญาณว่าเราเจตนาจะมา สร้างสังคมสันติสุขกันจริง ๆ เพราะ ๓๒ คนที่นั่งทำหน้าที่ รวมที่ปรึกษาจำนวนมากเป็นคนที่ เห็นต่างกันทางการเมือง จำนวนไม่น้อยเคยเผชิญหน้าฟาดฟันกันอยู่คนละเวทีทางการเมือง เชื่อคนละอย่าง เดินคนละทาง ใส่เสื้อคนละสี มีอุปกรณ์แสดงความเป็นกลุ่มพวกคนละแบบ กันตลอดมา แต่เรานั่งทำงานนี้ด้วยกัน ๒ เดือน มีการลงมติเพียงแค่ ๓ ครั้งเท่านั้น นอกจากนั้นเราใช้วิธีการพูดคุยแลกเปลี่ยนรับฟังถกเถียงจนได้ข้อยุติร่วมกันได้ เราทำงานนี้ สำเร็จตามเป้าหมายตามกรอบเวลา ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังที่ประชุมได้เลยว่าการ ออกกฎหมายนี้ร่วมกันของคณะกรรมาธิการนี้ไม่ได้ทำให้ ๓๒ คนในกรรมาธิการเห็นร่วมกัน เห็นตรงกันกับความเชื่อทางการเมืองของตัวเอง ไม่ได้ทำให้ความแตกต่างเรื่องความเชื่อนี้ มันสลายคลายลงไปในพริบตาทันที ไม่ใช่ แต่มันทำให้เราสามารถบอกกล่าวกับสังคมได้ว่า เราพูดคุยกันได้ เรารับฟังกันได้ เราถกเถียงกันได้ และเรามีวิธีการที่จะหาคำตอบสุดท้าย ด้วยกัน และนั่งทำงานกันต่อจนงานสำเร็จโดยไม่ปรากฏความขัดแย้งจนถึงขั้นพูดคุยกันไม่ได้ ต่อไป ไม่มีการ Walk Out ไม่มีการเสนอนับองค์ประชุม ไม่มีกระบวนการใด ๆ ก็ตามที่จะทำ ให้การประชุมหรือทำหน้าที่ของกรรมาธิการแต่ละนัดเดินหน้าต่อไปไม่ได้ และบรรทัดสุดท้าย ของการทำหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ ของกฎหมายที่ผมกำลังนำเสนอต่อที่ประชุมวันนี้ก็คือ ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทุกอย่าง แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายมีความเห็น มีเป้าหมาย มี ประเด็น มีข้อเสนอของตัวเอง แล้วในที่สุดกฎหมายมันก็ออกมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สุดทางบ้าง กลางทางบ้าง แต่มันก็ทำให้เราทำทางมาจนขอความเห็นชอบจากท่านร่วมกันได้ในวันนี้ ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการทุกท่าน และหวังใจว่าเพื่อนสมาชิกในวันนี้ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาลจะให้ความกรุณากับร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างดีครับ ขอบคุณครับ