ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ตั้งข้อสังเกตและท้าทายข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพบสารเคมีเกินมาตรฐานในจังหวัดเชียงราย พร้อมเรียกร้องให้ใช้กรอบความร่วมมือระดับอาเซียนและจีน-อาเซียนเพื่อจัดการมลพิษทางน้ำอย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดบทบาทที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการบูรณาการข้อมูลข้ามกระทรวงโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การเร่งมาตรการป้องกันจากทุกหน่วยงาน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการวางกรอบการเจรจาระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการมลพิษข้ามแดน โดยเฉพาะจากกิจกรรมเหมืองในเมียนมา มีประสิทธิภาพและสามารถรายงานความคืบหน้า แผนงาน งบประมาณ และกรอบเวลาการดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีได้อย่างรอบด้านและทันท่วงที
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ต้องบอกอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านห่วงใยไม่แพ้ผม แต่ตอนนี้ท่านเองยังไม่รู้เลย ว่ามีการตรวจสารหนูในคนเกินเกณฑ์มาตรฐานไปแล้ว แล้วท่านบอกว่าผมเป็น สส. ในพื้นที่ ทำไมไม่ Check กับสาธารณสุขจังหวัด ไม่ Check กับผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่รู้จักหรือ ท่านรองนายกรัฐมนตรียังไม่ทราบเลยว่า ๗ คน ที่ตรวจเกินอยู่จังหวัดเชียงราย แล้วก็ ไม่ได้ตรวจโดยกรมอนามัย ตรวจโดยกรมควบคุมโรค กรมควบคุมโรคตรวจ ๓๒๒ คน ในจังหวัดเชียงราย แล้วเจอเกินเกณฑ์ไป ๗ คน ข้อมูลพื้นฐานแค่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่รู้เลย แล้วมาบอกว่าผมกระแนะกระแหน ใช้คำพูดถากถางอะไร มันไม่ใช่ ท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรี ท่านเพิ่งประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุขนั่งด้วยเมื่อวาน ท่านยังไม่รู้ข้อมูลตรงนี้เลยได้อย่างไร นี่คือเรื่องง่าย ๆ ประเด็นในวันนี้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ท่านต้องรู้ข้อมูล ให้ครบทั้งหมดท่านถึงจะแก้ปัญหาได้ นี่คือสิ่งที่ผมจะสื่อสารกับท่านในวันนี้
แล้วในส่วนเรื่องของการเจรจาระหว่างประเทศ ในส่วนนี้ท่านตอบมา ท่านไม่รู้หรือครับ ในการอภิปรายแถลงนโยบายผมก็บอกไปแล้วว่าระหว่างที่เรากำลังถาม กระทู้ถามสดกันอยู่นี้ วันที่ ๑๒-๑๖ ตุลาคม ก็กำลังมีเวทีอาเซียนอันหนึ่งก็คือเวทีประชุม อาเซียนว่าด้วยข้อตกลงบริหารจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ก็ตรงกับเรื่องนี้เลย เวทีอาเซียน และวันที่ ๒๑-๒๓ ตุลาคมนี้ก็จะมีอีกเวทีหนึ่ง อันนี้ตรงประเด็นมาก ๆ เวที China-ASEAN Environmental Cooperation ตามกรอบ LMEC เลย ซึ่งกรอบนี้ ตรงกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเต็ม ๆ เพราะมีทั้งจีน ไทย เมียนมา แล้วก็มี Action Plan ในเรื่องของมลพิษทางน้ำอย่างชัดเจนมาก นี่คือ ทางที่ถูกต้องที่เราต้องทำ อย่างแรกที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีต้องทำความเข้าใจใหม่คือ
๑. เลิกโยนให้ สทนช. เขาไม่มี Action Plan ในเรื่องนี้ เขาไม่มีภารกิจ ไม่มีกรอบที่จะเดินในเรื่องนี้ได้
๒. เลิกโยนให้กระทรวงการต่างประเทศ เพราะว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของ มลพิษข้ามแดน เรื่องระหว่างประเทศ คนที่เป็นแกนหลักในการที่จะเจรจาระหว่างประเทศ คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่ สนับสนุนในการเจรจาเพียงเท่านั้น
นี่คือประเด็นที่ท่านต้องเดินให้ถูกทางถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ และการพูดคุย ในเวทีระหว่างประเทศก่อนที่จะมีการประชุมเราต้องตั้ง Agenda ตั้งวาระเข้าไปก่อน แล้วก็มี กรอบระยะเวลาที่ท่านต้องการให้ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศปฏิบัติ นี่คือสิ่งที่เราต้อง ดำเนินการการพูดล่วงหน้าก่อนที่จะมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ มาก ๆ นะครับ เพราะทุกกรอบเวทีระหว่างประเทศมีไว้เพื่อให้เราแก้ปัญหาให้กับประชาชน ชาวไทย ปัญหาข้ามแดนอย่างนี้ที่แก้ไขภายในประเทศยังไม่ได้ เราถึงมีกรอบการประชุม ระหว่างประเทศตรงนี้เข้ามาเพื่อสิ่งนั้น ใส่วนนี้ในคำตอบของท่านรองนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของมลพิษข้ามแดนตรงนี้ผมไม่ได้รับคำตอบใด ๆ เลย แต่ไม่เป็นอะไรครับ
ผมขออีก ๑ คำถาม คำถามสุดท้ายครับ เรามาต่อกันที่แนวทางการจัดการ ปัญหานี้ในระหว่างที่เรากำลังจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน ที่ตอนนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผมไม่ได้เลยนี่ มาตรการที่เราต้องเตรียมการรองรับปัญหาในช่วงต้นปีหน้าที่ต้อง เตรียมการตั้งแต่แต่ตอนนี้มันต้องเร่งดำเนินการแล้ว ผมขอถามท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า ท่านเพิ่งประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไป แน่นอนว่าคณะกรรมการชุดนี้คือ การให้แต่ละกระทรวงมาทำงานร่วมกัน มาวางแผนตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติเลย แล้วก็สามารถแบ่งอำนาจ แบ่งหน้าที่ตามอำนาจของแต่ละกระทรวง ตั้งโครงการตามงบกลางเพื่อจะใช้แก้ปัญหานี้ ตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อส่งเข้ารับมติคณะรัฐมนตรี ในส่วนนี้ใช้อำนาจตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. แร่ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่สามารถออกมาตรการในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้นำเข้าและส่งออกแร่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ที่ท่านสามารถออก ประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข โรคที่ต้องเฝ้าระวังจากสารโลหะหนัก และประกาศ เขตพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังกรณีสารโลหะหนักเกินมาตรฐานได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ เลย ไม่ต้องอาศัยกฎหมายอะไรเลย คือการทำฐานข้อมูลที่รวมข้อมูลจากทุกกระทรวงเข้ามา ไว้ที่เดียวแล้วเปิดเผยให้ประชาชน ตรวจผลการตรวจน้ำ ตรวจประปา ตรวจพืชผลทาง การเกษตร ผลการตรวจสุขภาพ เอามาเปิดเผยให้ประชาชนครับ จุดไหนที่มันเกิดมาตรฐาน ก็บอกประชาชนด้วยว่าหน่วยงานไหนกำลังดำเนินการอะไรอย่างไร ถ้าท่านทำเรื่องแค่นี้ได้ ท่านจะไม่ต้องมาเสียหน้าแล้วก็มาบอกผมเลยว่าข้อมูลที่ท่านมีไม่มีคนไหนเลยที่ตรวจสารหนู เกินมาตรฐานโดยที่ท่านไม่ได้ Check กับกรมควบคุมโรคเลยก่อนมาตอบกระทู้สดแบบนี้
คำถามที่ ๓ จากคำพูดของรองนายกรัฐมนตรีเองในวันนั้นที่ได้ลงพื้นที่บอกว่า นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้คุณสุชาติดำเนินการภารกิจในเรื่องของ มลพิษโดยตรง เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีการวางแผนการจัดการมลพิษแบบบูรณาการร่วมกัน ทุกกระทรวงอย่างไร และจะใช้กลไกอะไรในการวางแผนจัดการ และการวางแผนการใช้ งบกลางเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเมียนมาแล้วส่งผลกระทบ มาในประเทศไทยอย่างไร ตรงนี้ผมขอให้ชัดว่ามีโครงการอะไร จากกระทรวงอะไรบ้าง แล้วผมขอเป็น Timeline กรอบเวลาที่ท่านตั้งให้แต่ละกระทรวงเลยว่าจะต้องนำโครงการ พร้อมงบกลางตรงนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในเมื่อไร เพื่อจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ