กรวีร์ ปริศนานันทกุล อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยเสนอให้คืนอำนาจการสอบแข่งขันและคัดเลือกบุคลากรให้ท้องถิ่น จัดการเองเพื่อแก้ปัญหาทุจริต และเสนอให้มีมาตรฐานเดียวกันโดยแบ่งเป็น 3 ภาค คือ ภาค ก วัดพื้นฐาน ภาค ข ให้กรมออกข้อสอบกลางวัดความรู้ และภาค ค ให้ท้องถิ่นเลือกผู้ผ่านการคัดกรองตามความต้องการ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สนับสนุนหลักการร่างกฎหมายแต่ชี้ข้อบกพร่องในมาตรา ๕ ที่เปิดช่องให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการกลาง และเสนอให้แก้ไขโดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ชี้ขาดแทน
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาเพื่อที่จะสนับสนุน ในชั้นรับหลักการในการพิจารณากฎหมายนี้ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมาหลายท่าน รวมไปถึงผู้ที่เสนอกฎหมายถึงความจำเป็น แล้วผมก็คิดว่าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่เราควรที่จะ คืนอำนาจตรงส่วนนี้กลับไปให้ท้องถิ่น ให้เขาได้มีสิทธิในการสอบแข่งขันเลือกคนที่เหมาะสม รวมไปถึงการคัดเลือกคนที่เหมาะสมในการเข้าไปบริหารงาน ในการเข้าไปทำงานให้กับ ท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น แต่ละท้องที่ ซึ่งในปัญหาที่ผ่านมานั้นเราจะเห็น เมื่อก่อนนี้ย้อนกลับไป สมัยแรกเริ่ม อำนาจทุกสิ่งทุกอย่างไปอยู่ที่คณะกรรมการ ไปอยู่ที่ระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ไม่ว่าจะเป็น อบต. พอมาในยุค คสช. พบว่ามันมีการทุจริต มันมี การซื้อขายตำแหน่งกันอย่างมากมาย ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ อย่างที่พวกเราได้ยินข่าว แล้วก็คงไม่ปฏิเสธว่าความจริงบางส่วนของพื้นที่ในประเทศไทยนั้นมันก็เกิดปัญหาทุจริต คอร์รัปชันในการซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นจริง ๆ คสช. รวบอำนาจไว้ตรงกลาง แต่ที่ผ่านมา การรวบอำนาจเอาไว้ตรงกลาง เอาอำนาจในการจัดสอบคัดเลือก ในการจัดสอบแข่งขัน ข้าราชการ ในการบรรจุใหม่อะไรก็แล้วแต่มาอยู่ที่กรมนี้ มันผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่ามันแค่ เปลี่ยนจุดของการทุจริตคอร์รัปชันจากที่หนึ่งไปอยู่อีกทีหนึ่งเท่านั้น วันนี้จึงเห็นด้วยในการที่ จะคืนอำนาจในส่วนนี้ให้กับท้องถิ่นให้เข้าไปจัดการ เอาไปบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการ คัดเลือกคน สอบแข่งขันเอาคนเข้ามาบรรจุใหม่ หรือการสอบคัดเลือกที่จะสรรหาผู้บริหาร เข้ามาบริหารท้องถิ่นในแต่ละที่ ในหลักการเห็นตรงกัน ที่ต่างกันก็คือในส่วนของวิธีการ ในการที่จะกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นแบบไหนและจะทำอย่างไร ผมมีข้อเสนอที่จะเสนอ ถึงทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งใหม่ ผมคิดว่าเราอยากเห็นมาตรฐานในการจัดการสอบ การแข่งขันท้องถิ่นอันนี้เป็นสิ่งที่เห็นตรงกัน ๒. ที่อยากจะเห็นตรงกันคือมาตรฐานของมัน ที่จะสามารถคัดเลือกคนที่มีความรู้มีความสามารถเข้าไปทำงานให้กับท้องถิ่นของพวกเราได้ ถ้าเราเห็นตรงกันแบบนี้เราอยากจะเห็นอะไร อยากจะเห็นการสอบแข่งขันที่มันมีมาตรฐาน เดียวกัน ผมเสนอได้ไหมว่าเราปรับรูปแบบไปเลย เราปรับรูปแบบในการสอบเพื่อที่จะหาคน ที่เข้ามาบรรจุเป็นข้าราชการหรือที่เรียกว่าสอบแข่งขันให้มันมีคล้าย ๆ บรรจุข้าราชการเลย สอบภาค ก ภาค ข ภาค ค ภาค ก สอบอย่างไร ภาค ก คือการสอบวัดพื้นฐานครั้งแรก เพื่อที่จะคัดกรองคนที่เหมาะสมผ่านทางด้านวิชาการเข้ามา ภาค ข ไปให้ท้องถิ่นไป ให้กรม ก็ได้ เขาออกข้อสอบเป็นส่วนกลางมาเพื่อที่จะวัดความรู้ความสามารถของคนที่สามารถ จะมาตอบโจทย์การทำงานให้กับท้องถิ่นได้ ซึ่งมันจะมีความแตกต่างกันกับการไปบรรจุ ข้าราชการในประเภทอื่น ๆ คนคัดเลือกแข่งขันเข้าไปทำงานของท้องถิ่นก็อยากได้คนที่มี ความรู้ความสามารถที่จะไปทำงานให้กับท้องถิ่นได้ และสุดท้ายภาค ค ก็คือให้แต่ละแห่ง ท้องถิ่นแต่ละที่เขามีโอกาสในการคัดเลือกของคนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ต้องการ ตามความต้องการของท้องถิ่น ถ้าทำได้แบบนี้เราจะแก้ไขปัญหาได้ ทั้งเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน ทั้งเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งที่มันเกิดขึ้นเต็มแผ่นดินไปหมด เราจะได้ข้อสอบ กลางที่มันมีมาตรฐานเดียวกันเพื่อที่จะวัดคนเหมือนกันทั้งประเทศ เราจะตอบโจทย์ ของท้องถิ่นให้เขาสามารถที่จะเลือกคนที่จะเข้าไปทำงานให้กับท้องถิ่นได้ อันนั้นเป็น ประการแรก
ประการที่ ๒ ผมไปดูในมาตรา ๕ ของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอสู่สภา ก็เห็นด้วย เห็นด้วยและรู้ดีว่าที่ผ่านมามันมีปัญหาจริง ๆ ในเรื่องของการโอนย้ายข้าราชการ ระดับสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มันเกิดปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นกับผู้บริหารส่วนท้องถิ่นนายกทะเลาะกับปลัด นายกไม่ลง ทำงานคู่กันไม่ได้ กับหัวหน้าส่วนราชการ กับ ผอ. ต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นเราต้องใช้หลักความสมัครใจ ปัญหา ที่ผ่านมาก็คือว่าพอสมัครใจมันไม่สมัครใจกันทั้ง ๒ ฝ่าย ปลายทางบางครั้งก็ไม่สมัครใจ มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาว่าเราไม่สามารถที่จะโยกย้ายข้าราชการที่อยู่ในระดับท้องถิ่นได้ ความขัดแย้งนั้นมันก็ยังคงอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ และที่ไหนก็ตามที่ผู้บริหารที่เป็นฝ่ายการเมือง ขัดแย้งกับผู้บริหารที่มาจากฝ่ายข้าราชการคนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนที่สุดก็หนีไม่พ้น ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ดังนั้นการเขียนกฎหมายข้อนี้ขึ้นมาเห็นด้วยในหลักการเลยว่า ควรที่จะให้มีกลไกในการโอนย้ายข้าราชการตรงนี้ให้มันเกิดผลขึ้นได้ แล้วผมก็เห็นด้วยกับที่บอกว่าถ้าในกรณีที่ไม่สามารถให้โอนย้ายข้าราชการตามความสมัครใจ ได้ให้มีคณะกรรมการกลางข้าราชการขึ้นมาคณะหนึ่ง และให้คณะนี้ล่ะเป็นคนพิจารณา คุณมีเอกสารหลักฐานตรงไหน ทำงานกันไม่ได้ตรงไหน มีความขัดแย้งกันตรงไหน ให้คณะกรรมการกลางตรงนี้เป็นผู้ตัดสินและชี้ขาดไปเลยว่าเอาล่ะคนนี้คุณมีความจำเป็น ต้องย้ายไปอยู่จังหวัดปลายทาง ยกตัวอย่าง ย้ายจากจังหวัดอ่างทองไปอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี จากจังหวัดอ่างทองไปอยู่ที่จังหวัดชัยนาท ไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี เมื่อคณะกรรมการนี้ ชี้ขาดแล้วข้าราชการมีหน้าที่ต้องไป ก็เหมือนกันกับการโอนย้ายปกติทั่วไปของข้าราชการ อธิบดีมีคำสั่ง ปลัดมีคำสั่งมา ข้าราชการเขาก็ต้องโยกย้ายไปตามคำสั่งนั้น แต่น่าเสียดาย นิดเดียว ในวรรคสี่ วรรคห้าของตัวกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๕ เขียนสร้อยท้ายไว้อีกว่า ในกรณีที่คณะกรรมการกลางข้าราชการของ อบจ. ได้มีมติมาแล้วแต่นายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการกลางข้าราชการของ อบจ. ก็คือ มีมติมาแล้วแต่ผู้บริหารไม่ปฏิบัติตามมตินั้นกลับเปิดช่องเอาไว้ ถ้าเขียนแบบนี้ก็แปลว่า เขาไม่ต้องปฏิบัติตามมติก็ได้ ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามมติสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องส่งเรื่องถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยไม่ต้องทำการสอบสวน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการตามที่เห็นสมควร การเขียนแบบนี้หลักการ คือเราอยากจะให้มีการโอนย้ายโดยไม่ต้องทำตามความสมัครใจได้ แต่ดันไปเปิดช่องเอาไว้ บอกถ้าคุณไม่ปฏิบัติตามมตินี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งเรื่องให้ มท. ๑ และให้ มท. ๑ เป็นคน ชี้ขาดอีก คำถามก็คือถ้าเราอยากเขียนกฎหมายแล้วให้มันมีผลตามที่เราต้องการ กล่าวก็คือ มีคณะกรรมการกลางในการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วทำไมถึงต้องไปเปิดช่องให้เขาดื้อต่อคำสั่งของ คณะกรรมการกลาง แล้วต้องไปให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นคนชี้ขาดอีก นี่เป็นข้อห่วงใยที่อยากจะฝากถึงในชั้นของคณะกรรมาธิการ ท้ายที่สุดผมสนับสนุนและ ยืนยันอีกครั้งว่าจะลงมติรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ แต่ในส่วนที่ยังเห็นต่างกันอยู่ใน รายละเอียดนั้นผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นควรที่จะต้องรับ ข้อเสนอจากสมาชิกไป แล้วเอาไปทำงานต่อในชั้นวิสามัญ ขอบคุณท่านประธานครับ