ขจิตร ชัยนิคม หารือเรื่องเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและอีอีซี โดยชี้ว่าใน 7 ปีที่ผ่านมา มีการดำเนินการแต่ไม่มีผลต่อประชาชน และเสนอข้อเสนอ 2 ประการ ได้แก่ การกระจายอำนาจและพื้นที่ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจและพื้นที่ทั่วประเทศ และให้พื้นที่ที่มีความพร้อมในการตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ โดยไม่ต้องใช้ทุนพิเศษจากรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ท่านประธานครับ ท่านผู้แทนราษฎรในเขตอีอีซี หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พูดไปแล้วนะครับ และท่านประธานคงจะแปลกใจว่าผมอยู่อุดรธานี และผมพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ผมจะพูดในฐานะซึ่งเป็นผู้แทนราษฎร แล้วก็ ถอดบทเรียนจากผลการศึกษาทั้งหมดนี้เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการและเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จากการศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการเล่มนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา ๗ ปี การดำเนินการใด ๆ ก็ตามต้องรอมติคณะกรรมการซึ่งผมทราบมาว่า คณะกรรมการนั้นรวมอำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯ คณะกรรมการอีอีซีไม่ได้มีอำนาจที่จะ ดำเนินการอะไรในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเกิดขึ้นในเขต ๓ จังหวัดนี้ เวลาเขียนโครงการ ดำเนินการมา ๗ ปี แรก ๆ ก็ใช้ทุนของรัฐ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท และใช้ทุนของเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจอีก ๑๓๑,๑๑๙ ล้านบาท ตามที่ปรากฏในรายงานนี้ อ่านดูฟังดูแล้วดูดีครับ แต่ว่าเวลานี้ก็รอโครงสร้างพื้นฐาน ๓๗,๐๐๐ ล้านบาทจากรัฐบาล อย่างอื่นยังไม่ค่อยขยับ ตลอดระยะเวลา ๗ ปี ผังเมืองแต่ละจังหวัดเพิ่งอยู่ระหว่างที่จะได้รับอนุมัติ แล้วก็เวลาทำ ผังเมืองจากการสะท้อนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในแต่ละจังหวัดใน ๒-๓ จังหวัดนี้ ก็ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัด จากการถอดบทเรียนในการศึกษาทั้งหมด เล่มนี้ผมมีข้อเสนอจากบทเรียนนี้ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ต้องมีการกระจาย อำนาจ และมีการกระจายพื้นที่ วันนี้ต้องยอมรับว่าโดยเทคโนโลยี โดยสิ่งต่าง ๆ มันได้เจริญ พัฒนาไปแล้ว การที่จะไปทุ่มทุนหรือไประบุจุดใดจุดหนึ่ง และไปกำหนดจากส่วนกลาง ผมใช้คำว่า ส่วนกลาง จะไปกำหนดพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้โดยนโยบายส่วนกลางหรือโดย คณะกรรมการ ซึ่งอยู่ส่วนกลางนั้นมันหมดสมัย ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ของประเทศนี้ ผมจึงมีข้อเสนอในลักษณะกระจายอำนาจ และกระจายพื้นที่ สามารถทำได้อย่างไร ทำได้ครับ จากบทเรียนและข้อสรุปที่เป็นปัญหาต่าง ๆ นี้ทำให้ถอดบทเรียนได้ว่า ๑. ต้องมี คณะกรรมการกระจายอำนาจเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ผมใช้คำว่า พิเศษใหม่ ซึ่งผมได้เสนอ ว่าควรจะจัดตั้งเขตพื้นที่เขตเศรษฐกิจลักษณะพิเศษใหม่ขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่วันนี้ผมเสนอให้ตั้งขึ้นทั่วประเทศ ไม่จำเป็นจะต้องใช้ทุนพิเศษจากรัฐบาล ใช้พื้นที่ที่มี ความพร้อม แล้วก็กระจายอำนาจตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจไปในแต่ละพื้นที่เพื่อให้ เป็นรูปธรรมขอยกตัว เช่น ขณะนี้เทศบาลนครแม่สอดเป็นเทศบาลโดยกิจการชายแดน เป็นเมืองที่โตขึ้นโตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น จนจากตำบลไปเป็นเทศบาลนคร เวลานี้การค้าชายแดน อยู่ตรงนครแม่สอดมีมูลค่าถึง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราทำไมไม่ตั้งเขตเศรษฐกิจ พิเศษใหม่ขึ้นที่เทศบาลนครแม่สอด แล้วดำเนินการให้พื้นที่นั้นมีการตัดสินใจเอง แล้วให้ ลักษณะพิเศษตามกฎหมายที่เคยออกในอีอีซี นี้ไปออกที่นครแม่สอดเขามีพื้นที่ที่ดิน มีปัญหาอย่างไรจะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ควรจะกระจายออกไปทั่วประเทศ ตรงไหน มีความพร้อมกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ขึ้นที่นั่น อย่างเช่นนครแม่สอดนี้ก็จะกลายเป็น สถานศูนย์กลางติดต่อผ่านไปยังพม่า พม่ามีลักษณะพิเศษอย่างไร คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ที่นครแม่สอดรู้จักดี ควรจะดำเนินธุรกิจอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์กับรัฐบาลพม่ากับ กองกำลังพิเศษแต่ละชนเผ่าในพม่า ผ่านไปยังปากีสถานไปยังอินเดีย ประชากรรออยู่ ๑,๖๐๐ ล้านบาท นี่คือตัวอย่างที่ ๑ ตัวอย่างที่ ๒ ที่จังหวัดอุดรธานีเวลามีขยายเศรษฐกิจ มีความพร้อมมากมาย เทศบาลนครอุดรธานีอยู่ใกล้ ๆ เทศบาลนครอุดรธานี มีนิคม อุตสาหกรรมของเอกชน วันนี้พ่อค้าจีนหลั่งไหลลงมาเช่าพื้นที่เพื่อรับการขยายตัวทาง เศรษฐกิจแล้วทำไมไม่ตั้งจังหวัดอุดรธานีเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขามีลักษณะพิเศษอย่างไร เอาความพิเศษนั้นมาแล้วก็เข้าไปส่งเสริม BOI มีกฎหมายส่งเสริมอย่างไร เข้าไปขยายให้ อุดรธานีเป็นนครเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ทำนองเดียวกันที่สกลนคร ที่นครพนม ที่ขอนแก่น ที่นครราชสีมา ก็มีที่นครปัตตานีในเขตนั้นก็สามารถจะดำเนินการเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษใหม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเสนอจากการศึกษาและการถอดบทเรียนในการศึกษา รายงานนี้ ขอบคุณครับ