ธนกร ศรีสุขใส แสดงความขอบคุณต่อข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาฯ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมยืนยันความพร้อมในการนำข้อเสนอแนะไปพัฒนาประสิทธิภาพของกองทุนเพื่อสร้างสื่อดี ๆ และกล่าวถึงการประเมินผลกระทบเชิงคุณภาพตามแนวทางที่เสนอ ธนกร ศรีสุขใส ชี้ประเด็นการประเมินโครงการขนาดใหญ่แยกต่างหาก และเสนอให้กองทุนสนับสนุนการสร้างสื่อเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ธนกร ศรีสุขใส อธิบายที่มาของงบประมาณกองทุนปี ๒๕๖๐-ปัจจุบัน และชี้แจงเกณฑ์การพิจารณาโครงการที่ได้รับทุนโดยเน้นความสมเหตุสมผลกับขอบเขตงาน ธนกร ศรีชุนใส หารือเรื่องกองทุนสื่อและเสนอแนวทางแก้ไขข้อบังคับเพื่อสร้างโอกาสเข้าถึงทุนอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อและการป้องกันมิจฉาชีพในกลุ่มเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ เป็นความรู้สึก ที่อยากจะเรียนว่าเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะที่ผมรู้สึกใจฟูนะครับ เพราะว่าเป็นข้อเสนอแนะ ที่ผมคิดว่าตรงใจคนทำงาน ตรงใจพวกเรานะครับ และในข้อเสนอแนะของทุกท่านก็เต็ม ไปด้วยการให้กำลังใจ การให้โอกาสแล้วก็แนะแนวทางดี ๆ และหลายท่านพูดถึงเรื่อง ความสำคัญของสื่อในชีวิตประจำวัน ซึ่งผมขอใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวแลกเปลี่ยนว่าทุกวันนี้ เราอยู่กับโลกสื่อสังคมออนไลน์จริง ๆ ประเทศไทยด้วยความที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเราก็สูงมาก อันนี้เราต้องภูมิใจ เรามีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่เกือบจะถึง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด แล้วก็มีชั่วโมงเฉลี่ยในแต่ละวันในการอยู่กับ มือถือที่หลายท่านบอกว่าอยู่มากจนเกินไปหรือเปล่า ก็ตั้งแต่ ๑๑-๑๒ ชั่วโมง สูงอายุหน่อย เมื่อก่อนก็ ๓-๔ ชั่วโมง เดี๋ยวนี้บางทีก็ ๖ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นชีวิตมันถูกขับเคลื่อนโดยข้อมูล ข่าวสารในโลกสื่อสังคมออนไลน์ แล้วก็เป็นสิ่งที่หลายท่านก็เชื่อตรงกันว่าถ้าเราสามารถทำให้ เกิดสื่อดี ๆ มันก็จะช่วยสังคมได้เยอะ อันนี้เป็นสิ่งที่กองทุนได้ตระหนักอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ ข้อเสนอของท่านผมคิดว่าเราจะสามารถนำไปพัฒนางานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมขออนุญาตไปนิดหน่อยของสมาชิกแต่ละท่านนะครับ
ท่านแรก ท่านพรรณสิริ ท่านก็เมตตากองทุนมาโดยตลอด ได้มีโอกาสไปชม ภาพยนตร์ของจริงด้วย แล้วท่านก็ย้ำมาตั้งแต่ต้นว่าของเก่ากับของใหม่ต้องไม่ทิ้งกัน และต้องใช้ ความทันสมัยในการทำเรื่องสื่อที่จะสามารถเข้าถึงในวงกว้าง ท่านยังได้พูดถึงเรื่องของ การประเมินผลกระทบในเชิงคุณภาพ อันนี้กองทุนก็คิดหนักอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มั่นใจว่า เราจะทำให้ได้ ซึ่งวันนี้เราก็เริ่มที่จะสร้างกลไกและเครื่องมือในการที่จะสร้างวัดผลกระทบ ของสื่อที่ผลิตออกไปแล้วนะครับ
ท่านประเสริฐพงษ์ ท่านมีประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากก็คือว่า ทุนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ๕ ล้านบาท ๙ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น ควรจะ มีการประเมินแยกจากการประเมินผู้รับทุนทั่วไปไหม ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นประโยชน์ แล้วก็ กองทุนนี้ก็จะรับข้อเสนอแนะนี้ไว้ไปดำเนินการ ส่วนเรื่องของการทำนำเสนอข้อมูลที่จะให้มี ความเข้าใจได้ง่ายขึ้นก็ขอรับไปเช่นกันนะครับ
ท่านอดิศร เพียงเกษ ก็ตรงใจผมเหมือนกันว่าเราต้องสร้างสื่อที่สามารถ พัฒนาประชาธิปไตยไปด้วย ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่เรากำลังเริ่มทำแผนงบประมาณอยู่ ผมเรียนไว้ ตรงนี้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้มีโอกาสไปหารือกับทางสถาบันพระปกเกล้า แล้วบอกว่าถ้ากองทุน จะทำโครงการที่จะไปทำกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนให้สร้างสื่อเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กองทุนพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพหลักร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ข้อสังเกตของท่านผมเรียนไว้ตรงนี้ว่าไม่สูญเปล่าแน่นอนนะครับ
ท่านวิทยา แก้วภราดัย ก็เป็นท่านหนึ่งที่ผมติดตามงานของท่านมาโดยตลอด แล้วก็ถือว่าเป็นคนที่ให้คำชี้แนะทั้งในทางสาธารณะแล้วก็ด้วยความที่เป็นคนจังหวัดเดียวกัน ก็เรียนท่านว่าท่านถามเรื่องว่าปี ๒๕๕๙ เรียนท่านอย่างนี้ว่าทุนของกองทุนนี้คิดตัวเลข กลม ๆ เลยว่ามันไม่เหมือนหน่วยงานอื่นเลย เราได้ปีหนึ่ง ๕๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ปี ๒๕๕๙ นี้คิดว่าน่าจะเป็นงบเริ่มจัดตั้งสำนักงานซึ่งเป็นที่เช่า แล้วก็มาเริ่มได้เงินจริง ๆ ในการจัดสรรเพื่อให้การให้ทุนก็คือปี ๒๕๖๐ ถ้านับตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ก็นับมาทุกปี ปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๖๑ ยังคร่อมอยู่นิดหนึ่งตอนนั้นผมยังไม่เข้ามา แต่ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันก็คือปีละ ๕๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ เลย ไม่เพิ่ม ไม่ลด ทีนี้พูดถึงการให้ทุน เล่าให้ฟังอย่างนี้นิดหนึ่งว่าทุกปีที่เราเปิดรับข้อเสนอโครงการ อย่างปีล่าสุดมียื่นข้อเสนอเข้ามา ๑,๑๗๓ โครงการ วงเงินที่ขอเข้ามา ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทุกปีก็จะขอมา ๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖,๐๐๐ ล้านบาท เวลาพิจารณาจริง ๆ เราก็ไม่ได้กำหนดว่าโครงการไหนจะต้องได้เท่าไร หรือประเภทไหนต้องได้เท่าไร จะดูที่ข้อเสนอของโครงการแต่ละโครงการ ถ้าขอมาเป็น โครงการเล็ก ๆ ก็จะดูว่าเนื้องานหรือขอบเขตงานมันมีความสมเหตุสมผลกับงบประมาณ ที่ใช้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นโครงการที่ได้รับงบประมาณจากกองทุนก็จะมีตั้งแต่เดิมเคยมี หลักหมื่นด้วย ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท เราเคยให้ทุนเหมือนกัน แล้วก็สูงสุดตั้งแต่ตั้งกองทุนมา ก็คือสูงสุดในโครงการเดียวก็คือ ๓๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นที่ตัวเลขในการได้ทุนจริง ๆ ข้อเสนอที่เขาขอมา ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท เราก็จะให้ได้ในวงเงินที่กำหนดก็คือ ๓๐๐ ล้านบาท ใน ๕๐๐ ล้านบาท กองทุนก็ดำเนิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็นการบริหารจัดการ แล้วก็ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กองทุนต้องดำเนินการเอง เพราะว่ายุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ด้าน อย่างที่เรียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าเราไม่สามารถที่จะทั้งหมดมอบให้กับผู้รับทุนได้
ท่านต่อไป ท่านอภิสิทธิ์ท่านอยากเห็นบทสรุปผู้บริหารที่มันยึดโยงกับ รายละเอียดทั้งหมด อันนี้ผมจะขอน้อมรับไว้ แล้วก็เรื่องของรายละเอียดของโครงการ ที่จะต้องมีความชัดเจนมากขึ้น
ท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ตรงใจมากเลย ๕ ข้อ ข้อเสนอแนะของท่าน พื้นที่สำหรับสื่อภูมิภาค อันนี้เป็นความพยายามที่กองทุนพยายามมาก ๆ เลย เริ่มตั้งแต่ กระบวนการต้นน้ำ ต้นน้ำก็คือว่าเราจะลงไปจัดกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายในภูมิภาค ไปสอนว่าอยากจะทำงานร่วมกับกองทุนนี้เริ่มตั้งแต่ว่ามาอบรมกับเราก่อน อบรมกับเรา ก็ง่าย ๆ เลยให้เขาได้เห็นว่าวิธีในการเขียนโครงการที่จะขอทุนต้องทำอย่างไร เอาคนที่เคย เขียนโครงการแล้วและประสบความสำเร็จ และบางคนก็ได้อย่างต่อเนื่อง แล้วเขาบอกเลยว่า เขาจับจุดอย่างไร ผลงานเขาเป็นอย่างไรก็ไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้ เวลาเราเปิดรับทุน เราก็ดูเหมือนกันว่าข้อเสนอที่มาจากภูมิภาคต่าง ๆ นั้นมันมีสัดส่วนประมาณเท่าไร แต่ว่า บางทีก็อาจจะได้ตามเป้าบ้าง ไม่ได้ตามเป้าบ้าง สิ่งที่กองทุนจะทำในโอกาสต่อไปก็คือว่า จะลงไปดูในระดับพื้นที่แล้วก็กำหนดเป็นการให้แบบในลักษณะที่เหมือนกับลงไปใน รายจังหวัดเลย นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมล่าสุดกองทุนถึงพยายามที่จะออกข้อบังคับว่าการให้ทุน ในลักษณะอุดหนุนเพื่อสร้างให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสเข้าถึงทุนของกองทุนได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาคและเป็นธรรม ก็ต้องขออภัยว่าไม่สามารถที่จะตอบรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่ก็เรียน ให้ทุกท่านได้สบายใจว่ากองทุนรับรู้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็เรื่องของการที่จะทำให้สื่อมีบทบาทสำคัญต่อสังคม ซึ่งเราเน้นอยู่ ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง ก็คือเรื่องทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ ทักษะในการใช้ชีวิตในโลกสื่อสังคมออนไลน์ที่จะ ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่ง ณ วันนี้ตัวเลขข้อมูลก็คือว่าคนที่ ตกเป็นเหยื่อ ในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะถูกหลอกหรือถูกโกง ถูกหลอกให้โอนเงินจะมีอยู่ ๒ กลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มเป้าหมายแรกก็คือกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งด้วยความที่เขาอาจจะ ขาดความรอบคอบ เพราะฉะนั้นในกลุ่มนี้ก็จะเป็นเหยื่อหรือเป้าหมายของการหลอกลวง ขายสินค้าที่ไม่ตรงปกเป็นจำนวนสัดส่วนที่สูงมาก ส่วนผู้สูงอายุอันนี้คือจะถูกหลอกในเรื่อง ของการโอนเงิน ซึ่งเราก็พยายามมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะไปต่อเติมเสริมหรือว่าเติมเต็ม เพื่อที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทั้งสองกลุ่ม ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ข้อเสนอ ของท่านผมก็จะไปสังเคราะห์ออกมาเป็นประเด็นที่ละเอียด แล้วก็จะเผยแพร่ให้ทาง สาธารณะได้รับทราบ รวมถึงก็จะนำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงการทำงานของ กองทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณครับ