ญาณธิชา บัวเผื่อน หารือเรื่องข้อกำหนดการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของจีนที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน โดยระบุว่ามาตรการใหม่ให้สุ่มตรวจทั้งผลลำไย (เปลือกและเนื้อ) ทำให้ล้งไม่สามารถปฏิบัติตามได้ และชี้แจงถึงสถิติส่งออกมูลค่าสูงเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขข้อขัดแย้งก่อนกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนลำไยภาคตะวันออก
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน ก่อนอื่นเลยดิฉันขอขอบคุณท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นอย่างสูงที่ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย ในภาคตะวันออก และได้กรุณามาตอบกระทู้ของดิฉันในวันนี้ค่ะ ท่านประธาน กระทู้ที่ดิฉัน จะถามท่านรัฐมนตรีในวันนี้เป็นเรื่องของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยภาคตะวันออก ล้งและผู้ประกอบการส่งออก เป็นกังวลและตระหนกตกใจกันเป็นอย่างมากเพราะกลัวว่า ลำไยจะส่งออกไปจีนไม่ได้ ซึ่งจะทำให้กระทบเดือดร้อนกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจีนได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดเรื่องการตรวจวัด สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยที่จะส่งออกไปประเทศจีนอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่ได้ แจ้งล่วงหน้าและไม่มีการหารือร่วมกันกับประเทศไทย จากเดิมตามพิธีสารไทย-จีน กำหนดว่า ปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในเนื้อจะต้องมีค่าไม่เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม หรือไม่เกิน ๕๐ มิลลิกรัมต่อ ๑ กิโลกรัม แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจีนตั้งข้อกำหนดใหม่ว่าจะมีการสุ่มตรวจ ตัวอย่างลำไยทั้งบริเวณท้ายตู้ กลางตู้ และในตู้ ตามระบบที่กำหนด แล้วนำตัวอย่างลำไย ส่งห้องปฏิบัติการของศุลกากรจีน ซึ่งห้องปฏิบัติการจะทำการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทั้งผล คือนำเปลือกและเนื้อมาปั่นรวมกันแล้วตรวจวิเคราะห์ โดยปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตกค้างสูงสุดจะต้องไม่เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม โดยมีระยะเวลาการตรวจ ๓-๗ วัน ในระหว่างที่ รอผลให้สามารถนำตู้ลำไยออกจากด่านได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้ขายจนกว่าผลตรวจจะ ตรวจผ่าน ท่านประธาน Keyword อยู่ตรงที่ว่าปั่นรวมกันทั้งเปลือกและเนื้อแล้วให้เอามา ตรวจรวมกันไม่เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม ซึ่งล้งยืนยันว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้ แต่ว่าถ้าเกิดว่าจะตรวจ เฉพาะในเนื้อไม่เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม แบบเดิมล้งก็สามารถทำได้ ดิฉันขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย เผื่อว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมลำไยต้องอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ล้งอบ สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อยืดอายุและรักษาคุณภาพของลำไย ทำให้ลำไยมีผิวเหลืองสวย เนื้อของลำไยยังคงขาวใสไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล อยู่ได้นานหลายวันไม่เป็นรา ไม่เน่าเสียก่อน ถึงมือผู้บริโภค หากว่าอบบางไปจะทำให้ลำไยเน่าเสียในระหว่างการขนส่ง และเมื่ออบแล้ว สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ส่วนใหญ่จะตกค้างอยู่ที่เปลือก นั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้เวลาที่เรา ถูกตรวจแบบทั้งผลไม่เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม ล้งจึงไม่สามารถทำได้ ดิฉันอยากให้ทุกท่าน ได้รับทราบถึงสถิติปริมาณผลผลิตและมูลค่าการส่งออกของลำไย จะได้พอเห็นภาพว่า พวกเราจะได้รับผลกระทบมากขนาดไหนหากว่าส่งออกไม่ได้ ท่านประธาน ในปี ๒๕๖๗ ปริมาณผลผลิตลำไยทั้งประเทศอยู่ที่ ๑,๔๒๐,๐๐๐ ตัน โดยไทยส่งออกลำไยทุกประเภท ทั้งผลสด แช่แข็ง และอบแห้งไปทั่วโลกอยู่ที่ ๖๔๗,๐๐๐ ตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ ประมาณ ๒๗,๕๐๐ ล้านบาท หากดูเฉพาะลำไยที่เป็นผลสด ไทยส่งออกไปทั่วโลกอยู่ที่ ๕๒๘,๐๐๐ ตัน มูลค่าส่งออกราว ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และในส่วนของผลสดเป็นการส่งออก ไปประเทศจีนอยู่ที่ ๓๗๑,๐๐๐ ตัน มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ ๑๔,๓๐๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๖๘ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้มีการประมาณการผลผลิตลำไยไว้ที่ ๑,๕๕๐,๐๐๐ ตัน และเป็นลำไยในภาคตะวันออกโดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นลำไย เพื่อการส่งออกอยู่ที่ ๔๕๖,๐๐๐ ตัน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว ณ ตอนนี้ ท่านประธานคะ ลำไย ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตันนี้ที่กำลังจะเป็นปัญหา เพราะว่าอาจจะไม่สามารถส่งออกได้ถ้าจีน ขอตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์แบบทั้งผล มาตรการของประเทศจีนที่เปลี่ยนแปลง ข้อกำหนดการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างกะทันหันและไม่เป็นไปตามพิธีสารที่ตกลง กันไว้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการลำไย ดิฉันได้ประชุมร่วมกับล้งและผู้ประกอบการ ส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนแล้วก็ประเมินกันว่าแม้ว่าจีนจะทำการสุ่มตรวจ ไม่ได้ตรวจ ทุกตู้เหมือนอย่างตอนที่ตรวจสาร BY2 ในทุเรียน แต่ลำไยที่ส่งออกไปอาจจะถูกสุ่มตรวจ แล้วพบว่ามีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกิน ๕๐ พีพีเอ็มได้ แล้วก็ส่งผลทำให้ลำไยถูกตีกลับมา ดิฉันขอยกเคสตัวอย่างที่ได้คุยมาให้ท่านประธานได้ฟัง ในช่วงที่ผ่านมาล้งแห่งหนึ่งก็ส่งลำไย ไปแล้ว ๔๐ ตู้ แต่เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกตีกลับมา ๑ ตู้ ดิฉันก็ถามว่าทำไมถึงถูก ตีกลับมา เขาก็บอกว่าเนื่องจากว่าเป็นช่วงที่จีนเปลี่ยนการตรวจวิเคราะห์เป็นแบบตรวจ ทั้งผล ก็เลยทำให้ตรวจแล้วมีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม แต่ก่อนหน้านี้ ๓๙ ตู้ ไม่มีปัญหาเลยเนื่องจากว่าจีนก็ยังตรวจแบบเดิมอยู่คือตรวจเฉพาะในเนื้อ ผลการตรวจก็เลย ไม่เกิน อย่างที่ดิฉันย้ำไปตอนแรกว่าสิ่งที่ล้งเป็นกังวลก็คือการที่จีนให้ตรวจทั้งผลไม่เกิน ๕๐ พีพีเอ็ม การตรวจแบบนี้แล้วหวังว่าจะไม่เกินก็คือต้องไม่อบเลย เพราะว่าอบไปนิดเดียว ก็เจอแล้ว ถ้าเกิดว่าลดปริมาณการอบให้บางลงกว่าเดิมหรือว่าไม่อบเลยก็ไม่สามารถที่จะ ทำได้ เนื่องจากว่าจะทำให้ลำไยเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภคที่จีนแน่นอนค่ะ ในสถานการณ์ปกติจะมีระยะเวลาจากล้งไปถึงหน้าด่านที่จีนประมาณ ๓-๔ วัน จากหน้าด่าน ไปตลาดที่ใกล้ที่สุดก็ประมาณ ๓ วัน รวม ๆ แล้วจะใช้ระยะเวลาในการขนส่งรวมประมาณ ๗ วัน แต่เมื่อถูกสุ่มตรวจก็อาจจะต้องรอผลตรวจเพิ่มไปอีก ๓ วัน ทำให้เป็น ๑๐ วันแล้ว ยังไม่นับว่าอาจจะต้องมีเวลาสำหรับวางขายที่ตลาดที่จีนด้วย ซึ่งถ้าเกิดว่าไม่อบเลยก็จะทำให้ ลำไยอาจจะเน่าเสียหายได้ เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่แน่ใจว่าลำไยจะส่งออกไปได้หรือไม่ จะถูกตีกลับไหม จึงส่งผลให้ล้งส่วนใหญ่ชะลอการจ่ายเงินมัดจำรอบสอง หลังจากที่ได้วางเงิน มัดจำจองสวนไปแล้วก่อนหน้านี้ และตอนนี้ยังไม่มีการทำสัญญาล่วงหน้าเพิ่มเติม ทำให้ ชาวสวนไม่มีเงินไปซื้อปุ๋ย ยาบำรุงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ลำไยอาจมี ขนาดเล็กและมีคุณภาพต่ำลง สถานการณ์นี้ทำให้ราคาลำไยในภาคตะวันออกที่เคยทำสัญญา ซื้อขายล่วงหน้าเอาไว้ กิโลกรัมละประมาณ ๓๐ บาท ตอนนี้ล้งมาขอลดราคาเหลือประมาณ กิโลกรัมละ ๒๒ บาทเท่านั้น และหากล้งตัดสินใจหยุดซื้อจริง ๆ ราคาก็อาจจะลดลงเหลือ เพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาทเท่านั้นเอง ชะตากรรมของลำไยภาคตะวันออกที่ตอนแรกดูก็ทำท่า จะไม่ดีอยู่แล้วเนื่องจากว่าประสบปัญหากับเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจาก แรงงานกัมพูชากลับประเทศไปหมด ยังมาถูกซ้ำเติมด้วยปัญหานี้อีก เหมือนกับถูก เคราะห์ร้าย ๒ เด้ง และถ้าหากแก้ไขปัญหาไม่ได้คงมีสภาพไม่ต่างจากลำไยในภาคเหนือ ที่กิโลกรัมละประมาณ ๓ บาท ๕ บาท สุดท้ายแล้วพี่น้องชาวสวนลำไยอาจจะต้องขาดทุน ยับเยิน ไม่มีเงินจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. ไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ที่เครดิตร้านปุ๋ย ยาเอาไว้ ไม่มีเงินให้ลูกไป โรงเรียน ติดหนี้ติดสินหนักเข้าไปอีกนะคะ
ท่านประธานขออีกนิดเดียวค่ะ และจะเข้าสู่คำถามแล้วนะคะ ประเด็นที่ สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะย้ำก็คือเรื่องของเงื่อนไขด้านเวลา เรื่องนี้ไม่เหมือน เรื่องทุเรียน เนื่องจากว่าดิฉันจำได้ว่าครั้งแรกที่ดิฉันตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง BY2 ไป ตอนนั้นเหลือเวลาที่จะเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยว ของทุเรียนอีก ๔ เดือน ยังพอมีเวลาเหลือให้ทำงาน แต่ลำไยจีนประกาศปุ๊บก็ถึงช่วงฤดู การเก็บเกี่ยวพอดี อย่างเดือนนี้เดือนสิงหาคมก็เป็นช่วงต้นฤดูมีลำไยหลายพันตันแล้ว เดือนหน้าเดือนกันยายนก็หลายหมื่นตันแล้ว เราไม่มีเวลาให้ตั้งตัว ต้องเร่งจัดการปัญหานี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการณ์ ดังนั้นคำถามแรกที่ดิฉันจะถามท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ท่านมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ท่านทำอะไรไปแล้วบ้าง แล้วก็วางแผนจะไป เจรจากับประเทศจีนเร็วที่สุดได้เมื่อไร จะเอาอะไรไปเจรจากับประเทศจีน อันนี้เป็นคำถามแรก ขอบคุณค่ะ