พริษฐ์ วัชรสินธุ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา และเสนอแนวทางช่วยเหลือประชาชนในศูนย์อพยพ โดยแบ่งเป็น 3 เป้าหมายหลัก พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้ปัญหาการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ที่ยังใช้ประโยชน์ได้จำกัด และเรียกร้องให้จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงปัญหาการอพยพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเนื่องจากกังวลเรื่องวัวควาย และเสนอให้ขยายเพดานเยียวยาหรือใช้ระบบประกันภัยเพื่อแก้ปัญหา พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างเงินบริจาคกับงบประมาณรัฐในการดูแลศูนย์อพยพ โดยตั้งข้อสังเกตว่าจังหวัดอุบลราชธานีได้รับเงินทดรองราชการน้อยมากเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น และวิพากษ์วิจารณ์ความน่าเชื่อถือของคำยืนยันเรื่องการเบิกจ่ายที่ล่าช้า พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งคำถามถึงความล่าช้าในการเบิก
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ผมขอเริ่มต้นกระทู้สดต่อทางรัฐมนตรีในวันนี้ด้วยการแสดงความเสียใจ กับครอบครัวผู้สูญเสียทุกคนจากเหตุการณ์การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วก็ ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน แล้วก็ทหารแนวหน้าในการทำเต็มที่เพื่อคุ้มครอง ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน แล้วก็เร่งคืนความปกติให้กับสังคมเราโดยเร็ว เมื่อต้นสัปดาห์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทาง ครม. นั้นมีมติออกมาชัดเจนในการอนุมัติ กรอบเงินเยียวยาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐแล้วก็ประชาชนที่สูญเสียชีวิตหรือว่าบาดเจ็บออกมา รายละ ๔๐๐,๐๐๐-๑๐ ล้านบาทครับ แต่วันนี้ผมอยากจะขออนุญาตเป็นตัวแทนของ พรรคประชาชนและตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการตั้งกระทู้ถึงรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทาง ในการช่วยเหลือประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ที่อาจจะไม่ได้ถูกผลกระทบรุนแรงถึงขั้น สูญเสียชีวิตหรือว่าได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย แต่ก็ถูกผลกระทบเช่นกันจากสถานการณ์ การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นั่นก็คือประชาชนในศูนย์อพยพหรือว่าประชาชน ในพื้นที่ที่ต้องมีการอพยพ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตรวบรวมข้อเสนอที่ตัวผมเอง เพื่อนสมาชิก แล้วก็ทีมงานของพรรคประชาชนนั้นได้รวบรวมมาในพื้นที่เพื่อมาสะท้อน ปัญหา เสนอแนะทางออกแล้วก็มารับฟังแนวทางในการแก้ไขปัญหาของทางรัฐบาลในวันนี้ โดยผมจะขออนุญาตแบ่งกระทู้สด ๓ รอบ ออกเป็น ๓ เป้าหมายที่ผมอยากจะให้รัฐบาลนั้น ยึดถือในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในรอบแรกอยากจะสอบถามเกี่ยวกับแนวทางใน เป้าหมายที่ ๑ ครับ นั่นคือการคุ้มครองความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในช่วงเวลา ที่ต้องมีการอพยพ สำหรับเป้าหมายนี้ผมมี ๓ ประเด็นคำถามด้วยกันที่อยากจะสอบถาม ทางท่านรัฐมนตรี
ประเด็นคำถามที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องการแจ้งเตือนประชาชนให้อพยพ เราเข้าใจ กันดีว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่เราชะล่าใจไม่ได้ แล้วประชาชนก็มีสิทธิแล้วก็ มีความจำเป็นที่ต้องเข้าถึงข้อมูลสำคัญเรื่องความปลอดภัยอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ก็สะท้อนให้ฟังว่าเขามักจะติดตามข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อาสาในพื้นที่หรือว่า Page ทางการของทางจังหวัดซึ่งต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีบางกรณีที่ก็อาจจะมีข้อมูลที่กระจัดกระจายไปบ้าง แล้วก็มีบางกรณีที่อาจจะไม่สามารถ ตามทันข่าวปลอมหรือว่าข่าวลือที่เผยแพร่ใน Social Media ด้วย แต่ในทางกลับกันมันเป็น เรื่องน่าเสียดายว่าการแจ้งประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นการแจ้งข้อความ ตรงไปที่มือถือของพี่น้องประชาชน ทำให้เรามั่นใจได้ว่าข้อความ ข้อมูลดังกล่าวเข้าถึง ประชาชนจริง ผมเพิ่ง Check ในการประชุมกรรมาธิการเมื่อเช้านี้ ได้รับคำชี้แจงจากทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเพิ่งมีการใช้แจ้งเตือนไปแค่ ๑ วันเท่านั้น คือวันที่ ๒๔ สิงหาคม โดยใช้ใน ๓ จังหวัด ๆ ละ ๑ ครั้งเท่านั้น ดังนั้นในประเด็นคำถามข้อแรกเกี่ยวกับการ แจ้งเตือน อยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่าเรามีแนวทางจะใช้ประโยชน์จากระบบ Cell Broadcast มากขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ผมเข้าใจจาก คำชี้แจงหน่วยงานเมื่อเช้านี้ในการประชุมว่าปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ว่าระบบไม่พร้อม แต่สิ่งที่ ไม่พร้อมคือการดึงข้อมูลจากต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพหรือหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเอาข้อมูลดังกล่าวเข้ามากลั่นกรองแล้วก็สื่อสารกับประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast ทำให้ประเด็นนี้ผมมี ๒ คำถามเจาะจงนะครับ คำถามที่ ๑ คือทางท่านรัฐมนตรีนั้น จะดำเนินการให้มีการจัดทำเอสโอพีหรือมาตรฐานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขั้นตอนในการ ดึงข้อมูลจากต้นทางและนำมาใช้ในระบบ Cell Broadcast เมื่อไร และคำถามที่ ๒ คือว่า ในระหว่างทางที่ยังไม่มีเอสโอพีท่านจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ Cell Broadcast ได้ตั้งแต่วันนี้
ประเด็นคำถามที่ ๒ คือการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในการอพยพ เพราะว่าเมื่อมีการแจ้งเตือนแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นอาจจะมีความไม่ปลอดภัย สิ่งสำคัญ ที่ตามมาคือทำอย่างไรให้ประชาชนนั้นตัดสินใจอพยพไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ในประเด็นนี้ ต้องยอมรับตรงไปตรงมาเช่นกันว่าประชาชนจำนวนหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงภัยนั้นตัดสินใจไม่ย้าย ออกจากบ้าน เพราะเขากังวลเรื่องของวัวควายที่เขาเลี้ยงที่บ้านที่มีมูลค่าหลักหมื่นหลักแสน โดยมาตรการปัจจุบันผม Check ล่าสุดก็ยังจำกัดเรื่องการเยียวยาวัวควายที่สูญหายไว้ที่ ๕ ตัวต่อคน ซึ่งต้องยอมรับว่าถ้าไปดูสถิติจะเห็นว่าต่ำกว่าจำนวนวัวควายที่คนนั้นเลี้ยงจริง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างจังหวัดสุรินทร์เป็นต้น ประเด็นนี้ความจริงผมได้มีการหารือในสภา ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแล้วนะครับ พยายามจะเสนอแนะให้รัฐบาลนั้นพิจารณาในการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวโดยการขยายกรอบเพดานหรือว่าข้อจำกัดที่ ๕ ตัวต่อคน หรืออาจจะใช้ วิธีการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยวัวควายให้กับวัวควายทุกตัวของเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ประชาชนนั้นตัดสินใจอพยพได้อย่างสะดวกใจมากขึ้นในจังหวัดชี้เป็นชี้ตาย ดังนั้น ประเด็นคำถามในข้อนี้ผมแค่มาทวงงานครับว่าผมหารือไปแล้ว ๑ สัปดาห์มีความคืบหน้า อย่างไรบ้างในการแก้ไขปัญหานี้
ส่วนประเด็นคำถามที่ ๓ ซึ่งจะเป็นประเด็นคำถามสุดท้ายในรอบแรกนี้ครับ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชนที่ศูนย์อพยพ ต้องยอมรับว่าน้ำใจของคนไทย ที่ไหลเข้ามาในรูปแบบของเงินบริจาคและสิ่งของบริจาคนั้นทำให้เราสามารถบรรเทาวิกฤติ ที่เกิดขึ้นได้ไปในระดับหนึ่ง แต่ผมก็หวังว่าในฐานะนักการเมือง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เราจะไม่ทำให้น้ำใจที่ดีของคนไทยนั้นมาทำให้เราหลงลืมหรือปล่อยปละละเลย ความจริงอันน่ากลัวมากของระบบราชการไทย นั่นคือความจริงที่ว่าแม้ประเทศเผชิญ สถานการณ์วิกฤติขนาดนี้ แต่เรากลับค้นพบว่างบประมาณทั้งหมดที่ถูกใช้ในการจัดตั้งและ ดำเนินการศูนย์พักพิงในช่วง ๓-๕ วันแรกนั้น มาจากเงินบริจาคและเงินของท้องถิ่นทั้งหมดเลย เมื่อวานข้อมูลจากทางคณะกรรมาธิการการปกครองก็ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่าแม้วันนี้ ส่วนกลางได้มีการอนุมัติเงินทดรองราชการไปแล้วให้กับจังหวัด จังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเงินงบประมาณดังกล่าวนั้นตกอยู่ในพื้นที่มากน้อยหรือเร็วช้าแค่ไหนนั้นก็มีความ แตกต่างกันมากพอสมควร ถ้าเราไปดูข้อมูลอย่างที่เผยแพร่ในข่าวสารสาธารณะตลอด เมื่อวานเย็นนี้เราจะเห็นว่าบางจังหวัด อย่างจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ มีการเบิกจ่าย ไปแล้ว ๔๗ ล้านบาท แล้วก็ ๕๕ ล้านบาท ตามลำดับ แต่พอเราไปดูในกรณีของอุบลราชธานี อย่างที่หลายท่านทราบดี มีการเบิกจ่ายไปเพียงแค่ ๕๕,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเอง ซึ่งแน่นอน ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่าหากเราไม่สามารถเชื่อมั่นคำพูดที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัด อุบลราชธานีได้ Phone-in เข้ามา แล้วยืนยันในสภาแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าไม่มีปัญหา ในการเบิกจ่ายได้ แล้วที่ท่านรัฐมนตรีนำมาอ้างในสภาแห่งนี้ ต่อไปนี้เราจะเชื่อคำพูดอะไร จากรัฐบาลได้อีกบ้าง ในประเด็นนี้ผมเลยมีคำถามอยู่ ๒ ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน
ข้อ ๑ อยากจะฟังว่าในกรณีของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเมื่อเช้าก็ได้ทราบข่าว ว่าอาจจะมีการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดไปที่ส่วนอื่นแล้ว อยากจะทราบว่าตกลงแล้วสาเหตุ ที่ทำให้เกิดการเบิกจ่ายในจำนวนที่น้อยขนาดนี้เกิดขึ้นจากอะไรครับ อยากจะทราบว่า ความไม่มีประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายตรงนี้ได้สร้างความเสียหาย ความลำบากให้กับ ประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีไปมากแค่ไหนแล้ว และอยากจะสอบถามว่าถึงแม้ท่านจะ ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีไปแล้ว แต่ในฐานะส่วนกลางที่ต้องกำกับดูแลการทำงาน ของผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านจะรับผิดชอบอย่างไรครับต่อความผิดพลาดตรงนี้ ท่านจะ รับผิดชอบอย่างไรต่อความผิดพลาดของการที่ท่านไม่พยายามจะวางแนวทางเพื่อไปเพิ่ม ความมั่นใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดสามารถเบิกจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และท่าน จะรับผิดชอบอย่างไรต่อความผิดพลาดที่ท่านไปฟังแค่เสียงของข้าราชการที่มายืนยัน ในสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แทนที่จะฟังเสียของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่สะท้อนผ่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วปล่อยระยะเวลามายาวนานถึง ๑ สัปดาห์ ทำให้ปัญหานี้ยังคง เกิดขึ้นอยู่ แล้วจนเรื่องมาแดงในคณะกรรมาธิการการปกครองเมื่อวาน แทนที่ท่านจะเอาข้อ ทักท้วง ข้อเสนอแนะของผู้แทนราษฎรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เห็นถึงความเป็นจริงนั้นได้ เร็วกว่านี้
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ต้องถามในเรื่องนี้คือในภาพใหญ่ครับ ผมเข้าใจว่า การบริหารจัดการงบประมาณในพื้นที่ตอนนี้มี ๓ แหล่งด้วยกัน ก็คือเงินทดรองราชการ ที่ส่วนกลางอนุมัติ เงินของท้องถิ่น แล้วก็เงินบริจาค ผมอยากจะสอบถามว่านโยบายของ รัฐบาลชุดนี้จัดเรียงลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณ ๓ ก้อนนี้อย่างไร มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่จะบอกว่าให้ไปพึ่งเงินบริจาคของพี่น้องประชาชน และเงินที่ ท้องถิ่นต้องควักเองออกมาก่อนจากเงินสะสมของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มีเงินทดรองราชการ ที่ส่วนกลางอนุมัติมาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นท่านจะมีแนวทางอย่างไร เพื่อทำให้เงินที่เข้ามา ทางบริจาคนั้นถูกใช้อย่างโปร่งใส และถูกจัดเรียงลำดับความสำคัญตามความต้องการของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ คำถามรอบแรกเท่านี้ครับท่านประธาน