เอกนัฏ ย้ำ Relocation ไม่ใช่บังคับ แต่ปรับระบบจัดการกากอุตสาหกรรมใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๘

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หารือเรื่องการปรับฐานการผลิตและ Relocation เพื่อรองรับสภาวะเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่าไม่ใช่การบังคับย้ายแต่เป็นการปรับตัวร่วมกันเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นเหตุผ่านการออกกฎหมายใหม่และการใช้เทคโนโลยีติดตามตรวจสอบมลพิษอย่างเข้มงวด

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขออนุญาตท่านประธานครับ เอาเรื่อง Relocation ก่อนเดี๋ยวจะเข้าใจผมผิด ไม่ใช่บังคับย้าย แต่ว่ามันเป็นการปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ท่านก็จะเห็นตามข่าวครับ ถ้าวันนี้ ในภาคอุตสาหกรรมไม่ยอมปรับตัวเราก็จะเห็นข่าวปิดโรงงาน ในที่สุดการจ้างงานก็ลดลงอยู่ดี คนก็ตกงานอยู่ดีถ้าไม่มีการปรับตัว ซึ่งการปรับนี่มันมีหลายเรื่อง ปรับทั้งในการจัดการธุรกิจ หรือมีการย้ายฐานการผลิตอันนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมยืนยันว่าไม่ใช่บังคับนะครับ อันนี้คือ มันเป็นระบบที่เราต้องไปจัดการร่วมกันให้เกิดความเหมาะสมว่าตกลงแล้วในประเทศไทย เราทั้งออกแบบผังเมือง เราไปลงทุนอีอีซี ตกลงโรงงานควรจะอยู่ที่ไหน ที่อยู่อาศัยอยู่ที่ไหน แล้วก็จะเกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ส่วน ผมเรียนเลยว่าถ้าโรงงานอยู่ที่ควรจะอยู่ บ้านเรือน ที่อยู่อาศัยของประชาชนก็อยู่แบบสบาย ไม่ต้องมาทนกลิ่นเหม็น ไม่ต้องมาสูดอากาศ เอาควันพิษเข้าไป มลภาวะเข้าไป ราคาที่ก็ขึ้น เจ้าของที่ดินก็มีทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากขึ้น คือดีทั้ง ๒ ส่วน อันนี้เอาเรื่องนี้ก่อน ขอบคุณที่ผมคิดว่าเราไปในทิศทางเดียวกัน ผมไม่ชอบ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบลูบหน้าปะจมูก ร้องเข้ามาก็ไปแก้ จริง ๆ ในคำตอบแรกผม ก็ได้ยืนยันไปแล้วว่าผมต้องการที่จะแก้ปัญหาที่ระบบ รวมไปถึงการแก้กฎหมายด้วยซ้ำ ปัญหาของกากอุตสาหกรรมนี้ผมทำครบวงจรนะครับ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ไปจับ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลมากขนาดไหน มีใครอยู่เบื้องหลังผมจับหมด แล้วผมนำสื่อมวลชนไปจับ กับผมทุกที่ ไม่มีการทำอะไรมาปิด Red Tape มาซุกไว้ใต้พรมไม่มี เปิดให้หมดเลย แล้วไม่ต้อง มาต่อรอง มีการจัดระบบใหม่ ซึ่งการจัดระบบใหม่ก็ต้องมีการออกกติกาใหม่ ร่างกฎหมาย ใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับเลยครับ พ.ร.บ. วันนี้จะบอก พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรมก็ได้ ตัวชื่อนี้กำลัง คิดอยู่ แล้วเดี๋ยวก็จะส่งให้สภาได้พิจารณาต่อ จะเป็นกฎหมายการบริหารจัดการขยะ อุตสาหกรรมฉบับแรกของประเทศไทย หลังจากที่ต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นมีกฎหมายนี้เป็น ๑๐ ฉบับแล้วนะครับ เรากำลังเริ่มต้นฉบับแรก แต่ผมคิดว่าพอเราเรียนรู้ระบบบริหารจัดการ ทั้งหมด เราสามารถย่อส่วนแล้วทำให้ทุกอย่างมันเร็วขึ้นได้ ซึ่งผมก็เรียนเลยว่าความลักลั่น ตรงนี้ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมันก็ต้องทำแบบที่เราทำแต่ต้องทำให้เต็มรูปแบบ การร้องผ่าน ระบบ Application ที่เปิดออนไลน์ แล้วก็ประชาสัมพันธ์ให้คนสามารถรับรู้ได้ แล้วก็มีการ ติดตามการทำงานทุกขั้นตอน อันที่ ๑ อันที่ ๒ การแก้ปัญหาที่ยังใช้มนุษย์ออกไปตรวจจับ ในบางเวลานี้มันไม่ครอบคลุมก็ต้องมีการติดอุปกรณ์ที่เอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ ติดอุปกรณ์จะเป็น CEMS เป็นบีโอดี ซีโอดี แต่วันนี้ถ้ายังติดไม่เยอะก็ต้องติดให้เยอะครับ ติดทุกโรงงานหรือทุกโรงงานที่มีการปล่อยมลภาวะ ได้เป็นสัดส่วนที่มีน้ำหนักพอที่จะลดเรื่อง การปล่อยมลภาวะตรงนี้ได้ แล้วก็เรื่องของคนเดี๋ยวท่านเข้าใจผิดคือต่ำกว่า ๑๐ คน ผมหมายถึงเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่เวลาติดตั้งระบบพวกนี้จะเป็น CEMS หรือบีโอดี ซีโอดีไปติดตั้งกับโรงงาน โรงงานจะต้องจ้างคนต่างหากเลย แล้วมีหน้าที่สำหรับ ส่งข้อมูล ส่งข้อมูลมาแล้วก็ตรวจข้อมูล และตัวระบบข้อมูล Link มาถึงส่วนกลาง แล้วส่วนกลางเองก็มีแล็บต่างหากสามารถตรวจทานข้อมูลที่ถูกส่ง แล้วถ้ามีการมอนิเตอร์ แบบนี้ มีการส่งแบบนี้การตรวจก็ง่ายขึ้น ไม่ใช่ร้องมาแล้วก็เจ้าหน้าที่ไปตรวจ เราดูตัวเลข อยู่ตลอด ถ้าตัวเลขมีปัญหาไม่ได้มาตรฐานและมีการไปแต่งบัญชีแก้ตัวเลขอีกแบบนี้เอาผิด ตายเลยครับ แล้วหลักฐานอยู่กับเราตลอด หลักฐานตัวเลขที่โผล่ขึ้นมาไม่ใช่อยู่ดี ๆ บอก ตอนนี้ยังไม่จับก็ไม่เห็นหลักฐาน ปรากฏว่าถ้ามีการตรวจจับ ๒๔ ชั่วโมง ตัวเลขโผล่มาเป็น หลักฐาน ๒๔ ชั่วโมงเลย ย้อนกลับไปตามจับเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีการแต่งตัวเลข แล้วแล็บของเราเข้าไปตรวจทานมาแล้วตัวเลขไม่ตรงกันท่านเดือดร้อนเลย แล้วสำหรับ โรงงานที่ผมเชื่อว่าวันนี้สิ่งที่เราต้องมาช่วยกันก็คือเรื่องการปรับค่านิยม ผมพยายามพูด อยู่เสมอว่าไม่ว่าจะมีกฎกติกาที่เข้มงวดขนาดไหน มีระบบที่ดี เราจริงจังกับการแก้ปัญหา ขนาดไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบของโรงงาน ผมก็พยายามเจรจาต่อรองทั้ง โรงใหญ่โรงเล็กว่าผมกำลังปรับระบบอุตสาหกรรมเพื่อที่จะช่วยฟื้นอุตสาหกรรมกลับมาเป็น เครื่องยนต์พิเศษ แต่สิ่งที่สำคัญวันนี้ต้องทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ อย่าไปทำร้ายคน ถ้าท่านเจ้าของโรงงานทุกคนมีความเข้มงวดกับการปฏิบัติ กับการบริหารจัดการของโรงงาน ตัวเอง ไม่ปล่อยมลพิษ มลภาวะมา ท่านทำธุรกิจตรงไปตรงมา ติดตั้งอุปกรณ์ ส่งรายงาน ตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงไม่มีปัญหาหรอกครับ กฎหมายหรือกติการะบบไม่ได้สร้างขึ้นมา เพื่อไปจัดการกับคนที่ทำธุรกิจอย่างชอบธรรม แล้วผมก็ยินดีที่จะให้แต้มต่อกับทุกคนที่ทำดี แต่คนที่ทำไม่ดีก็ต้องมีความเข้มงวด คำถามนี้ผมคิดว่าก็ได้ตอบไปแล้ว แล้วก็ไปในทิศทาง เดียวกันว่าเราต้องการจะจัดการระบบอย่างครบวงจรสมบูรณ์แบบและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่มาตรวจจับลูบหน้าปะจมูกแบบที่ทำกันอยู่ แล้วภายในปีนี้ตั้งแต่ผมมาเป็นรัฐมนตรีนี่ ภายใน ๓ เดือน ผมคิดว่าระบบทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น เรื่องการจัดการกากอุตสาหกรรม วันนี้ เรื่องควันพิษ การเผาอ้อยน้อยที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐมนตรีอุตสาหกรรมมา น้อยที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ แล้วผมก็กำลังจัดการเรื่องของการปล่อย มลภาวะสู่อากาศกับสู่น้ำ ทำเต็มรูปแบบครบวงจร แน่นอนทุกข้อมูลท่านไม่สะดวกพูดผ่าน มาทางนี้ก็เอามาให้ผมหลังไมค์ แล้วผมบอกเลยว่าสำหรับการจัดการปัญหาให้ประชาชน ทั้งท่านกับผมก็เป็นนักการเมืองมาจากการเลือกตั้งทั้งคู่ไม่ต้องไปกลัวใคร ผมไม่กลัวทั้งนั้น ใครจะมีอิทธิพลเหนือประชาชนไม่มีครับ เรามาจากการเลือกตั้ง เราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อ รักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้ครับ ขอบคุณครับ