พีระพันธุ์ อพยพแม่เมาะ ยันรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาต่อเนื่อง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ มกราคม ๒๕๖๘

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องการอพยพประชาชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง โดยชี้แจงข้อเท็จจริงว่ากรณีนี้เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ และอธิบายความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่เสียสละที่ดินให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วันนี้ ผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ให้มาตอบกระทู้ถามของ ท่านสมาชิกในประเด็นเรื่องการอพยพประชาชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในพื้นที่ ที่ท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธาน ประการที่ ๑ ในกรณี เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญแล้วก็ได้สอบถามผมมาเป็นระยะ แม้ท่านได้เข้ามา รับตำแหน่งไม่นานนี้แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่หลายรัฐบาล ในรัฐบาลก่อน หน้านี้คือรัฐบาลของท่านเศรษฐา ทวีสิน ก็มีเรื่องนี้เช่นเดียวกัน อันดับแรก ผมคิดว่าเราต้อง ทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงกันก่อนนะครับ ผมเองก็เข้ามารับตำแหน่งเมื่อกันยายน ๒๕๖๖ แต่กรณีที่ท่านสมาชิกถามเรื่องนี้เรื่องมันเริ่มเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ ไม่ใช่เพิ่งเกิดเมื่อปี ๒๕๖๖ ที่ท่านกล่าวเมื่อสักครู่ว่ามีการตั้งคณะกรรมการของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อปี ๒๕๖๖ เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่โน่นเลยครับ ปี ๒๕๒๑ ตั้งแต่ตอนที่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า กฟผ. จะเข้าไปใช้พื้นที่ทำเหมืองถ่านหินเพื่อเอามาเป็นเชื้อเพลิงในการ ผลิตไฟฟ้าที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ก็ปรากฏว่าในตอนเริ่มต้นที่ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปีนั้น ตอนเริ่มต้นทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเองเขา ต้องการพื้นที่ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกกล่าวบอกว่าราษฎรที่เสียสละพื้นที่ให้กับการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตอันนั้นคือกลุ่มนั้นนะครับ กลุ่มเมื่อปี ๒๕๒๐ ปี ๒๕๒๑ อันนั้นเขาเสียสละพื้นที่ให้ เพราะ กฟผ. ต้องการเข้าไปใช้ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนในกลุ่มแรกก็ได้รับการอพยพ เคลื่อนย้ายมาอยู่ตรงพื้นที่ที่ท่านกล่าวถึงตรงนี้เช่นเดียวกัน พื้นที่เท่าที่ผมทราบรายงานมา ก็ประมาณ ๘๐๐ ไร่ แล้วเนื่องจากว่าเขาได้เสียสละพื้นที่เขาให้กับทาง กฟผ. เพื่อใช้ ทำเหมืองก็เลยต้องตอบแทนที่ดิน ออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ใหม่ให้กับเขา เพราะว่าแปลงเดิม ที่เขาเคยมีเอกสารสิทธิหรือครอบครองอยู่ต้องยกให้ กฟผ. ทั้งหมดเพื่อเอาไปทำเหมือง อันนี้ก็เลยเป็นการชดเชยตอบแทนให้ อันนี้ก็เลยเป็นมติ ครม. ครั้งแรก เพื่อที่จะให้พี่น้อง ประชาชนในการอพยพ ๔ ครั้งแรก ได้รับสิทธิในที่ดินไป ทีนี้ต่อมาหลังจากช่วง ๔ ครั้งแรก ก็มาต่ออีก ๓ ครั้ง เป็นครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ แล้วก็ครั้งที่ ๗ ๓ ครั้งหลังไม่มีการเสียสละที่ดินให้กับ กฟผ. เพราะว่า กฟผ. เขาใช้ที่ดินใน ๔ ครั้งแรก ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ ๓ ครั้งหลังเป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนที่บอกว่าได้รับผลกระทบจาก การทำเหมือง ก็เลยอยากจะขอย้ายที่เพราะบอกว่าที่ที่อยู่เดิมเขาได้รับผลกระทบ วันนี้ ประเด็นที่ท่านสมาชิกถามเป็นการอพยพ ครั้งที่ ๕ ส่วนครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๗ ก็ในทำนอง เดียวกัน ในครั้งที่ ๕ ข้อเท็จจริงที่ผมกราบเรียนไปว่าเขาไม่ได้มาเสียสละที่ให้กับ กฟผ. แต่เขาขอย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่งเพื่อให้พ้นจากผลกระทบ ด้วยเหตุตรงนี้เลยเป็นประเด็นว่ามติ ครม. ที่ออกมาใช้สำหรับครั้งที่ ๕ ที่ว่านี้เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ จึงไม่ได้มีกำหนดว่า ให้ออกเอกสารสิทธิในพื้นที่แปลงใหม่ให้ เพราะว่าที่แปลงเดิมที่เขายังอยู่เขายังเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ที่ดินทุกอย่างที่เคยมีเอกสารสิทธิยังอยู่ตรงนั้น เพียงแต่ว่าได้รับผลกระทบก็เลยให้ ย้ายมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่ยังให้ทำกินและมีสิทธิในที่ดินแปลงเดิม ผมเข้าใจว่าคือบ้านหางฮุง แล้วก็ย้ายมาอยู่ตรงบ้านเวียงหงส์ล้านนาตรงนี้ ตรงนี้เป็นพื้นที่ใหม่ เพราะฉะนั้นครั้งที่ ๕ ที่ว่านี้ทางราษฎรกลุ่มนี้เขายังคงมีที่ดินที่เดิมไม่ได้ยกให้ กฟผ. ประเด็นก็คือว่าถ้าเราให้ กรรมสิทธิ์ในส่วนที่เขาย้ายมาอยู่ใหม่นี้ให้เอกสารสิทธิก็แปลว่าเขาก็จะได้สิทธิเพิ่มขึ้นมา คือพูดง่าย ๆ ได้ที่ดินเพิ่ม ก็จะมีการแตกต่างกับกลุ่มครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ ซึ่งอันนั้นเขาต้อง เสียสละที่ดินให้จึงต้องได้ที่ดินใหม่แทน แต่กรณีนี้ที่ดินเดิมยังอยู่กับราษฎรเพียงแต่ให้ย้ายที่ ไปอยู่ตรงนี้ ด้วยเหตุอย่างนี้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ จึงไม่ได้กำหนดให้ ออกเอกสารสิทธิให้ราษฎรกลุ่มนี้ อันนี้ท่านต้องเข้าใจปฐมบทของความเป็นมาก่อน เพราะว่า เขาไม่สามารถจะออกให้ได้เนื่องจากราษฎรกลุ่มนี้ไม่ได้ยกที่ดินมาให้ กฟผ. เหมือนกลุ่มครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ แต่ว่าเมื่อย้ายไปแล้วก็ค่อย ๆ เริ่มเกิดปัญหา ต่อมาก็เกิดครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๗ ตามมาอีก ในครั้งที่ ๖ ถ้าผมจำไม่ผิดก็คือครั้งที่ ๖ ลักษณะคล้าย ๆ ครั้งที่ ๕ เพียงแต่ว่ามติ ครั้งที่ ๖ ให้ออกเอกสารสิทธิให้ ทำไมเพราะราษฎรกลุ่มที่ย้ายมาทำนองเดียวกันเนื่องจาก ได้รับผลกระทบ ไม่ได้ยกที่ดินให้กับ กฟผ. เขายินดีที่จะคืนที่เดิมของเขาให้กับหลวง ประมาณคนละ ๑ ไร่ เพื่อแลกกับที่ใหม่ที่จะได้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้กับ ครั้งที่ ๖ จึงให้เอกสารสิทธิ เพราะจะได้เอกสารสิทธิคืนจากพี่น้องประชาชนในที่เดิมที่เขา ย้ายออกมา ต่างจากครั้งที่ ๕ ที่ท่านถาม ท่านต้องเข้าใจข้อเท็จจริงตรงนี้ก่อน อันนี้คือ ประเด็นหลัก ครั้งที่ ๗ ก็ทำนองเดียวกันซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็น ปัญหาอย่างนี้ มติคณะรัฐมนตรีที่ใช้กับครั้งที่ ๕ ที่ท่านสอบถามจึงไม่มีเรื่องการให้เอกสารสิทธิ แต่อย่างที่ท่านบอกครับ มันผ่านมา ๒ ทศวรรษ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันไม่จบ แต่ก็ยังไม่จบจริง ๆ ๒ ทศวรรษนี้ผมก็ไม่ทราบ ผมเข้าใจว่าคนที่เริ่มต้นในกลุ่มที่อพยพกัน เมื่อครั้งที่ ๕ ตอนเริ่มต้นเลย วันนี้บางคนก็อาจจะมีลูกหลานมารับช่วงก็ได้ ก็เริ่มมีปัญหาว่า อยากจะได้เอกสารสิทธิเหมือนกับครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ และครั้งที่ ๖ ตรงนี้ที่เป็นประเด็นว่า จะให้ได้ไหม เพราะว่าครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ เราเข้าไปใช้พื้นที่เขา เอาที่ดินเขามา ก็เลยต้องหา ที่ดินแปลงใหม่ให้ ครั้งที่ ๕ นี้ไม่ได้ใช้เลย เพียงแต่เห็นใจราษฎรที่ได้รับผลกระทบก็ย้าย ออกมาให้ คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้ช่วยเหลือในรูปแบบอื่น มติธันวาคม ๒๕๔๔ แต่ไม่มีเรื่องให้ เอกสารสิทธิเพราะเขาไม่ได้ให้ที่ดินมาให้กับ กฟผ. อันนี้ท่านต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน แต่เมื่อมี การเรียกร้องต่อกันมาเรื่อย ๆ ยังไม่จบ ในมติคณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๔ ที่ท่านอ้างอิงถึง เมื่อสักครู่นี้ด้วยในนั้นท่านก็จะเห็นว่ามีการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งในช่วงวันนั้นกระทรวง พลังงานยังไม่มี กระทรวงพลังงานตั้งปี ๒๕๔๕ เพราะฉะนั้นในช่วงนั้น กฟผ. ขึ้นอยู่กับ สำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีท่านนายกรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล รับผิดชอบ ไม่ใช่รัฐมนตรีพลังงาน เพราะวันนั้นยังไม่มีกระทรวงพลังงาน ต่อมาเมื่อมีกระทรวงพลังงานแล้ว กฟผ. ย้ายมาสังกัดกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เรื่องเหล่านี้ถึงได้ถูกโอนมาอยู่ภายใต้ในเรื่องของกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการชุดที่ว่า ก็ระบบราชการครับ ผมก็ไม่สามารถจะตอบท่านได้ว่าตั้งแต่ธันวาคม ๒๕๔๔ มาตั้งกรรมการ ปี ๒๕๔๕ ๒๕๔๖ ไปถึงไหน ผมถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ก็ตอบไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าได้ข้อมูลว่า กรรมการชุดนี้มีการประชุมครั้งสุดท้าย มีการตั้งอนุ ตั้งคณะทำงานกันเมื่อปี ๒๕๔๙ แล้วหลังจากปี ๒๕๔๙ มาเหตุการณ์ก็หายเงียบไป จนกระทั่งประมาณปี ๒๕๖๕ ก็มีการ ร้องเรียนจากราษฎรกลุ่มนี้ไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน กับอีกครั้งหนึ่งครั้งที่ ๖ เรื่องนี้ถึงได้กลับ ขึ้นมาใหม่ แล้วก็เลยมามีประเด็นเรื่องการขอเอกสารสิทธิขึ้นมา ก็มีการประชุมหารืออะไรกัน มาเป็นระยะ จนกระทั่งถึงครั้งที่ท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องเมื่อ ปี ๒๕๔๖ เร็ว ๆ นี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องของ การที่จะให้เอกสารสิทธิกับราษฎรกลุ่มนี้ได้หรือไม่ อย่างไร ก็เป็นประเด็นอย่างที่ท่านกล่าว เมื่อสักครู่ว่ามติบอกเห็นชอบ แต่ก็ยังมีประเด็นว่าแล้วขั้นต่อไปจะต้องเหมือนครั้งที่ ๖ ไหม ที่ต้องมีการคืนที่ดินหรือเปล่าอะไรทำนองนี้ก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ ๆ อันหนึ่งก็คือว่าต้องเพิกถอน พื้นที่ป่า เพราะว่าพื้นที่ตรงบริเวณนี้เป็นพื้นที่ของป่าสงวน การจะออกพื้นที่ป่าสงวนให้ เอกสารสิทธินี้ไม่ได้ ก็จะต้องมีการผ่านไปทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำกับดูแล บังคับบัญชากรมป่าไม้เพื่อจะพิจารณาเงื่อนไขตรงนี้ต่อไป อันนี้ก็เป็นการ ประชุมเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านกล่าวเมื่อสักครู่เหมือนกัน ว่าที่ประชุมก็มีมติให้พลังงานจังหวัดรายงานมาที่กระทรวงพลังงานก็คือมาที่ท่านปลัด กระทรวง แต่วันนี้รายงานก็ยังไม่มา ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นท่านหรือเปล่าที่เคยทำหนังสือ มาถามด้วย ผมก็แจ้งกำกับไปทางท่านปลัด ปรากฏว่าหลังจากที่คณะกรรมการประชุม เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๗ แล้วก็มีมติบอกว่าให้ทาง พนจ. จังหวัดรายงานเรื่องนี้มาที่ทาง ปลัดกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการต่อไป ทางพื้นที่ ทางจังหวัดก็มีการทำบันทึกรายงาน กลับไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด อันนี้ก็เป็นปัญหาเพราะว่าระบบราชการมันย้อนกันไปย้อนกันมา อยู่อย่างนี้ท่านประธานบอกว่าให้รายงาน แต่พอเอาเข้าจริงก็รายงานตรงไม่ได้ต้องกลับไปผ่าน ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ก็ปรากฏว่ามีประเด็นเพิ่มเติมขึ้นใหม่ นอกจากเรื่องขอ เอกสารสิทธิแล้ว จะขอชดเชยต้นไม้อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในที่เดิมด้วย ขอเงินชดเชยอีก ก็ยังเป็น ประเด็นว่าที่แปลงนั้นก็ยังไม่สรุปว่าจะยกมาให้เหมือนครั้งที่ ๑ หรือครั้งที่ ๔ หรือครั้งที่ ๖ ไหม ถ้ายังเป็นอยู่ ต้นไม้อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในที่ก็ยังเป็นของราษฎร แล้วหลวงจะชดเชยให้ด้วยได้ หรือเปล่า เพราะว่าหลวงไม่ได้อะไรกลับมาอันนี้ก็ยังเป็นประเด็นคาราคาซังอยู่ ทางจังหวัด ก็เลยสั่งว่าถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวต้องกลับมาประชุมเรื่องนี้เพิ่มอีก เพราะฉะนั้นที่บอกว่าประชุม เสร็จเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาก็เลยยังไม่จบ เพราะว่าเดี๋ยวจะต้องมีการประชุม เรื่องค่าชดเชยต้นไม้ให้ทั้งหมดแล้วถึงจะเสนอมาที่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นสถานการณ์ ในปัจจุบันในกรณีที่ท่านถามกรณีครั้งที่ ๕ มันก็พัฒนามาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ ปัจจุบันก็คือว่าทางจังหวัดได้ประชุมจบไปเรื่องเอกสารสิทธิ เหลือแต่ขั้นตอนรายงานกลับมา ที่ส่วนกลาง ก็เกิดปัญหาเรื่องเงินชดเชยต้นไม้อะไรกันขึ้นมาอีกก็เลยจะต้องเรียกประชุม ถ้าผมจำข้อมูลไม่ผิดก็ประมาณเดือนกุมภาพันธ์จะมีการเรียกประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องเงิน ชดเชยต้นไม้อีก เพราะฉะนั้นในขั้นตอนที่ท่านถามในส่วนนี้ก็คือเป็นอย่างที่ผมกราบเรียน เรื่องก็ยังไม่กลับมาส่วนกลางยังอยู่ในจังหวัดอยู่ แล้วก็รอประชุมครั้งต่อไปเรื่องเงินชดเชย ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในคำถามที่ ๑ ครับ ขอบคุณครับ