สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เสนอการแก้ไขมาตรา 3 ในร่างแก้ไข พ.ร.บ. และขอขอบคุณพรรคการเมืองที่ช่วยทำร่างนี้ ตลอดจนคัดค้านการออกกฎบังคับเยอะเกินไปที่อาจเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเรียกรับทุจริต และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้มแข็งมากขึ้นและใช้อำนาจบริหารที่ได้รับจากประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลง

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน สวัสดีปีใหม่ครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางประกอก พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ไว้นะครับซึ่งเป็นมาตรา ๓ ในร่างแก้ไขแล้วก็แก้ไข มาตรา ๑๕๓ ซึ่งเป็นหัวใจที่เราแก้มาตราเดียวเลยนะครับ จริง ๆ แล้วต้องกล่าวตรงนี้เลย ครับว่าต้องขอบคุณทุกพรรคการเมืองที่มาช่วยทำตรงนี้ ท่านประธานชนินทร์ด้วยนะครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกสภาแล้วก็สัดส่วนกรรมาธิการหลาย ๆ พรรคที่มาร่วมกัน เราเห็นตรงกันนะครับว่าเป้าหมายมันไปเหมือนกัน สิ่งที่ผมสงวนไว้จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่อง เนื้อหลักใจความกฎหมายอะไรหรอกครับ เราเห็นตรงกันครับว่าเรื่องการทำเหล้า ทำเบียร์ มันก็ควรจะเปิดให้คนตัวเล็กตัวน้อยทำได้พร้อมกับเจ้าสัวเหมือนกันหมดแล้ว แต่ด้วยเทคนิค ทางกฎหมายผมจึงสงวนไว้ครับท่านประธาน คล้าย ๆ กับร่างเก่าผมครับ แต่ไม่มีเรื่องของ การผลิตกินเองที่บ้าน ด้วยเหตุผลที่ผมเห็นว่ามันน่าจะกระชับขึ้นนะครับ ก็อยากทำความ เข้าใจครับว่าการที่สงวนแบบผมนี่มันไม่ทำให้เนื้อหาของ พ.ร.บ. นี้จะเปลี่ยนไปนะครับ เพราะอยากทำความเข้าใจครับท่านประธาน ผ่านไปถึงเพื่อนสมาชิกและประชาชนว่า การที่เรามานั่งอยู่ตรงนี้จริง ๆ แล้วมันไม่มีความจำเป็นเท่าไรหรอกครับ เพราะจริง ๆ แล้ว สิ่งที่เป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของวงการสุราไทยมันอยู่ที่กฎกระทรวง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นอำนาจอธิบดีในการออกได้ ซึ่งมันก็เหมือนกับหลาย ๆ อย่างในประเทศไทยครับ ท่านประธาน มันก็ติดขัดไปหมดนะครับเรื่องที่มันไม่ต้องมาผ่านสภามันไม่จำเป็นก็ไม่แก้ กันมาตั้งนานนะครับ ผมจะเรียกได้ว่าต้นตอของปัญหาหลายอย่างมันก็มีอยู่ประมาณ ๓ อย่างด้วยกันครับ

ประการแรก ที่ผมว่าตรงนี้เราเห็นชัดเจนแล้วเราจะมาทลายนายทุนผูกขาด ร่วมกัน ก็คือการใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นนายทุนเจ้าสัวที่มีอำนาจเหนือ การเมืองหรือว่าเหนือข้าราชการต่าง ๆ

ประการที่ ๒ คือรัฐราชการรวมศูนย์ครับ การแข็งตึงของรัฐราชการ การชอบ ออกกฎบังคับเยอะแยะ บางครั้งเยอะเกินไปจนเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเรียกรับทุจริต ก็เป็นปัญหาครับ

ประการที่ ๓ พูดไปเดี๋ยวหาว่าเพื่อน แต่อันนี้ก็อยากจะพูดเพราะว่าเห็นใจ จริง ๆ ก็คือภาคการเมืองพวกเราอ่อนแอไม่เข้มแข็ง รวมถึงรัฐบาลขาดความเด็ดขาด ตรงนี้ครับ หลายครั้งรัฐบาลมา เราเข้าใจครับโดนรัฐประหาร เราทำให้อ่อนแอจากองค์กรหลาย ๆ องค์กรครับ หรือว่าบางครั้งรัฐประหารด้วยเราก็อ่อนแอลง แต่วันนี้ครับผมว่าเราต้องพยายาม เข้มแข็งมากขึ้น แล้วก็ใช้อำนาจบริหาร อำนาจที่เราได้ Mandate หรือว่าฉันทานุมัติจาก ประชาชนเพื่อมาเปลี่ยนแปลง ก็เห็นใจนะครับพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาล โดนซ้าย โดนขวา โดนใน โดนนอกตลอดเวลานะครับ วันนี้ก็หวังว่าจะผ่านไปได้แล้วก็บังคับใช้กฎกระทรวง แล้วออกโดยไว ผมยืนยันนะครับว่าเราไม่จำเป็นต้องมาอยู่ตรงนี้ ถ้ารัฐบาลอยากทำจริง มันเสร็จไปตั้งแต่เดือนแรกแล้วครับ อันนี้ก็ต้องพูดตามตรง ดังนั้นท่านประธานครับผมจึงให้ เหตุผลเพิ่มเติมเล็กน้อยครับว่าทำไมเป็นร่างของผมดี เพราะว่าผมเองไม่ค่อยมั่นใจในร่าง ของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เพียงนิดเดียวครับ จริง ๆ แล้วในกรรมาธิการทางเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติที่จะรับปฏิบัติออกกฎก็คือกรมสรรพสามิตก็ได้บอกไว้แล้วในกรรมาธิการครับว่า ในเรื่องส่วนของการจัดลำดับกฎหมายที่แก้มา ในส่วนแรกที่บอกว่าให้สนับสนุนเกษตรกร มาเป็นบทหลักนี่ คือผมไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะเนื่องจากว่าจริง ๆ แล้วอันนี้เรื่องสนับสนุน มันควรจะมาอยู่ตอนท้ายใช่หรือไม่ เพราะวรรคสามของกฎหมายนี้บอกว่ากฎกระทรวงตาม วรรคสองต้องออกแบบใดบ้าง ซึ่งเนื้อหาสาระของกรรมาธิการไม่ได้แตกต่างจากความคิดผม แล้วบางอย่างก็ก้าวหน้ากว่าของผมด้วยนะครับ แต่การจัดเรียงลำดับกฎหมายเรื่องของ นิติบัญญัติที่ผมคิดว่ามีปัญหา ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือว่าทาง หน่วยงานจะให้คำมั่นต่อสภาแห่งนี้เป็นที่ประจักษ์รู้ต้องตรงกันหมดว่าการเขียนกฎหมาย อย่างนี้ในการไปออกกฎกระทรวงจะไม่ใช่ข้ออ้างในการที่จะบอกว่าเฮ้ยต่อไปเกษตรกรทำได้ อย่างเดียวนะ คุณต้องไปรวมกลุ่มกับเกษตรกรอย่างเดียวนะ นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ก็ทำได้ อันนี้ผมก็จะไม่ติดใจในการที่จะต้องลงมติครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ